500 ปี สวิส การ์ด(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
กองกำลังรักษาพระองค์ แห่งพระสันตะปาปา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ 'สวิส การ์ด' กองทัพที่มีขนาดเล็กที่สุด และบางทีอาจจะมีสีสันมากที่สุดในโลก เตรียมที่จะกล่าวคำสาบานตนเป็นครั้งแรก ที่จัตุรัส เซนต์ปีเตอร์ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 500 ปี แห่งการทำหน้าที่ปกป้องนครรัฐวาติกัน
พิธีเฉลิมฉลองดังกล่าว จะเริ่มเปิดฉากขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2549 ในการรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ทหารสวิส ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความกล้าหาญและความภักดี เข้าประจำการในนครรัฐอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2049 ตามคำเชิญของพระสันตะปาปาจูเลียส ที่ 2
พ.อ.เอลมาร์ มาเดอร์ ผู้บัญชาการสวิส การ์ด เปิดเผยว่า พิธีฉลองดังกล่าว ที่จะยาวนานถึง 6 เดือน รวมถึงการเดินทางของบรรดาอดีตทหารรักษาพระองค์ ระยะทาง 723 กิโลเมตร นาน 27 วัน จากเบลลินโซนา ทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ ตามรอยเส้นทางโบราณที่สวิส การ์ด รุ่นแรกๆ ใช้เดินทางไปยังกรุงโรม
เหตุการณ์ที่น่าจะสร้างสีสันให้กับการเฉลิมฉลองครั้งนี้มากที่สุด อาจเป็นพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของเหล่าทหารใหม่ ในวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งตามปกติแล้วพิธีสวนสนามนี้ จะมีขึ้นบริเวณลานซาน ดามาสโก แต่ในปีหน้า จะเป็นครั้งแรกที่การเข้ารับตำแหน่งใหม่จะจัดขึ้นที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ โดยมาเดอร์ตั้งความหวังว่า โป๊ปเบเนดิกท์ ที่ 16 พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน จะเข้าร่วมในพิธีด้วย
การจัดงานในวันที่ 6 พฤษภาคมข้างต้น ยังเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ในวันเดียวกันนี้ เมื่อปี 2070 ที่มีทหารรักษาพระองค์ถูกสังหารบริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ถึง 147 นาย เพื่อปกป้องพระสันตะปาปาเคลมองท์ ที่ 7 ผู้ถูกขับไล่ออกจากกรุงโรม
ถึงแม้จะมีอายุยืนยาวมาแล้วร่วม 500 ปี ทั้งยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม และสังคมมาแล้วหลายยุค หลายสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่สวิส การ์ด ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนเลย คือเรื่องการไม่รับผู้หญิงเข้าร่วมในกองทัพ ซึ่งแม้ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา จะไม่มีใครหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง แต่ พ.อ.มาเดอร์ ก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า ศึกอย่างหนึ่งที่เขาไม่ต้องการจะสู้ด้วยคือเรื่องเพศ
"ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า เราจะเปิดรับผู้หญิงเข้ามาร่วมในสวิส การ์ดได้อย่างไร" มาเดอร์กล่าว พร้อมเสริมว่า ที่พักของทหารรักษาพระองค์ในนครรัฐวาติกัน มีขนาดเล็กและคับแคบ ซึ่งตัวเขาไม่อยากให้เกิดความยุ่งยากทางด้านระเบียบวินัยขึ้นมา และว่าการไม่รับผู้หญิง ไม่ใช่ประเด็นเรื่องคุณภาพ แต่เป็นปัญหาเรื่องวินัย
มาเดอร์กล่าวด้วยว่า ยังไม่มีแนวคิดถึงเรื่องการเปรียบเครื่องแบบสีสันสดใสที่ใช้กันมานาน โดยชี้ว่า เครื่องแบบในยุคเรเนสซอวส์สีน้ำเงิน ทอง และแดง เป็นสิ่งที่โลกจดจำได้ ซึ่งการเปลี่ยนเครื่องแบบของสวิส การ์ด ก็เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของโลก
ปัจจุบัน สวิส การ์ด มีทหารประจำการอยู่ทั้งหมด 110 นาย ทั้งหมดเป็นคาทอลิก ผู้ได้รับการฝึกหัดทักษะทางทหารในด้านต่างๆ รวมถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่า มาจากกองทัพสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคุณสมบัติของทหารหาญที่จะสมัครเข้ามาปกป้องประมุขแห่งศาสนจักรได้นั้น จะต้องมีความสูงอย่างน้อย 174 เซนติเมตร เป็นบุคคลสัญชาติสวิส และมีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งหลังจากได้รับเลือกเข้ามาแล้ว ต้องเข้าประจำการอย่างน้อย 2 ปี สูงสุดไม่เกิน 25 ปี
: หนองปลาปาก : ตำบลกวนวัน : ตำบลในเมือง : ตำบลค่ายบกหวาน : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลพระธาตุบังพวน : ตำบลปะโค : ตำบลโพนสว่าง : ตำบลโพธิ์ชัย : ตำบลเมืองหมี : ตำบลมีชัย : ตำบลเวียงคุก : ตำบลวัดธาตุ : ตำบลสีกาย : ตำบลหาดคำ : ตำบลหนองกอมเกาะ : ตำบลหินโงม : ตำบลกุดบง : ตำบลชุมช้าง : ตำบลจุมพล : ตำบลทุ่งหลวง : ตำบลเซิม : ตำบลนาหนัง : ตำบลบ้านโพธิ์ : ตำบลบ้านผือ : ตำบลวัดหลวง : ตำบลสร้างนางขาว : ตำบลเหล่าต่างคำ : ตำบลกองนาง : ตำบลท่าบ่อ : ตำบลโคกคอน : ตำบลน้ำโมง : ตำบลนาข่า : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลบ้านถ่อน : ตำบลโพนสา : ตำบลบ้านว่าน : ตำบลหนองนาง : ตำบลนาดี : ตำบลเฝ้าไร่ : ตำบลหนองหลวง : ตำบลวังหลวง : ตำบลอุดมพร : ตำบลบ้านต้อน : ตำบลนาทับไฮ : ตำบลพระบาทนาสิงห์ : ตำบลโพนแพง : ตำบลบ้านหม้อ : ตำบลรัตนวาปี : ตำบลพระพุทธบาท : ตำบลพานพร้าว : ตำบลแก้งไก่ : ตำบลบ้านม่วง : ตำบลนางิ้ว : ตำบลผาตั้ง : ตำบลสังคม : ตำบลโพนทอง : ตำบลด่านศรีสุข : ตำบลโพธิ์ตาก : ตำบลสระใคร : ตำบลบ้านฝาง : ตำบลคอกช้าง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลโลก แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สำนึกเมื่อสายเกินไป(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
สำนึกเมื่อสายเกินไป(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ในที่สุดทางการสหรัฐก็ประหารชีวิต สแตนลีย์ ทูกี วิลเลียมส์ ด้วยการฉีดยาพิษเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม แม้มีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก และกลายเป็นกระแสคัดค้านโทษประหารชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปีของสหรัฐ
ประชาชนหลายพันคน ชุมนุมกันที่หน้าเรือนจำซานเควนตินในนครซานฟรานซิสโก และแสดงความไม่พอใจหลังเจ้าหน้าที่เรือนจำประกาศการประหารชีวิตวิลเลียมส์ วัย 51 ปี ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฆาตกรรม 4 ศพ เมื่อปี 2522 โดยเหยื่อเคราะห์ร้ายเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อและครอบครัวชาวจีนอพยพ
วิลเลียมส์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ฆ่าคนตาย แต่ยอมรับว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มอันธพาล 'คริปส์' ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆ่าประชาชนในนครลอสแอนเจลิสช่วงนั้น เขาถูกจองจำรอรับโทษประหารชีวิตที่เรือนจำซานเควนติน ตั้งแต่ปี 2524
หลังจากรู้ชะตาของตนเองแล้ว วิลเลียมส์ประกาศทิ้งชีวิตแก๊งอันธพาล ผันตัวเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรง และเขียนหนังสือสอนเด็กไม่ให้ร่วมแก๊งอันธพาล จนได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 5 ครั้ง เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ โดยมีเจมี ฟ็อกซ์ ดาราเจ้าของรางวัลออสการ์ รับบทเป็นนักโทษประหารรายนี้
เหล่าดาราฮอลลีวู้ดและนักสิทธิมนุษยชนร่วมกันประสานเสียงให้ละเว้นโทษประหารชีวิตวิลเลียมส์ หลังจากการอุทิศตัวทำประโยชน์ให้กับสังคมในช่วงที่ผ่านมา แต่ศาลอุทธรณ์สหรัฐปฏิเสธตามคำร้องขอ เช่นเดียวกับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ไม่คัดค้านเช่นกัน วิลเลียมส์จึงต้องรับโทษประหารชีวิตตามกำหนด
ทั้งนี้ วิลเลียมส์ เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2496 ขณะมารดามีอายุเพียง 17 ปี บ้านเกิดของเขาอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา จากนั้นจึงย้ายมายังย่านคนจนในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
ความไม่หวั่นเกรงสิ่งใดและรูปร่างที่ใหญ่โต ทำให้วิลเลียมส์กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งแก๊ง 'คริปส์' ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี สมาชิกแก๊งเรียกเขาว่า 'บิ๊กทู้ก' วิลเลียมส์ช่วยขยายอิทธิพลของแก๊ง จนกลายเป็นกลุ่มอาชญากรระดับชาติ ก่อเหตุรุนแรงตามถนนตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา
วิลเลียมส์กล่าวเสมอมาว่าตนเองบริสุทธิ์ โดยยืนยันว่าการตัดสินโทษของเขาเป็นผลจากความอาฆาตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คำอุทธรณ์ของวิลเลียมส์ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จตลอด 24 ปีที่ผ่านมา
ในช่วง 12 ปีแรกที่อยู่ในเรือนจำ วิลเลียมส์ยังคงแสดงพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย เขาใช้เวลา 6 ปีครึ่งไปกับการขังเดี่ยว เนื่องจากทำร้ายผู้คุมและเพื่อนนักโทษ
หลังจากกลับตัวกลับใจ วิลเลียมส์เคยเขียนคำขอโทษที่ร่วมก่อตั้งแก๊งคริปส์ โดยกล่าวว่า เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าแก๊งของเขาจะทำลายชีวิตผู้คนมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นผิวสีที่ทำร้ายวัยรุ่นผิวสีด้วยกันเอง
ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า วิลเลียมส์เป็นนักโทษประหารรายที่ 12 ที่ต้องรับโทษประหารชีวิตในรัฐแคลิฟอร์เนีย นับตั้งแต่มีการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่เมื่อปี 2520 โดย 11 รายก่อนหน้านั้นเป็นคนผิวขาว 8 ราย คนเอเชีย 1 ราย คนผิวสี 1 ราย และคนอเมริกาพื้นเมือง 1 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย
รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีนักโทษประหารรอลงอาญาอีกกว่า 640 ราย ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ต้องโทษเป็นชายวัย 61 ปี ซึ่งก่อคดีสังหารหญิงสาว 2 รายเมื่อปี 2524 ขณะอยู่ระหว่างติดทัณฑ์บนจากคดีฆาตรกรรมอีกรายหนึ่ง
ในที่สุดทางการสหรัฐก็ประหารชีวิต สแตนลีย์ ทูกี วิลเลียมส์ ด้วยการฉีดยาพิษเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม แม้มีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก และกลายเป็นกระแสคัดค้านโทษประหารชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปีของสหรัฐ
ประชาชนหลายพันคน ชุมนุมกันที่หน้าเรือนจำซานเควนตินในนครซานฟรานซิสโก และแสดงความไม่พอใจหลังเจ้าหน้าที่เรือนจำประกาศการประหารชีวิตวิลเลียมส์ วัย 51 ปี ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฆาตกรรม 4 ศพ เมื่อปี 2522 โดยเหยื่อเคราะห์ร้ายเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อและครอบครัวชาวจีนอพยพ
วิลเลียมส์ปฏิเสธว่า ไม่ได้ฆ่าคนตาย แต่ยอมรับว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มอันธพาล 'คริปส์' ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆ่าประชาชนในนครลอสแอนเจลิสช่วงนั้น เขาถูกจองจำรอรับโทษประหารชีวิตที่เรือนจำซานเควนติน ตั้งแต่ปี 2524
หลังจากรู้ชะตาของตนเองแล้ว วิลเลียมส์ประกาศทิ้งชีวิตแก๊งอันธพาล ผันตัวเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรง และเขียนหนังสือสอนเด็กไม่ให้ร่วมแก๊งอันธพาล จนได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 5 ครั้ง เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ โดยมีเจมี ฟ็อกซ์ ดาราเจ้าของรางวัลออสการ์ รับบทเป็นนักโทษประหารรายนี้
เหล่าดาราฮอลลีวู้ดและนักสิทธิมนุษยชนร่วมกันประสานเสียงให้ละเว้นโทษประหารชีวิตวิลเลียมส์ หลังจากการอุทิศตัวทำประโยชน์ให้กับสังคมในช่วงที่ผ่านมา แต่ศาลอุทธรณ์สหรัฐปฏิเสธตามคำร้องขอ เช่นเดียวกับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ไม่คัดค้านเช่นกัน วิลเลียมส์จึงต้องรับโทษประหารชีวิตตามกำหนด
ทั้งนี้ วิลเลียมส์ เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2496 ขณะมารดามีอายุเพียง 17 ปี บ้านเกิดของเขาอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา จากนั้นจึงย้ายมายังย่านคนจนในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
ความไม่หวั่นเกรงสิ่งใดและรูปร่างที่ใหญ่โต ทำให้วิลเลียมส์กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งแก๊ง 'คริปส์' ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี สมาชิกแก๊งเรียกเขาว่า 'บิ๊กทู้ก' วิลเลียมส์ช่วยขยายอิทธิพลของแก๊ง จนกลายเป็นกลุ่มอาชญากรระดับชาติ ก่อเหตุรุนแรงตามถนนตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา
วิลเลียมส์กล่าวเสมอมาว่าตนเองบริสุทธิ์ โดยยืนยันว่าการตัดสินโทษของเขาเป็นผลจากความอาฆาตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คำอุทธรณ์ของวิลเลียมส์ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จตลอด 24 ปีที่ผ่านมา
ในช่วง 12 ปีแรกที่อยู่ในเรือนจำ วิลเลียมส์ยังคงแสดงพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย เขาใช้เวลา 6 ปีครึ่งไปกับการขังเดี่ยว เนื่องจากทำร้ายผู้คุมและเพื่อนนักโทษ
หลังจากกลับตัวกลับใจ วิลเลียมส์เคยเขียนคำขอโทษที่ร่วมก่อตั้งแก๊งคริปส์ โดยกล่าวว่า เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าแก๊งของเขาจะทำลายชีวิตผู้คนมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นผิวสีที่ทำร้ายวัยรุ่นผิวสีด้วยกันเอง
ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า วิลเลียมส์เป็นนักโทษประหารรายที่ 12 ที่ต้องรับโทษประหารชีวิตในรัฐแคลิฟอร์เนีย นับตั้งแต่มีการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่เมื่อปี 2520 โดย 11 รายก่อนหน้านั้นเป็นคนผิวขาว 8 ราย คนเอเชีย 1 ราย คนผิวสี 1 ราย และคนอเมริกาพื้นเมือง 1 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย
รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีนักโทษประหารรอลงอาญาอีกกว่า 640 ราย ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ต้องโทษเป็นชายวัย 61 ปี ซึ่งก่อคดีสังหารหญิงสาว 2 รายเมื่อปี 2524 ขณะอยู่ระหว่างติดทัณฑ์บนจากคดีฆาตรกรรมอีกรายหนึ่ง
ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2548 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐ ได้เสนอชื่อ 'เบน เบอร์นันเก้' ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สืบต่อจาก 'อลัน กรีนสแปน' ที่จะครบวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 มกราคม 2549
บุชให้เหตุผลถึงการแต่งตั้งเบอร์นันเก้ ว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ เพราะเป็นผู้ที่วงการการเงินการธนาคาร ให้ความเชื่อถือในด้านฝีไม้ลายมือ ทั้งยังกล่าวชมเชยว่าเป็นคนที่ใช้ภาษาง่ายและชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญมองคำกล่าวข้างต้นว่า ต้องการส่งสัญญาณให้ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ใช้ภาษาในแถลงการณ์ของเฟด ที่สร้างความสับสนให้ตลาดการเงิน น้อยกว่านายกรีนสแปน เพราะกรีนสแปนมักถูกวิจารณ์บ่อยครั้งว่าใช้ภาษาที่คลุมเครือ ทำให้นักลงทุนมองภาพรวมดอกเบี้ยได้ไม่ชัดเจน
ในฐานะนักวิชาการด้านการเงินที่ได้รับความนับถือในวงกว้าง เบอร์นันเก้ วัย 51 ปี หัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุช เรียกร้องมาเป็นเวลานานแล้วให้เฟดเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำประเทศ เบอร์นันเก้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดนานเกือบ 3 ปี และการทำงานในตำแหน่งนี้ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการกำหนดนโยบายในทางปฏิบัติ หลังจากเคยทำงานด้านทฤษฎีในฐานะนักวิชาการในช่วงก่อนหน้านั้น
ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2496 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก่อนจะมาทำงานที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน โดยปัจจุบันสมรสแล้วและมีบุตร 2 คน
เบอร์นันเก้ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และได้รับความสนใจจากตลาดการเงินเมื่อเขาแสดงความกังวลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดในช่วงปลายปี 2545 และมุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างความโปร่งใสให้กับการดำเนินงานของเฟด เพราะมองว่าความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพ
หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวรายนี้ ระบุว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในฐานะประธานเฟด คือการรับประกันถึงความต่อเนื่องด้านนโยบาย และกลยุทธ์นโยบายที่จัดทำขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งของกรีนสแปน
"ความเข้าใจของเราถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านนโยบายการเงิน ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งของคุณกรีนสแปนที่เฟด และสิ่งนี้จะยังคงพัฒนาต่อไปในอนาคต" เบอร์นันเก้ กล่าว
ในอดีต เบอร์นันเก้ยังเคยสนับสนุนให้เฟดกำหนดเป้าเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการ ซึ่งต่างไปจากกรีนสแปน โดยในช่วงต้นปี เขาเคยระบุว่า การที่นักลงทุนต่างชาติออมเงิน 'มากเกินไป' คือปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอยู่ที่ระดับต่ำผิดปกติ และทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด
ความคิดเห็นนี้ กลายเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนนำมาใช้ในการถกเถียงอภิปรายเรื่องภาวะไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลก
เบอร์นันเก้ ยังเชื่อว่า เฟดควรที่จะมุ่งเป้าหมายในการทำงานไปที่เศรษฐกิจโดยรวม แทนที่จะมุ่งไปที่การควบคุมทิศทางของราคาสินทรัพย์ ถึงแม้ว่าเกิดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจก่อสร้างก็ตาม
อดีตกรรมการเฟดผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐในช่วงทศวรรษ 2473 และเขาเคยร่วมเขียนตำราเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งยังเคยทำงานในสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่มีหน้าที่ระบุช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและหดตัว
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2548 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐ ได้เสนอชื่อ 'เบน เบอร์นันเก้' ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สืบต่อจาก 'อลัน กรีนสแปน' ที่จะครบวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 มกราคม 2549
บุชให้เหตุผลถึงการแต่งตั้งเบอร์นันเก้ ว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ เพราะเป็นผู้ที่วงการการเงินการธนาคาร ให้ความเชื่อถือในด้านฝีไม้ลายมือ ทั้งยังกล่าวชมเชยว่าเป็นคนที่ใช้ภาษาง่ายและชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญมองคำกล่าวข้างต้นว่า ต้องการส่งสัญญาณให้ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ใช้ภาษาในแถลงการณ์ของเฟด ที่สร้างความสับสนให้ตลาดการเงิน น้อยกว่านายกรีนสแปน เพราะกรีนสแปนมักถูกวิจารณ์บ่อยครั้งว่าใช้ภาษาที่คลุมเครือ ทำให้นักลงทุนมองภาพรวมดอกเบี้ยได้ไม่ชัดเจน
ในฐานะนักวิชาการด้านการเงินที่ได้รับความนับถือในวงกว้าง เบอร์นันเก้ วัย 51 ปี หัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุช เรียกร้องมาเป็นเวลานานแล้วให้เฟดเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำประเทศ เบอร์นันเก้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดนานเกือบ 3 ปี และการทำงานในตำแหน่งนี้ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการกำหนดนโยบายในทางปฏิบัติ หลังจากเคยทำงานด้านทฤษฎีในฐานะนักวิชาการในช่วงก่อนหน้านั้น
ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2496 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก่อนจะมาทำงานที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน โดยปัจจุบันสมรสแล้วและมีบุตร 2 คน
เบอร์นันเก้ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และได้รับความสนใจจากตลาดการเงินเมื่อเขาแสดงความกังวลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดในช่วงปลายปี 2545 และมุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างความโปร่งใสให้กับการดำเนินงานของเฟด เพราะมองว่าความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพ
หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวรายนี้ ระบุว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในฐานะประธานเฟด คือการรับประกันถึงความต่อเนื่องด้านนโยบาย และกลยุทธ์นโยบายที่จัดทำขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งของกรีนสแปน
"ความเข้าใจของเราถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านนโยบายการเงิน ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งของคุณกรีนสแปนที่เฟด และสิ่งนี้จะยังคงพัฒนาต่อไปในอนาคต" เบอร์นันเก้ กล่าว
ในอดีต เบอร์นันเก้ยังเคยสนับสนุนให้เฟดกำหนดเป้าเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการ ซึ่งต่างไปจากกรีนสแปน โดยในช่วงต้นปี เขาเคยระบุว่า การที่นักลงทุนต่างชาติออมเงิน 'มากเกินไป' คือปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอยู่ที่ระดับต่ำผิดปกติ และทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด
ความคิดเห็นนี้ กลายเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนนำมาใช้ในการถกเถียงอภิปรายเรื่องภาวะไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลก
เบอร์นันเก้ ยังเชื่อว่า เฟดควรที่จะมุ่งเป้าหมายในการทำงานไปที่เศรษฐกิจโดยรวม แทนที่จะมุ่งไปที่การควบคุมทิศทางของราคาสินทรัพย์ ถึงแม้ว่าเกิดภาวะฟองสบู่ในธุรกิจก่อสร้างก็ตาม
อดีตกรรมการเฟดผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐในช่วงทศวรรษ 2473 และเขาเคยร่วมเขียนตำราเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งยังเคยทำงานในสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่มีหน้าที่ระบุช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและหดตัว
สูงสุดคืนสู่สามัญ (ชน)(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
สูงสุดคืนสู่สามัญ (ชน)(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เจ้าหญิงซายาโกะ พระธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ทรงสละฐานันดรศักดิ์เพื่อเข้าพิธีสมรสกับโยชิกิ คุโรดะ ข้าราชการสำนักผังเมืองกรุงโตเกียว
งานแต่งงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่พระธิดาของจักรพรรดิญี่ปุ่นสมรสกับคนธรรมดา และออกจากพระราชวังไปใช้ชีวิตสามัญชนที่อพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชายที่อาศัยอยู่กับมารดา และอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล
พิธีสมรสของเจ้าหญิงซายาโกะ มีขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ห้องจัดงานซึ่งได้รับการตกแต่งเพียงเล็กน้อยในโรงแรมอิมพีเรียล โรงแรมหรูในกรุงโตเกียว มีญาติใกล้ชิดเข้าร่วมพิธีแต่งงานแบบชินโต ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าอาวาสจากศาลเจ้าอิเซ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น จำนวน 31 คน รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระจักรพรรดินี เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ และเจ้าหญิงมาซาโกะ พระชายา ขณะที่ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวมี 8 คน
เจ้าหญิงซายาโกะ พระชันษา 36 ปี ซึ่งสวมชุดเจ้าสาวทำจากผ้าซาตินสีขาวเรียบง่ายตามแบบตะวันตก และนายคุโรดะ เจ้าบ่าว วัย 40 ปี ที่อยู่ในชุดทักซิโดสีดำ ไม่ได้แลกแหวนแต่งงานกัน มีเพียงการจิบเหล้าสาเกตามธรรมเนียมเท่านั้น ขณะที่ตัวแทนจากสำนักพระราชวังได้จดทะเบียนสมรสให้ทั้งคู่ระหว่างการแต่งงาน ซึ่งทำให้เจ้าหญิงกลายเป็นนางซายาโกะ คุโรดะ อย่างเป็นทางการ
รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดเส้นทางจากพระราชวังอิมพีเรียลไปยังโรงแรมชื่อเดียวกัน ที่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 7 นาที เต็มไปด้วยพสกนิกรหลายพันคนยืนเรียงรายตลอดทางเพื่อร่วมแสดงความยินดี พร้อมปรบมือให้ในขณะที่ขบวนรถเจ้าหญิงซายาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์เคลื่อนผ่าน ซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงโบกพระหัตถ์ให้ผู้ที่มารอรับเสด็จด้วย
หลังเสร็จสิ้นพิธีสมรสในช่วงเช้า เจ้าหญิงซายาโกะซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดกิโมโนของพระมารดา และคุโรดะ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงช่วงบ่ายที่โรงแรมอิมพีเรียล ซึ่งมีแขกเหรื่อผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะรัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมราว 150 คน โดยทั้งคู่ได้ตัดสินใจนั่งร่วมกับแขกที่มางานมากกว่าที่จะแยกขึ้นไปบนเวทีเหมือนพิธีแต่งงานของคู่แต่งงานอื่นๆ ส่วนอาหารที่จัดเลี้ยงเป็นแบบฝรั่งเศส มีไข่ปลาคาเวียร์ กุ้งมังกร และแกะ เป็นอาหารจานหลัก
ตำนานรักวังอิมพีเรียลเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าชายอากิชิโนทรงเชิญคุโรดะซึ่งเป็นพระสหายเข้าร่วมงานเลี้ยงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทำให้ได้พบเจ้าหญิงซายาโกะ ก่อนจะคบหาดูใจกัน และหมั้นกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เจ้าหญิงทรงเตรียมพร้อมรับชีวิตสามัญชนด้วยการไปเรียนขับรถ และฝึกจับจ่ายซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ต
นอกจากนี้ เจ้าหญิงและพระคู่หมั้นยังช่วยกันเลือกเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้านใหม่ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่ทั้งคู่จะย้ายไปอยู่หลังสร้างเสร็จในปีหน้า
เจ้าหญิงซายาโกะ อาจเป็นเจ้าหญิงคนสุดท้ายที่ต้องสละฐานันดรออกจากราชวงศ์ไป หากรัฐบาลผ่านร่างกฎหมายแก้ไขกฎมณเฑียรบาล ที่จะให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิง มีสิทธิเท่าเทียมกับฝ่ายชายในการขึ้นครองบัลลังก์ และคงฐานันดรไว้ในกรณีที่แต่งงาน
สิ่งที่บ่งบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่น่าตระหนกที่รอคอยเจ้าหญิงอยู่ น่าจะมาจากบทสนทนาตอนหนึ่งของพระองค์ กับสุภาพสตรีรายหนึ่ง ที่กล่าวกับพระองค์ว่า งานทำความสะอาดต่างๆ เป็นงานหนัก ที่พระองค์ต้องเผชิญหลังจากย้ายเข้าไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงตอบว่า "อะไรนะ คุณต้องทำความสะอาดด้วยหรือ"
เจ้าหญิงซายาโกะ พระธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ทรงสละฐานันดรศักดิ์เพื่อเข้าพิธีสมรสกับโยชิกิ คุโรดะ ข้าราชการสำนักผังเมืองกรุงโตเกียว
งานแต่งงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่พระธิดาของจักรพรรดิญี่ปุ่นสมรสกับคนธรรมดา และออกจากพระราชวังไปใช้ชีวิตสามัญชนที่อพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชายที่อาศัยอยู่กับมารดา และอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล
พิธีสมรสของเจ้าหญิงซายาโกะ มีขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ห้องจัดงานซึ่งได้รับการตกแต่งเพียงเล็กน้อยในโรงแรมอิมพีเรียล โรงแรมหรูในกรุงโตเกียว มีญาติใกล้ชิดเข้าร่วมพิธีแต่งงานแบบชินโต ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าอาวาสจากศาลเจ้าอิเซ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น จำนวน 31 คน รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระจักรพรรดินี เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ และเจ้าหญิงมาซาโกะ พระชายา ขณะที่ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวมี 8 คน
เจ้าหญิงซายาโกะ พระชันษา 36 ปี ซึ่งสวมชุดเจ้าสาวทำจากผ้าซาตินสีขาวเรียบง่ายตามแบบตะวันตก และนายคุโรดะ เจ้าบ่าว วัย 40 ปี ที่อยู่ในชุดทักซิโดสีดำ ไม่ได้แลกแหวนแต่งงานกัน มีเพียงการจิบเหล้าสาเกตามธรรมเนียมเท่านั้น ขณะที่ตัวแทนจากสำนักพระราชวังได้จดทะเบียนสมรสให้ทั้งคู่ระหว่างการแต่งงาน ซึ่งทำให้เจ้าหญิงกลายเป็นนางซายาโกะ คุโรดะ อย่างเป็นทางการ
รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดเส้นทางจากพระราชวังอิมพีเรียลไปยังโรงแรมชื่อเดียวกัน ที่ต้องใช้เวลาเดินทางราว 7 นาที เต็มไปด้วยพสกนิกรหลายพันคนยืนเรียงรายตลอดทางเพื่อร่วมแสดงความยินดี พร้อมปรบมือให้ในขณะที่ขบวนรถเจ้าหญิงซายาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์เคลื่อนผ่าน ซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงโบกพระหัตถ์ให้ผู้ที่มารอรับเสด็จด้วย
หลังเสร็จสิ้นพิธีสมรสในช่วงเช้า เจ้าหญิงซายาโกะซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดกิโมโนของพระมารดา และคุโรดะ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงช่วงบ่ายที่โรงแรมอิมพีเรียล ซึ่งมีแขกเหรื่อผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะรัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมราว 150 คน โดยทั้งคู่ได้ตัดสินใจนั่งร่วมกับแขกที่มางานมากกว่าที่จะแยกขึ้นไปบนเวทีเหมือนพิธีแต่งงานของคู่แต่งงานอื่นๆ ส่วนอาหารที่จัดเลี้ยงเป็นแบบฝรั่งเศส มีไข่ปลาคาเวียร์ กุ้งมังกร และแกะ เป็นอาหารจานหลัก
ตำนานรักวังอิมพีเรียลเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าชายอากิชิโนทรงเชิญคุโรดะซึ่งเป็นพระสหายเข้าร่วมงานเลี้ยงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทำให้ได้พบเจ้าหญิงซายาโกะ ก่อนจะคบหาดูใจกัน และหมั้นกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เจ้าหญิงทรงเตรียมพร้อมรับชีวิตสามัญชนด้วยการไปเรียนขับรถ และฝึกจับจ่ายซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ต
นอกจากนี้ เจ้าหญิงและพระคู่หมั้นยังช่วยกันเลือกเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้านใหม่ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่ทั้งคู่จะย้ายไปอยู่หลังสร้างเสร็จในปีหน้า
เจ้าหญิงซายาโกะ อาจเป็นเจ้าหญิงคนสุดท้ายที่ต้องสละฐานันดรออกจากราชวงศ์ไป หากรัฐบาลผ่านร่างกฎหมายแก้ไขกฎมณเฑียรบาล ที่จะให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิง มีสิทธิเท่าเทียมกับฝ่ายชายในการขึ้นครองบัลลังก์ และคงฐานันดรไว้ในกรณีที่แต่งงาน
สิ่งที่บ่งบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่น่าตระหนกที่รอคอยเจ้าหญิงอยู่ น่าจะมาจากบทสนทนาตอนหนึ่งของพระองค์ กับสุภาพสตรีรายหนึ่ง ที่กล่าวกับพระองค์ว่า งานทำความสะอาดต่างๆ เป็นงานหนัก ที่พระองค์ต้องเผชิญหลังจากย้ายเข้าไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงตอบว่า "อะไรนะ คุณต้องทำความสะอาดด้วยหรือ"
เอลบาราเด ควงคู่ ไอเออีเอ รับโนเบลสันติภาพ(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เอลบาราเด ควงคู่ ไอเออีเอ รับโนเบลสันติภาพ(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
โมฮัมเหม็ด เอลบาราเด และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่ ควงแขนกันขึ้นรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2548 ซึ่งรางวัลนี้ ส่งผลให้หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น ในการนั่งบนเก้าอี้ ที่เขาเกือบจะต้องสูญเสียไป หลังมีเรื่องขัดแย้งกับสหรัฐ
คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ให้เหตุผลที่เลือกคู่นี้ขึ้นมาเป็นเจ้าของรางวัลดังกล่าว เพราะเห็นว่า ทั้งสองทุ่มเทความพยายามป้องกันการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และมุ่งมั่นสร้างหลักประกันว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ จะต้องเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลการประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถือว่าไม่พลิกโผเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่คาดกันอยู่แล้วว่า รางวัลในปีนี้จะตกเป็นของบุคคลหรือองค์กรที่ทำงานด้านการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์
ครั้งนี้ยังเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมการรางวัลโนเบล ตัดสินใจมอบรางวัลให้แก่กลุ่มต่อต้านนิวเคลียร์ ในวาระครบรอบการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นเมื่อ 60 ปีก่อน โดยวาระครบรอบ 50 ปีหรือในปี 2538 รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ตกเป็นของ โจเซฟ ร็อตแบลต นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและองค์กรต่อต้านนิวเคลียร์ พักวอช (Pugwash) ของเขา ส่วนกลุ่มแพทย์ชาวอเมริกันและโซเวียตในชื่อ 'กลุ่มแพทย์สากลเพื่อการป้องกันสงครามนิวเคลียร์' ก็ได้รับรางวัลนี้ไปเมื่อปี 2528
เอลบาราเด ชาวอียิปต์ ผู้สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยในกรุงไคโร และวิชากฎหมายระหว่างประเทศ ที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ เคยสร้างความไม่พอใจให้กับมหาอำนาจของโลกมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าเมื่อครั้งที่รัฐบาลวอชิงตันอ้างว่า ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก มีอาวุธทำลายล้างรุนแรงไว้ในครอบครอง หรือเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ปฏิเสธจะให้การสนับสนุนสหรัฐในเรื่องที่ว่า อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ จนทำให้รัฐบาลแดนอินทรี เดินสายล็อบบี้ไม่ให้มีการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี แต่ก็ประสบความล้มเหลว
ผู้อำนวยการไอเออีเอ กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ว่า เป็นเหมือนการส่งข้อความอันหนักแน่นว่า "จงทำในสิ่งที่คุณกำลังทำต่อไป" พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เขา และสถาบันที่เขาบริหารอยู่ จะต้องดำเนินการอย่างยุติธรรม มีเป้าหมาย และทำงานอย่างซื่อสัตย์
ทั้งนี้ ไอเออีเอ เป็นองค์กรอิสระ ภายใต้สังกัดของยูเอ็น ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2500 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สำนักงานแห่งนี้ ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ตรวจตรานิวเคลียร์โลก
ปัจจุบัน พนักงานทั้ง 2,000 คน ที่ทำงานอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของไอเออีเอ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ยังเดินหน้ากระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในแนวทางสันติภาพอยู่ แต่นับตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2534 สำนักงานแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ในการสอบสวน เพื่อต่อสู้กับบรรดายักษ์ใหญ่แห่งโลกนิวเคลียร์
ภายใต้การนำของเอลบาราเด ที่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานแห่งนี้เมื่อปี 2540 ไอเออีเอ ยังกลายเป็นสถาบันแห่งเดียวของโลก ที่ป้องกันการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และมีการเคลื่อนไหวต่อการกระทำผิดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอานุภาพรุนแรงนี้
โมฮัมเหม็ด เอลบาราเด และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่ ควงแขนกันขึ้นรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2548 ซึ่งรางวัลนี้ ส่งผลให้หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น ในการนั่งบนเก้าอี้ ที่เขาเกือบจะต้องสูญเสียไป หลังมีเรื่องขัดแย้งกับสหรัฐ
คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ให้เหตุผลที่เลือกคู่นี้ขึ้นมาเป็นเจ้าของรางวัลดังกล่าว เพราะเห็นว่า ทั้งสองทุ่มเทความพยายามป้องกันการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และมุ่งมั่นสร้างหลักประกันว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ จะต้องเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลการประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถือว่าไม่พลิกโผเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่คาดกันอยู่แล้วว่า รางวัลในปีนี้จะตกเป็นของบุคคลหรือองค์กรที่ทำงานด้านการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์
ครั้งนี้ยังเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมการรางวัลโนเบล ตัดสินใจมอบรางวัลให้แก่กลุ่มต่อต้านนิวเคลียร์ ในวาระครบรอบการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นเมื่อ 60 ปีก่อน โดยวาระครบรอบ 50 ปีหรือในปี 2538 รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ตกเป็นของ โจเซฟ ร็อตแบลต นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและองค์กรต่อต้านนิวเคลียร์ พักวอช (Pugwash) ของเขา ส่วนกลุ่มแพทย์ชาวอเมริกันและโซเวียตในชื่อ 'กลุ่มแพทย์สากลเพื่อการป้องกันสงครามนิวเคลียร์' ก็ได้รับรางวัลนี้ไปเมื่อปี 2528
เอลบาราเด ชาวอียิปต์ ผู้สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยในกรุงไคโร และวิชากฎหมายระหว่างประเทศ ที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ เคยสร้างความไม่พอใจให้กับมหาอำนาจของโลกมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าเมื่อครั้งที่รัฐบาลวอชิงตันอ้างว่า ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก มีอาวุธทำลายล้างรุนแรงไว้ในครอบครอง หรือเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ปฏิเสธจะให้การสนับสนุนสหรัฐในเรื่องที่ว่า อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ จนทำให้รัฐบาลแดนอินทรี เดินสายล็อบบี้ไม่ให้มีการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี แต่ก็ประสบความล้มเหลว
ผู้อำนวยการไอเออีเอ กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ว่า เป็นเหมือนการส่งข้อความอันหนักแน่นว่า "จงทำในสิ่งที่คุณกำลังทำต่อไป" พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เขา และสถาบันที่เขาบริหารอยู่ จะต้องดำเนินการอย่างยุติธรรม มีเป้าหมาย และทำงานอย่างซื่อสัตย์
ทั้งนี้ ไอเออีเอ เป็นองค์กรอิสระ ภายใต้สังกัดของยูเอ็น ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2500 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สำนักงานแห่งนี้ ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ตรวจตรานิวเคลียร์โลก
ปัจจุบัน พนักงานทั้ง 2,000 คน ที่ทำงานอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของไอเออีเอ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ยังเดินหน้ากระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในแนวทางสันติภาพอยู่ แต่นับตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2534 สำนักงานแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ในการสอบสวน เพื่อต่อสู้กับบรรดายักษ์ใหญ่แห่งโลกนิวเคลียร์
ภายใต้การนำของเอลบาราเด ที่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานแห่งนี้เมื่อปี 2540 ไอเออีเอ ยังกลายเป็นสถาบันแห่งเดียวของโลก ที่ป้องกันการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ และมีการเคลื่อนไหวต่อการกระทำผิดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอานุภาพรุนแรงนี้
'กาซี คานาน' ฤๅฆ่าตัวหนีความผิด(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
'กาซี คานาน' ฤๅฆ่าตัวหนีความผิด(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา 'กาซี คานาน' รัฐมนตรีมหาดไทยซีเรีย ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนกองทัพ และหน่วยสืบราชการลับของประเทศตนเองอย่างเต็มที่ ได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตาย ที่สำนักงานของเขา ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้สอบสวนเขาเกี่ยวกับการลอบสังหาร 'ราฟิก อัล ฮาริรี' อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน
คานาน อดีตหัวหน้าข่าวกรองซีเรียนาน 20 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูง 7 คนของซีเรีย ที่ตกเป็นเป้าสอบสวนของยูเอ็น โดยรัฐมนตรีมหาดไทยผู้นี้ ได้ตกอยู่ท่ามกลางความสนใจของประชาคมโลก นับแต่เกิดเหตุลอบสังหารฮาริรี ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ก่อนที่คานาน จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีเรียที่ประจำอยู่ในเลบานอนมาก่อน โดยการลอบสังหารฮาริรี ได้ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ จนซีเรียต้องถอนทหารออกจากเลบานอน สิ้นสุด 30 ปี แห่งการยึดครองเลบานอนด้วยเช่นกัน
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้รัฐบาลซีเรียจะปฏิเสธว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ก็มีการจับกุมหัวหน้ารักษาความปลอดภัยชาวเลบานอน ที่รู้กันดีว่าให้การสนับสนุนซีเรียจำนวน 4 ราย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม
นับเป็นเวลาร่วม 2 ทศวรรษมาแล้ว ที่นายคานาน วัย 63 ปี เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญในการกำหนดนโยบายจากซีเรียในเลบานอน สถานที่ที่เขาเป็นที่หวาดกลัวของทั้งเพื่อนฝูง และศัตรู โดยเขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อให้แน่ใจว่า เลบานอน ประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ของซีเรีย จะไม่ตกไปอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐและอิสราเอล
คานานไม่เคยลังเลที่จะใช้กำลังทหาร หรือตำรวจลับ เมื่อดำเนินการให้เป็นไปตามต้องการในทุกครั้งที่การดำเนินการทางการเมืองล้มเหลว
จากสำนักงานใหญ่ของเขาในเมืองอันจาร์ หรือที่ทำงานในโรงแรมฝั่งตะวันตกของนครเบรุต คานานยังเคยดำเนินบทบาทอยู่ในเงามืด เพื่อคุ้มครองตัวประกันชาวตะวันตกที่ถูกปล่อยตัวออกมา จากกลุ่มลักพาตัว กองกำลังฮิสบอเลาะห์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซีเรีย และมีอิหร่านให้การหนุนหลังอยู่
ในฐานะนายทหารผู้ซื่อสัตย์แห่งอดีตประธานาธิบดีฮาเฟซ อัล อัสซาด คานานยังสามารถรุ่งเรืองอยู่ได้ แม้อดีตประธานาธิบดีอัสซาด จะล่วงลับไปในปี 2543 โดยเขาได้โยกตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง 'บาชาร์ อัล อัสซาด' บุตรชาย และทายาท ของอดีตเจ้านายเก่า และช่วยให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปด้วยดี
การเสียชีวิตของเขา ทำให้เกิดเสียงเล่าลือตามมาหลายประการ รวมถึงจากฝั่งนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่เชื่อว่าการเสียชีวิตดังกล่าวอาจเป็นการฆาตกรรม เพื่อปกปิดเงื่อนงำการพัวพันของรัฐบาลซีเรียในคดีสังหารฮาริรี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของคานาน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา
ก่อนหน้าการเกิดเหตุดังกล่าว ประธานาธิบดีอัล อัสซาดของซีเรีย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างยืดยาวแก่สถานีเครือข่ายซีเอ็นเอ็น เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลของเขา ไม่ได้สั่งให้ลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีฮาริรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และไม่เชื่อว่าการตายของฮาริรี เป็นฝีมือของชาวซีเรียโดยที่เขาไม่รู้เรื่อง แต่ก็จะลงโทษอย่างเฉียบขาดหากผลสอบสวนพบว่ามีชาวซีเรียเกี่ยวข้อง
ประธานาธิบดีอัสซาดยังเรียกร้องให้สหรัฐ เลิกโยนบาปให้ซีเรียว่าไม่สามารถควบคุมชายแดน ป้องกันผู้ก่อการร้ายแทรกซึมเข้าไปในอิรักได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงเป็นภาวะมิคสัญญี อันเกิดจากการต่อต้านการยึดครองอิรักของสหรัฐ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา 'กาซี คานาน' รัฐมนตรีมหาดไทยซีเรีย ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนกองทัพ และหน่วยสืบราชการลับของประเทศตนเองอย่างเต็มที่ ได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตาย ที่สำนักงานของเขา ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้สอบสวนเขาเกี่ยวกับการลอบสังหาร 'ราฟิก อัล ฮาริรี' อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน
คานาน อดีตหัวหน้าข่าวกรองซีเรียนาน 20 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูง 7 คนของซีเรีย ที่ตกเป็นเป้าสอบสวนของยูเอ็น โดยรัฐมนตรีมหาดไทยผู้นี้ ได้ตกอยู่ท่ามกลางความสนใจของประชาคมโลก นับแต่เกิดเหตุลอบสังหารฮาริรี ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ก่อนที่คานาน จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีเรียที่ประจำอยู่ในเลบานอนมาก่อน โดยการลอบสังหารฮาริรี ได้ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ จนซีเรียต้องถอนทหารออกจากเลบานอน สิ้นสุด 30 ปี แห่งการยึดครองเลบานอนด้วยเช่นกัน
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้รัฐบาลซีเรียจะปฏิเสธว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ก็มีการจับกุมหัวหน้ารักษาความปลอดภัยชาวเลบานอน ที่รู้กันดีว่าให้การสนับสนุนซีเรียจำนวน 4 ราย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม
นับเป็นเวลาร่วม 2 ทศวรรษมาแล้ว ที่นายคานาน วัย 63 ปี เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญในการกำหนดนโยบายจากซีเรียในเลบานอน สถานที่ที่เขาเป็นที่หวาดกลัวของทั้งเพื่อนฝูง และศัตรู โดยเขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อให้แน่ใจว่า เลบานอน ประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ของซีเรีย จะไม่ตกไปอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐและอิสราเอล
คานานไม่เคยลังเลที่จะใช้กำลังทหาร หรือตำรวจลับ เมื่อดำเนินการให้เป็นไปตามต้องการในทุกครั้งที่การดำเนินการทางการเมืองล้มเหลว
จากสำนักงานใหญ่ของเขาในเมืองอันจาร์ หรือที่ทำงานในโรงแรมฝั่งตะวันตกของนครเบรุต คานานยังเคยดำเนินบทบาทอยู่ในเงามืด เพื่อคุ้มครองตัวประกันชาวตะวันตกที่ถูกปล่อยตัวออกมา จากกลุ่มลักพาตัว กองกำลังฮิสบอเลาะห์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซีเรีย และมีอิหร่านให้การหนุนหลังอยู่
ในฐานะนายทหารผู้ซื่อสัตย์แห่งอดีตประธานาธิบดีฮาเฟซ อัล อัสซาด คานานยังสามารถรุ่งเรืองอยู่ได้ แม้อดีตประธานาธิบดีอัสซาด จะล่วงลับไปในปี 2543 โดยเขาได้โยกตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง 'บาชาร์ อัล อัสซาด' บุตรชาย และทายาท ของอดีตเจ้านายเก่า และช่วยให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปด้วยดี
การเสียชีวิตของเขา ทำให้เกิดเสียงเล่าลือตามมาหลายประการ รวมถึงจากฝั่งนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่เชื่อว่าการเสียชีวิตดังกล่าวอาจเป็นการฆาตกรรม เพื่อปกปิดเงื่อนงำการพัวพันของรัฐบาลซีเรียในคดีสังหารฮาริรี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของคานาน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา
ก่อนหน้าการเกิดเหตุดังกล่าว ประธานาธิบดีอัล อัสซาดของซีเรีย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างยืดยาวแก่สถานีเครือข่ายซีเอ็นเอ็น เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลของเขา ไม่ได้สั่งให้ลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีฮาริรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และไม่เชื่อว่าการตายของฮาริรี เป็นฝีมือของชาวซีเรียโดยที่เขาไม่รู้เรื่อง แต่ก็จะลงโทษอย่างเฉียบขาดหากผลสอบสวนพบว่ามีชาวซีเรียเกี่ยวข้อง
ประธานาธิบดีอัสซาดยังเรียกร้องให้สหรัฐ เลิกโยนบาปให้ซีเรียว่าไม่สามารถควบคุมชายแดน ป้องกันผู้ก่อการร้ายแทรกซึมเข้าไปในอิรักได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงเป็นภาวะมิคสัญญี อันเกิดจากการต่อต้านการยึดครองอิรักของสหรัฐ
อวสานนักล่านาซี(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
อวสานนักล่านาซี(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ไซมอน วีเซนธัล ผู้ขับเคี่ยวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในการตามรอยอาชญากรสงครามนาซี และใช้ชีวิตอยู่ด้วยความทรงจำถึงชาวยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 6 ล้านคน เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยวัย 96 ปี
วีเซนธัล ชาวยิวผู้เคยถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันของนาซี เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ถึงเรื่องที่ช่วยค้นพบอดอล์ฟ อิคมานน์ ในอาร์เจนตินา โดยอิคมานน์ เป็นบุคคลที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเผด็จการของเยอรมนี มอบหมายให้ดำเนินโครงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของพวกนาซี
บุคคลที่ช่วยตามรอยพลพรรคนาซี 1,100 คน จากสำนักงานเล็กๆ ในกรุงเวียนนา ออสเตรียผู้นี้ เสียชีวิตอย่างสงบในช่วงเช้าตรู่ ที่อพาร์ตเมนต์ของเขา และร่างของวีเซนธัลจะถูกนำไปฝังไว้ที่อิสราเอล
มาร์ก เรเยฟ โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล ได้กล่าวสรรเสริญวีเซนธัล ว่าเป็นบุคคลที่นำความยุติธรรมไปสู่บุคคลที่หลีกหนีจากความยุติธรรม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ถือว่าเขาเป็นกระบอกเสียงสำหรับชาวยิวผู้บริสุทธิ์ 6 ล้านคน
มีการประเมินว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีได้สังหารพลเรือนไปอย่างน้อย 11 ล้านคน รวมถึงชาวยิว 6 ล้านคน ซึ่งศูนย์ไซมอน วีเซนธัล ของอิสราเอล ที่ตั้งชื่อตามนักล่านาซีผู้นี้ ได้พยายามตามรอยสมาชิกพรรคนาซีจำนวน 1,200 คน ที่ต้องสงสัยว่ายังมีชีวิตอยู่ และส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ในพื้นที่ 16 ประเทศ รวมถึง ออสเตรีย สเปน และโครเอเชีย
เอฟราอิม ซูรอฟฟ์ ผู้อำนวยการศูนย์ไซมอน วีเซนธัล กล่าวว่า แม้ภารกิจส่วนตัวของวีเซนธัลจะจบลงแล้ว แต่ก็ยังมีบุคคลอื่นที่จะสานเจตนารมณ์ของเขาต่อไป
วีเซนธัล เกิดเมื่อปี 2451 ในดินแดนที่ปัจจุบันคือยูเครน โดยในช่วงบั้นปลายชีวิต วีเซนธัลได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อบรรยายถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก่อนที่ปีสุดท้ายของชีวิตจะเปิดสำนักงานชื่อ ศูนย์เอกสารชาวยิว ขึ้นที่กรุงเวียนนา ซึ่งศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่รวบรวมเกี่ยวกับอดีตสมาชิกพรรคนาซี
นักล่านาซีผู้นี้ ยืนยันว่าเจตนารมณ์ในการตามหาอดีตลูกน้องฮิตเลอร์ของเขา ไม่ได้มาจากความโกรธแค้น แต่เป็นความยุติธรรม
"ผมเป็นแค่คนหนึ่งที่มองหาความยุติธรรม ไม่ใช่การแก้แค้น งานของผมคือคำเตือนไปถึงบรรดาฆาตกรของวันพรุ่งนี้ ว่าพวกเขาไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ" วีเซนธัล กล่าว
นอกเหนือจากอิคแมนแล้ว วีเซนธัลยังช่วยตามจับกุม แอน แฟรงก์ นักเขียนวัยรุ่นเรื่อง แอน แฟรงก์ ไดอารี่ส์ และเป็นหัวหน้าค่ายกักกันเทรบลิงกา แต่ความพยายามที่จะค้นตัวโจเซฟ เมนเกอเลอ นายแพทย์นาซีของเขาก็ต้องยุติลง เมื่อมีผู้พบว่าเมนเกอเลอ เสียชีวิตในบราซิล เมื่อปี 2528
เมื่อปี 2548 วีเซนธัล ตกเป็นเชลยของทหารเยอรมนี เขาถูกส่งไปอยู่ตามค่ายกักกันต่างๆ ทั้งหมด 12 ค่าย ก่อนที่ทหารสหรัฐจะมาช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพจากค่ายเมาเธาเซน ใกล้กับเมืองลินซ์ ในออสเตรีย
สมาชิกของตระกูลเขาทั้ง 89 คน ต่างตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ภรรยาของเขา ซึ่งมีผมสีทอง สามารถหลุดรอดไปได้ ด้วยการอ้างว่าเธอเป็นคนโปแลนด์ ไม่ใช่ชาวยิว
วีเซนธัลเริ่มจดจำชื่อของเหล่าพลพรรคนาซีไว้ ตั้งแต่ช่วงที่เขาถูกคุมขัง ซึ่งงานที่สำนักงานอาชญากรสงครามในกองทัพสหรัฐ ซึ่งเขามีส่วนช่วยในการเตรียมพยานหลักฐานเพื่อจัดการกับอาชญากรสงคราม เมื่อปี 2488 ถือเป็นจุดเริ่มต้นภารกิจที่ดำเนินต่อเนื่องมาอีกถึง 6 ทศวรรษ
ไซมอน วีเซนธัล ผู้ขับเคี่ยวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในการตามรอยอาชญากรสงครามนาซี และใช้ชีวิตอยู่ด้วยความทรงจำถึงชาวยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 6 ล้านคน เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยวัย 96 ปี
วีเซนธัล ชาวยิวผู้เคยถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันของนาซี เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ถึงเรื่องที่ช่วยค้นพบอดอล์ฟ อิคมานน์ ในอาร์เจนตินา โดยอิคมานน์ เป็นบุคคลที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเผด็จการของเยอรมนี มอบหมายให้ดำเนินโครงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของพวกนาซี
บุคคลที่ช่วยตามรอยพลพรรคนาซี 1,100 คน จากสำนักงานเล็กๆ ในกรุงเวียนนา ออสเตรียผู้นี้ เสียชีวิตอย่างสงบในช่วงเช้าตรู่ ที่อพาร์ตเมนต์ของเขา และร่างของวีเซนธัลจะถูกนำไปฝังไว้ที่อิสราเอล
มาร์ก เรเยฟ โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล ได้กล่าวสรรเสริญวีเซนธัล ว่าเป็นบุคคลที่นำความยุติธรรมไปสู่บุคคลที่หลีกหนีจากความยุติธรรม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ถือว่าเขาเป็นกระบอกเสียงสำหรับชาวยิวผู้บริสุทธิ์ 6 ล้านคน
มีการประเมินว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีได้สังหารพลเรือนไปอย่างน้อย 11 ล้านคน รวมถึงชาวยิว 6 ล้านคน ซึ่งศูนย์ไซมอน วีเซนธัล ของอิสราเอล ที่ตั้งชื่อตามนักล่านาซีผู้นี้ ได้พยายามตามรอยสมาชิกพรรคนาซีจำนวน 1,200 คน ที่ต้องสงสัยว่ายังมีชีวิตอยู่ และส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ในพื้นที่ 16 ประเทศ รวมถึง ออสเตรีย สเปน และโครเอเชีย
เอฟราอิม ซูรอฟฟ์ ผู้อำนวยการศูนย์ไซมอน วีเซนธัล กล่าวว่า แม้ภารกิจส่วนตัวของวีเซนธัลจะจบลงแล้ว แต่ก็ยังมีบุคคลอื่นที่จะสานเจตนารมณ์ของเขาต่อไป
วีเซนธัล เกิดเมื่อปี 2451 ในดินแดนที่ปัจจุบันคือยูเครน โดยในช่วงบั้นปลายชีวิต วีเซนธัลได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อบรรยายถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก่อนที่ปีสุดท้ายของชีวิตจะเปิดสำนักงานชื่อ ศูนย์เอกสารชาวยิว ขึ้นที่กรุงเวียนนา ซึ่งศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่รวบรวมเกี่ยวกับอดีตสมาชิกพรรคนาซี
นักล่านาซีผู้นี้ ยืนยันว่าเจตนารมณ์ในการตามหาอดีตลูกน้องฮิตเลอร์ของเขา ไม่ได้มาจากความโกรธแค้น แต่เป็นความยุติธรรม
"ผมเป็นแค่คนหนึ่งที่มองหาความยุติธรรม ไม่ใช่การแก้แค้น งานของผมคือคำเตือนไปถึงบรรดาฆาตกรของวันพรุ่งนี้ ว่าพวกเขาไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ" วีเซนธัล กล่าว
นอกเหนือจากอิคแมนแล้ว วีเซนธัลยังช่วยตามจับกุม แอน แฟรงก์ นักเขียนวัยรุ่นเรื่อง แอน แฟรงก์ ไดอารี่ส์ และเป็นหัวหน้าค่ายกักกันเทรบลิงกา แต่ความพยายามที่จะค้นตัวโจเซฟ เมนเกอเลอ นายแพทย์นาซีของเขาก็ต้องยุติลง เมื่อมีผู้พบว่าเมนเกอเลอ เสียชีวิตในบราซิล เมื่อปี 2528
เมื่อปี 2548 วีเซนธัล ตกเป็นเชลยของทหารเยอรมนี เขาถูกส่งไปอยู่ตามค่ายกักกันต่างๆ ทั้งหมด 12 ค่าย ก่อนที่ทหารสหรัฐจะมาช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพจากค่ายเมาเธาเซน ใกล้กับเมืองลินซ์ ในออสเตรีย
สมาชิกของตระกูลเขาทั้ง 89 คน ต่างตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ภรรยาของเขา ซึ่งมีผมสีทอง สามารถหลุดรอดไปได้ ด้วยการอ้างว่าเธอเป็นคนโปแลนด์ ไม่ใช่ชาวยิว
วีเซนธัลเริ่มจดจำชื่อของเหล่าพลพรรคนาซีไว้ ตั้งแต่ช่วงที่เขาถูกคุมขัง ซึ่งงานที่สำนักงานอาชญากรสงครามในกองทัพสหรัฐ ซึ่งเขามีส่วนช่วยในการเตรียมพยานหลักฐานเพื่อจัดการกับอาชญากรสงคราม เมื่อปี 2488 ถือเป็นจุดเริ่มต้นภารกิจที่ดำเนินต่อเนื่องมาอีกถึง 6 ทศวรรษ
เหตุจลาจลของแรงงานไทยในไต้หวันรับผิดชอบเหนืออื่นใด(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เหตุจลาจลของแรงงานไทยในไต้หวันรับผิดชอบเหนืออื่นใด(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เหตุจลาจลของแรงงานไทยในไต้หวัน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมนั้น นอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับแรงงานไทยแล้ว ยังส่งผลกระทบที่ไม่คาดฝันตามมา คือการประกาศลาออกจากตำแหน่งของ 'เฉิน ฉู่' รัฐมนตรีแรงงานไต้หวัน
เฉิน ยืนกรานในจุดยืนของตนเอง ปฏิเสธคำขอร้องของนายกรัฐมนตรีแฟรงก์ เซียะห์ ที่ต้องการให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไป เธอระบุว่า ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในเมืองเกาสง ทางตอนใต้ของไต้หวัน
เหตุจลาจลดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อแรงงานไทยหลายคนเดินทางกลับมายังที่พักหลังเสร็จงาน แต่ถูกห้ามไม่ให้นำสุราและบุหรี่เข้าไปในที่พัก เรื่องลุกลามจนถึงขั้นที่แรงงานเผารถยนต์ ทั้งยังขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามารักษาความสงบด้วย
"ข้อเท็จจริงที่ว่า แรงงานต่างชาติต้องโดนเอาเปรียบ และเจ็บปวด ส่งผลกระทบต่อคุณค่าด้านสิทธิมนุษยชนของฉันอย่างรุนแรง และยังทำให้ฉันรู้สึกปวดร้าว และไม่สบายใจ ฉันไม่เพียงแต่โทษตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย' เฉินกล่าว
นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า การที่นายกรัฐมนตรีเซียะห์ มอบหมายให้ ซู เช็ง เซียง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปสอบสวนเหตุรุนแรงดังกล่าว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เฉินตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าไม่ได้รับความเชื่อถืออีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กันยายน เฉินกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ เซ็ท ทีวี ว่าเธอพร้อมลาออกจากตำแหน่งด้วยเรื่องที่เกิดขึ้น โดยจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการขออภัยต่อสาธารณชน หรือการลาออก
ความวุ่นวายดังกล่าว ยังทำให้เกิดการกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตมิชอบของข้าราชการ ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้าน กล่าวหาว่า บริษัทจัดหางาน สามารถเอาเปรียบคนงานไทยได้ เพราะได้จ่ายสินบนจำนวนมหาศาลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว
ไม่เพียงแต่เฉินเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจลดังกล่าว โดยหลังจากที่เธอยืนยันถึงการลาออกได้วันเดียว 'เฉิน ฉือม่าย' นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง เมืองใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน ก็ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน
นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง ให้เหตุผลว่า ไม่พอใจที่มีการกล่าวหาบิดาของเขา ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดี ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าแรงงานไทยไปทำงานก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดิน ซึ่งทั้งเขาและบิดาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
การนำเข้าแรงงานต่างชาติ ถูกมองว่าทำกำไรงาม เนื่องจากแรงงานแต่ละคนจะถูกเรียกเก็บค่านายหน้าคนละ 140,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือสูงกว่าเงินเดือนเกือบ 8 เดือนของคนงาน ส่วนค่านายหน้าจะถูกนำไปแบ่งกันระหว่างนายหน้าไต้หวันกับนายหน้าต่างชาติ ซึ่งอัยการเมืองเกาสงกำลังสืบสวนเรื่องนี้
ทั้งนี้ การสอบสวนของรัฐบาล ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเกาสง ที่เป็นนายจ้างของแรงงานที่ก่อเหตุจลาจล เป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างชาติเหล่านี้ ไม่ได้รับความเคารพ และสภาพการทำงานของพวกเขาก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง มีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการจัดการด้านแรงงานของนายจ้าง ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องโดยเร็ว
แต่ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็ยืนยันที่จะดำเนินคดีกับแกนนำที่ก่อเหตุจลาจลเช่นกัน แม้ว่าจะได้รับการร้องขอจากตัวแทนฝ่ายไทยที่ไปเยือนไต้หวันก่อนหน้านี้ โดยคนงานไทยได้กลับไปทำงานตามปกติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังมีการจัดการความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องที่พักและอาหาร
เหตุจลาจลของแรงงานไทยในไต้หวัน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมนั้น นอกจากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับแรงงานไทยแล้ว ยังส่งผลกระทบที่ไม่คาดฝันตามมา คือการประกาศลาออกจากตำแหน่งของ 'เฉิน ฉู่' รัฐมนตรีแรงงานไต้หวัน
เฉิน ยืนกรานในจุดยืนของตนเอง ปฏิเสธคำขอร้องของนายกรัฐมนตรีแฟรงก์ เซียะห์ ที่ต้องการให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไป เธอระบุว่า ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในเมืองเกาสง ทางตอนใต้ของไต้หวัน
เหตุจลาจลดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อแรงงานไทยหลายคนเดินทางกลับมายังที่พักหลังเสร็จงาน แต่ถูกห้ามไม่ให้นำสุราและบุหรี่เข้าไปในที่พัก เรื่องลุกลามจนถึงขั้นที่แรงงานเผารถยนต์ ทั้งยังขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามารักษาความสงบด้วย
"ข้อเท็จจริงที่ว่า แรงงานต่างชาติต้องโดนเอาเปรียบ และเจ็บปวด ส่งผลกระทบต่อคุณค่าด้านสิทธิมนุษยชนของฉันอย่างรุนแรง และยังทำให้ฉันรู้สึกปวดร้าว และไม่สบายใจ ฉันไม่เพียงแต่โทษตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย' เฉินกล่าว
นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า การที่นายกรัฐมนตรีเซียะห์ มอบหมายให้ ซู เช็ง เซียง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปสอบสวนเหตุรุนแรงดังกล่าว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เฉินตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าไม่ได้รับความเชื่อถืออีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กันยายน เฉินกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ เซ็ท ทีวี ว่าเธอพร้อมลาออกจากตำแหน่งด้วยเรื่องที่เกิดขึ้น โดยจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการขออภัยต่อสาธารณชน หรือการลาออก
ความวุ่นวายดังกล่าว ยังทำให้เกิดการกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตมิชอบของข้าราชการ ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้าน กล่าวหาว่า บริษัทจัดหางาน สามารถเอาเปรียบคนงานไทยได้ เพราะได้จ่ายสินบนจำนวนมหาศาลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว
ไม่เพียงแต่เฉินเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจลดังกล่าว โดยหลังจากที่เธอยืนยันถึงการลาออกได้วันเดียว 'เฉิน ฉือม่าย' นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง เมืองใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน ก็ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน
นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง ให้เหตุผลว่า ไม่พอใจที่มีการกล่าวหาบิดาของเขา ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดี ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าแรงงานไทยไปทำงานก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดิน ซึ่งทั้งเขาและบิดาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
การนำเข้าแรงงานต่างชาติ ถูกมองว่าทำกำไรงาม เนื่องจากแรงงานแต่ละคนจะถูกเรียกเก็บค่านายหน้าคนละ 140,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือสูงกว่าเงินเดือนเกือบ 8 เดือนของคนงาน ส่วนค่านายหน้าจะถูกนำไปแบ่งกันระหว่างนายหน้าไต้หวันกับนายหน้าต่างชาติ ซึ่งอัยการเมืองเกาสงกำลังสืบสวนเรื่องนี้
ทั้งนี้ การสอบสวนของรัฐบาล ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเกาสง ที่เป็นนายจ้างของแรงงานที่ก่อเหตุจลาจล เป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างชาติเหล่านี้ ไม่ได้รับความเคารพ และสภาพการทำงานของพวกเขาก็ไม่ได้รับการคุ้มครอง มีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการจัดการด้านแรงงานของนายจ้าง ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องโดยเร็ว
แต่ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็ยืนยันที่จะดำเนินคดีกับแกนนำที่ก่อเหตุจลาจลเช่นกัน แม้ว่าจะได้รับการร้องขอจากตัวแทนฝ่ายไทยที่ไปเยือนไต้หวันก่อนหน้านี้ โดยคนงานไทยได้กลับไปทำงานตามปกติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังมีการจัดการความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องที่พักและอาหาร
จำเลยจากเหตุกู้ภัย 'แคทรินา'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
จำเลยจากเหตุกู้ภัย 'แคทรินา'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
พายุเฮอร์ริเคนแคทรินา ที่พัดกระหน่ำรัฐรอบอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้ทิ้งความเสียหายไว้อย่างมโหฬาร และคร่าชีวิตชาวอเมริกันไปหลายร้อยคน ท่ามกลางกระแสโจมตีรัฐบาลว่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้า จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมจะต้องหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสีย
นอกจากเสียงวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลแล้ว อเมริกันชนได้พุ่งเป้าโจมตีไปที่นายไมเคิล บราวน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับมือเหตุฉุกเฉินกลาง (เฟมา) ซึ่งในที่สุดก็ทนถูกรุมประณามไม่ไหว ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน เพียง 3 วันหลังถูกประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เรียกตัวกลับกรุงวอชิงตัน และเปลี่ยนตัวหัวหน้าหน่วยบรรเทาทุกข์ประจำพื้นที่ประสบภัย โทษฐานที่ทำงาน 'ไม่ได้เรื่อง'
"ผมขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเฟมา" นายบราวน์ประกาศ หลังบริหารหน่วยงานมาตั้งแต่ปี 2546 "ตามที่ผมได้บอกกับท่านประธานาธิบดี การลาออกนี้เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการเบี่ยงเบนภารกิจของเฟมาในอนาคต"
เหตุผลหลักที่หลายฝ่ายใช้โจมตีนายบราวน์ คือ การขาดประสบการณ์ด้านการรับมือเหตุฉุกเฉิน ก่อนเข้าทำงานกับเฟมาเมื่อปี 2544 ขณะที่สื่อมวลชนยังร่วมกันขุดคุ้ยต่างๆ นานา เพื่อหาข้อบกพร่องของอดีตผู้นำเฟมา จนได้ข้อมูลว่านายบราวน์เคยเป็นผู้จัดงานแสดงม้าของสมาคมม้าอะราเบียนนานาชาติถึง 10 ปี ก่อนจะลาออกเพราะมีปัญหาในการทำงาน
หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ เปิดโปงว่า ผู้นำระดับสูง 5 ใน 8 คนของเฟมา ซึ่งรวมถึงนายบราวน์ ไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการรับมือภัยพิบัติมาก่อน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐลุยเซียนาโจมตีเฟมาว่าดำเนินการเตะถ่วงในการจัดหาบ้านพักชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยนับแสนคน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยบันทึกข้อความหลังเฮอร์ริเคนถล่มเพียงไม่กี่วัน ระบุว่า นายบราวน์ขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมยังระดมหน่วยกู้ภัยล่วงหน้าน้อยกว่าที่ควรอย่างมาก
ผู้นำสหรัฐปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการลาออกครั้งนี้ในเบื้องต้น โดยปล่อยให้โฆษกคู่ใจแถลงว่า เป็นการตัดสินใจที่นายบราวน์กระทำด้วยตัวเอง
ด้านนายไมเคิล เชอร์ทอฟ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ยืนยันว่า นายบราวน์ได้สร้างผลงานรับมือภัยพิบัติมาแล้ว 160 กรณี และได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
"เขาได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อร่วมมือกับรัฐบาลกลาง ในการรับมือเหตุไม่คาดฝันจากเฮอร์ริเคนแคทรินา และรอยร้าวของเขื่อนกั้นน้ำในเมืองนิวออร์ลีนส์" นายเชอร์ทอฟกล่าว "เขาเป็นคนดี ผมขอชื่นชมการทำงาน และการตัดสินใจของเขาจากใจจริง"
การประกาศลาออกครั้งนี้ สร้างความโล่งใจให้แก่บรรดานักการเมือง หน่วยงานรัฐ และพลเมืองที่ประณามการกู้ภัยของรัฐบาล โดย ส.ส.แนนซี เปโลซี ของพรรคเดโมแครต เผยว่า นายบราวน์ยังแสดงความรับผิดชอบช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดก็ยอมลาออก ซึ่งเป็นการกระทำอันสมควรต่อประเทศชาติและเหยื่อพายุ
"ผู้อำนวยการเฟมาคนต่อไปควรมีคุณสมบัติการรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับมืออาชีพ และมีความเป็นผู้นำพอที่จะจัดการกับภัยพิบัติในอนาคต" เปโลซีกล่าว
กระแสดังกล่าวกดดันให้บุชต้องเลือกผู้ที่มีความสามารถ และได้แต่งตั้งนายเดวิด พอลิสัน อดีตหัวหน้าคณะดับเพลิงรัฐไมอามี ผู้คร่ำหวอดในวงการรับมือเหตุฉุกเฉินมา 30 ปี และเคยกู้ภัยจากพายุครั้งร้ายแรงอย่างเฮอร์ริเคนแอนดริวซึ่งถล่มรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2535 ขึ้นนั่งแท่นผู้นำเฟมา
อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐเองก็ยังมีวิกฤติที่ต้องเผชิญ คือการฟื้นความนิยมหลังถูกโจมตี ว่ามัวแต่พักร้อนจนไม่สนใจประชาชน และต้องประกาศรับผิดชอบต่อความสูญเสีย พร้อมลงเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยเป็นการใหญ่
พายุเฮอร์ริเคนแคทรินา ที่พัดกระหน่ำรัฐรอบอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้ทิ้งความเสียหายไว้อย่างมโหฬาร และคร่าชีวิตชาวอเมริกันไปหลายร้อยคน ท่ามกลางกระแสโจมตีรัฐบาลว่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้า จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมจะต้องหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสีย
นอกจากเสียงวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลแล้ว อเมริกันชนได้พุ่งเป้าโจมตีไปที่นายไมเคิล บราวน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับมือเหตุฉุกเฉินกลาง (เฟมา) ซึ่งในที่สุดก็ทนถูกรุมประณามไม่ไหว ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน เพียง 3 วันหลังถูกประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เรียกตัวกลับกรุงวอชิงตัน และเปลี่ยนตัวหัวหน้าหน่วยบรรเทาทุกข์ประจำพื้นที่ประสบภัย โทษฐานที่ทำงาน 'ไม่ได้เรื่อง'
"ผมขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเฟมา" นายบราวน์ประกาศ หลังบริหารหน่วยงานมาตั้งแต่ปี 2546 "ตามที่ผมได้บอกกับท่านประธานาธิบดี การลาออกนี้เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการเบี่ยงเบนภารกิจของเฟมาในอนาคต"
เหตุผลหลักที่หลายฝ่ายใช้โจมตีนายบราวน์ คือ การขาดประสบการณ์ด้านการรับมือเหตุฉุกเฉิน ก่อนเข้าทำงานกับเฟมาเมื่อปี 2544 ขณะที่สื่อมวลชนยังร่วมกันขุดคุ้ยต่างๆ นานา เพื่อหาข้อบกพร่องของอดีตผู้นำเฟมา จนได้ข้อมูลว่านายบราวน์เคยเป็นผู้จัดงานแสดงม้าของสมาคมม้าอะราเบียนนานาชาติถึง 10 ปี ก่อนจะลาออกเพราะมีปัญหาในการทำงาน
หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ เปิดโปงว่า ผู้นำระดับสูง 5 ใน 8 คนของเฟมา ซึ่งรวมถึงนายบราวน์ ไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการรับมือภัยพิบัติมาก่อน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐลุยเซียนาโจมตีเฟมาว่าดำเนินการเตะถ่วงในการจัดหาบ้านพักชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยนับแสนคน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยบันทึกข้อความหลังเฮอร์ริเคนถล่มเพียงไม่กี่วัน ระบุว่า นายบราวน์ขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมยังระดมหน่วยกู้ภัยล่วงหน้าน้อยกว่าที่ควรอย่างมาก
ผู้นำสหรัฐปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการลาออกครั้งนี้ในเบื้องต้น โดยปล่อยให้โฆษกคู่ใจแถลงว่า เป็นการตัดสินใจที่นายบราวน์กระทำด้วยตัวเอง
ด้านนายไมเคิล เชอร์ทอฟ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ยืนยันว่า นายบราวน์ได้สร้างผลงานรับมือภัยพิบัติมาแล้ว 160 กรณี และได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
"เขาได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อร่วมมือกับรัฐบาลกลาง ในการรับมือเหตุไม่คาดฝันจากเฮอร์ริเคนแคทรินา และรอยร้าวของเขื่อนกั้นน้ำในเมืองนิวออร์ลีนส์" นายเชอร์ทอฟกล่าว "เขาเป็นคนดี ผมขอชื่นชมการทำงาน และการตัดสินใจของเขาจากใจจริง"
การประกาศลาออกครั้งนี้ สร้างความโล่งใจให้แก่บรรดานักการเมือง หน่วยงานรัฐ และพลเมืองที่ประณามการกู้ภัยของรัฐบาล โดย ส.ส.แนนซี เปโลซี ของพรรคเดโมแครต เผยว่า นายบราวน์ยังแสดงความรับผิดชอบช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดก็ยอมลาออก ซึ่งเป็นการกระทำอันสมควรต่อประเทศชาติและเหยื่อพายุ
"ผู้อำนวยการเฟมาคนต่อไปควรมีคุณสมบัติการรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับมืออาชีพ และมีความเป็นผู้นำพอที่จะจัดการกับภัยพิบัติในอนาคต" เปโลซีกล่าว
กระแสดังกล่าวกดดันให้บุชต้องเลือกผู้ที่มีความสามารถ และได้แต่งตั้งนายเดวิด พอลิสัน อดีตหัวหน้าคณะดับเพลิงรัฐไมอามี ผู้คร่ำหวอดในวงการรับมือเหตุฉุกเฉินมา 30 ปี และเคยกู้ภัยจากพายุครั้งร้ายแรงอย่างเฮอร์ริเคนแอนดริวซึ่งถล่มรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2535 ขึ้นนั่งแท่นผู้นำเฟมา
อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐเองก็ยังมีวิกฤติที่ต้องเผชิญ คือการฟื้นความนิยมหลังถูกโจมตี ว่ามัวแต่พักร้อนจนไม่สนใจประชาชน และต้องประกาศรับผิดชอบต่อความสูญเสีย พร้อมลงเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยเป็นการใหญ่
ลักษมัน คาดีร์กามาร์ ผู้อุทิศตนเพื่อสันติภาพศรีลังกา(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ลักษมัน คาดีร์กามาร์ ผู้อุทิศตนเพื่อสันติภาพศรีลังกา(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ศรีลังกาต้องสูญเสียรัฐมนตรีต่างประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการใช้มาตรการแข็งกร้าวกับกลุ่มกบฏ และรณรงค์ต่อต้านกลุ่มกบฏในระดับนานาชาติมายาวนาน
นายลักษมัน คาดีร์กามาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศศรีลังกา เสียชีวิตจากการลอบสังหารขณะกลับเข้าบ้านเมื่อกลางดึกวันที่ 12 สิงหาคม โดยคนร้ายซุ่มยิงจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ในบ้านตรงข้ามกับบ้านพักของเขา
รัฐบาลศรีลังกาเชื่อมั่นว่า การลอบสังหารนายคาดีร์กามาร์เป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม แต่กลุ่มดังกล่าวออกแถลงการณ์ในเวบไซต์ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ พร้อมทั้งแนะนำให้สอบสวนคนในรัฐบาลที่เชื่อว่ามีส่วนพัวพันการสังหาร เนื่องจากไม่ต้องการให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไป
นายคาดีร์กามาร์ วัย 73 ปี เป็นชาวทมิฬ และเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีจันทริกา กุมาระตุงกะ ในกระบวนการสันติภาพกับกลุ่มกบฏทมิฬ เหตุสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่สถานการณ์ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยกลุ่มกบฏขู่ว่าจะเดินหน้าทำสงครามต่อไป
ประธานาธิบดีกุมาระตุงกะ ประกาศภาวะฉุกเฉินทันที ภายหลังการเสียชีวิตของนายคาดีร์กามาร์ ด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการส่งกำลังทหารในกรณีฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ทางการศรีลังกาตั้งคณะสอบสวนการทำงานของหน่วยข่าวกรองที่ไม่สามารถคุ้มครองชีวิตนายคาดีร์กามาร์ ทั้งที่มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
นายตำรวจระดับสูงกล่าวว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยแก่รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในขณะที่เดินทาง โดย 3 วันก่อนหน้านั้นมีการวางแผนเพิ่มจำนวนรถติดตามในขบวนของนายคาดีร์กามาร์ แต่ประเด็นน่าสงสัยที่สุดคือ การรวบรวมข่าวกรองและการตรวจสอบเพื่อนบ้านของนายคาดีร์กามาร์ เนื่องจากมีหลักฐานว่ามือปืนอยู่ห่างจากบ้านของเขาไม่ไกลนัก
ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า นายคาดีร์กามาร์เป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม และนับเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับการคุ้มกันอย่างหนาแน่นที่สุดในรัฐบาลศรีลังกา รองจากประธานาธิบดีกุมาระตุงกะ
นายคาดีร์กามาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นมาในเมืองแคนดี จบการศึกษาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของศรีลังกา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศมานาน 7 ปีจนถึงปี 2544 และได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีกุมาระตุงกะให้กลับมารับตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว
นายคาดีร์กามาร์เคยลงชิงตำแหน่งเลขาธิการคอมมอนเวลธ์ องค์กรของอดีตอาณานิคมอังกฤษ เมื่อปี 2546 แต่พ่ายให้กับนายดอน แมคคินนอน จากนิวซีแลนด์
ด้วยความเป็นนักพูดที่มีเสน่ห์ นายคาดีร์กามาร์จึงสนิทสนมกับสื่อ และมักเดินทางเยือนประเทศต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งอินเดีย ในการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ
เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งในสำนักงานประธานาธิบดีศรีลังกา เคยกล่าวว่า เนื่องจากนายคาดีร์กามาร์เป็นชาวทมิฬแต่กลับแสดงพฤติกรรมต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดน จึงถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ศรีลังกาต้องสูญเสียรัฐมนตรีต่างประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการใช้มาตรการแข็งกร้าวกับกลุ่มกบฏ และรณรงค์ต่อต้านกลุ่มกบฏในระดับนานาชาติมายาวนาน
นายลักษมัน คาดีร์กามาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศศรีลังกา เสียชีวิตจากการลอบสังหารขณะกลับเข้าบ้านเมื่อกลางดึกวันที่ 12 สิงหาคม โดยคนร้ายซุ่มยิงจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ในบ้านตรงข้ามกับบ้านพักของเขา
รัฐบาลศรีลังกาเชื่อมั่นว่า การลอบสังหารนายคาดีร์กามาร์เป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม แต่กลุ่มดังกล่าวออกแถลงการณ์ในเวบไซต์ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ พร้อมทั้งแนะนำให้สอบสวนคนในรัฐบาลที่เชื่อว่ามีส่วนพัวพันการสังหาร เนื่องจากไม่ต้องการให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไป
นายคาดีร์กามาร์ วัย 73 ปี เป็นชาวทมิฬ และเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีจันทริกา กุมาระตุงกะ ในกระบวนการสันติภาพกับกลุ่มกบฏทมิฬ เหตุสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่สถานการณ์ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยกลุ่มกบฏขู่ว่าจะเดินหน้าทำสงครามต่อไป
ประธานาธิบดีกุมาระตุงกะ ประกาศภาวะฉุกเฉินทันที ภายหลังการเสียชีวิตของนายคาดีร์กามาร์ ด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการส่งกำลังทหารในกรณีฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ทางการศรีลังกาตั้งคณะสอบสวนการทำงานของหน่วยข่าวกรองที่ไม่สามารถคุ้มครองชีวิตนายคาดีร์กามาร์ ทั้งที่มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
นายตำรวจระดับสูงกล่าวว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยแก่รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในขณะที่เดินทาง โดย 3 วันก่อนหน้านั้นมีการวางแผนเพิ่มจำนวนรถติดตามในขบวนของนายคาดีร์กามาร์ แต่ประเด็นน่าสงสัยที่สุดคือ การรวบรวมข่าวกรองและการตรวจสอบเพื่อนบ้านของนายคาดีร์กามาร์ เนื่องจากมีหลักฐานว่ามือปืนอยู่ห่างจากบ้านของเขาไม่ไกลนัก
ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า นายคาดีร์กามาร์เป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม และนับเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับการคุ้มกันอย่างหนาแน่นที่สุดในรัฐบาลศรีลังกา รองจากประธานาธิบดีกุมาระตุงกะ
นายคาดีร์กามาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นมาในเมืองแคนดี จบการศึกษาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของศรีลังกา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศมานาน 7 ปีจนถึงปี 2544 และได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีกุมาระตุงกะให้กลับมารับตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว
นายคาดีร์กามาร์เคยลงชิงตำแหน่งเลขาธิการคอมมอนเวลธ์ องค์กรของอดีตอาณานิคมอังกฤษ เมื่อปี 2546 แต่พ่ายให้กับนายดอน แมคคินนอน จากนิวซีแลนด์
ด้วยความเป็นนักพูดที่มีเสน่ห์ นายคาดีร์กามาร์จึงสนิทสนมกับสื่อ และมักเดินทางเยือนประเทศต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งอินเดีย ในการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ
เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งในสำนักงานประธานาธิบดีศรีลังกา เคยกล่าวว่า เนื่องจากนายคาดีร์กามาร์เป็นชาวทมิฬแต่กลับแสดงพฤติกรรมต่อต้านกลุ่มแบ่งแยกดินแดน จึงถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ
'แพท โรเบิร์ตสัน' ปัญหาทางการทูตของสหรัฐ(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
'แพท โรเบิร์ตสัน' ปัญหาทางการทูตของสหรัฐ(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
นักบรรยายธรรมทางโทรทัศน์ หัวเอียงขวา 'แพท โรเบิร์ตสัน' กลายเป็นบุคคลที่ทำให้อนาคตทางการทูตของสหรัฐ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ต้องตกอยู่ท่ามกลางความหมิ่นเหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเรียกร้องผ่านทางรายการโทรทัศน์ 'เดอะ 700 คลับ' ให้รัฐบาลสหรัฐ ดำเนินการลอบสังหารประธานาธิบดี 'ฮูโก ชาเวซ' แห่งเวเนซุเอลา
"เรามีความสามารถที่จะจัดการเขา และผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรทำตามความสามารถนั้น" โรเบิร์ตสันกล่าว
โรเบิร์ตสัน พูดถึงชาเวซว่า เป็นบุคคลที่ 'อันตรายอย่างมาก' ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างแดน พร้อมกล่าวหาผู้นำเวเนซุเอลา ว่าพยายามเปลี่ยนประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้ ให้เป็นฐานของการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และมุสลิมที่นิยมความรุนแรงไปทั่วทั้งทวีป
ในภายหลัง โรเบิร์ตสันได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจในคำพูดที่เกิดขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเป็นการพูดในเชิงเสียดสีว่าสหรัฐควรอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลที่คิดว่าสหรัฐจะลอบสังหารเขา
แต่คำแถลงดังกล่าวของโรเบิร์ตสัน ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะการพูดเรื่องลอบสังหารของเขา ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแดนอินทรี ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับเวเนซุเอลา โดยรองประธานาธิบดี 'โฮเซ่ วินเซนเต รันเจล' แห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาตำหนินักบรรยายธรรมผู้นี้ว่าก่อคดีอาญา พร้อมพิจารณาที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับโรเบิร์ตสัน
รองผู้นำเวเนซุเอลา กล่าวด้วยว่า ศาลสหรัฐต้องเอาความกับพลเมืองที่ออกมาพูดในสิ่งที่เป็นคดีอาญา และว่าจะถือเป็นการเสแสร้งครั้งใหญ่ หากรัฐบาลกรุงวอชิงตัน จะออกมาพร่ำเรื่องการต่อต้านก่อการร้าย แต่กลับปล่อยให้คำพูดที่แสดงถึงก่อการร้ายเช่นนี้ เกิดขึ้นใจกลางประเทศตัวเอง
ขณะที่ทำเนียบขาว ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่เพียงว่า การแสดงความเห็นของโรเบิร์ตสัน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรคริสเตรียนอเมริกาไม่ได้สะท้อนจุดยืนรัฐบาล เช่นเดียวกับ 'โดนัลด์ รัมสเฟลด์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ยืนยันว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ส่วนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ก็ออกมาประณามโรเบิร์ตสันเช่นกัน ว่ากระทำไม่เหมาะสมที่ออกมาพูดเช่นนี้ โดย 'ฌอน แม็คคอร์แม็ค' โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ชี้ว่า เป็นคำพูดที่แสดงถึงทัศนะส่วนตัว ไม่ได้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธข่าวลือว่าสหรัฐ มีแผนบ่อนทำลายรัฐบาลเวเนซุเอลา ว่าไม่เป็นมูลความจริงใดๆ ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ประธานาธิบดีชาเวซ ผู้ตั้งตนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐ เคยออกมาตำหนิสหรัฐว่า มีแผนที่จะลอบสังหารเขา ทั้งยังขู่ที่จะไม่ขายน้ำมันดิบให้ พร้อมหันไปมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับศัตรูสำคัญของแดนอินทรี อย่างคิวบาและอิหร่าน
ผู้นำเวเนซุเอลา แสดงท่าทีถึงคำพูดของโรเบิร์ตสัน ว่ารัฐบาลของเขาอาจจะขอให้สหรัฐเนรเทศนักบรรยายธรรมผู้นี้ มาดำเนินคดีที่เวเนซุเอลา เพราะการเรียกร้องให้มีการลอบสังหารผู้นำประเทศเช่นนี้ ถือเป็นการก่ออาชญากรรม
ประธานาธิบดีชาเวซ ระบุด้วยว่า จะดำเนินคดีทางกฎหมายต่อโรเบิร์ตสันในสหรัฐ และอาจจะพิจารณานำเรื่องนี้เสนอต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หากไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลสหรัฐ
นักบรรยายธรรมทางโทรทัศน์ หัวเอียงขวา 'แพท โรเบิร์ตสัน' กลายเป็นบุคคลที่ทำให้อนาคตทางการทูตของสหรัฐ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ต้องตกอยู่ท่ามกลางความหมิ่นเหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเรียกร้องผ่านทางรายการโทรทัศน์ 'เดอะ 700 คลับ' ให้รัฐบาลสหรัฐ ดำเนินการลอบสังหารประธานาธิบดี 'ฮูโก ชาเวซ' แห่งเวเนซุเอลา
"เรามีความสามารถที่จะจัดการเขา และผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรทำตามความสามารถนั้น" โรเบิร์ตสันกล่าว
โรเบิร์ตสัน พูดถึงชาเวซว่า เป็นบุคคลที่ 'อันตรายอย่างมาก' ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างแดน พร้อมกล่าวหาผู้นำเวเนซุเอลา ว่าพยายามเปลี่ยนประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้ ให้เป็นฐานของการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และมุสลิมที่นิยมความรุนแรงไปทั่วทั้งทวีป
ในภายหลัง โรเบิร์ตสันได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจในคำพูดที่เกิดขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเป็นการพูดในเชิงเสียดสีว่าสหรัฐควรอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลที่คิดว่าสหรัฐจะลอบสังหารเขา
แต่คำแถลงดังกล่าวของโรเบิร์ตสัน ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะการพูดเรื่องลอบสังหารของเขา ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแดนอินทรี ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับเวเนซุเอลา โดยรองประธานาธิบดี 'โฮเซ่ วินเซนเต รันเจล' แห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาตำหนินักบรรยายธรรมผู้นี้ว่าก่อคดีอาญา พร้อมพิจารณาที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับโรเบิร์ตสัน
รองผู้นำเวเนซุเอลา กล่าวด้วยว่า ศาลสหรัฐต้องเอาความกับพลเมืองที่ออกมาพูดในสิ่งที่เป็นคดีอาญา และว่าจะถือเป็นการเสแสร้งครั้งใหญ่ หากรัฐบาลกรุงวอชิงตัน จะออกมาพร่ำเรื่องการต่อต้านก่อการร้าย แต่กลับปล่อยให้คำพูดที่แสดงถึงก่อการร้ายเช่นนี้ เกิดขึ้นใจกลางประเทศตัวเอง
ขณะที่ทำเนียบขาว ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่เพียงว่า การแสดงความเห็นของโรเบิร์ตสัน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรคริสเตรียนอเมริกาไม่ได้สะท้อนจุดยืนรัฐบาล เช่นเดียวกับ 'โดนัลด์ รัมสเฟลด์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ยืนยันว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ส่วนกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ก็ออกมาประณามโรเบิร์ตสันเช่นกัน ว่ากระทำไม่เหมาะสมที่ออกมาพูดเช่นนี้ โดย 'ฌอน แม็คคอร์แม็ค' โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ชี้ว่า เป็นคำพูดที่แสดงถึงทัศนะส่วนตัว ไม่ได้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธข่าวลือว่าสหรัฐ มีแผนบ่อนทำลายรัฐบาลเวเนซุเอลา ว่าไม่เป็นมูลความจริงใดๆ ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ประธานาธิบดีชาเวซ ผู้ตั้งตนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐ เคยออกมาตำหนิสหรัฐว่า มีแผนที่จะลอบสังหารเขา ทั้งยังขู่ที่จะไม่ขายน้ำมันดิบให้ พร้อมหันไปมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับศัตรูสำคัญของแดนอินทรี อย่างคิวบาและอิหร่าน
ผู้นำเวเนซุเอลา แสดงท่าทีถึงคำพูดของโรเบิร์ตสัน ว่ารัฐบาลของเขาอาจจะขอให้สหรัฐเนรเทศนักบรรยายธรรมผู้นี้ มาดำเนินคดีที่เวเนซุเอลา เพราะการเรียกร้องให้มีการลอบสังหารผู้นำประเทศเช่นนี้ ถือเป็นการก่ออาชญากรรม
ประธานาธิบดีชาเวซ ระบุด้วยว่า จะดำเนินคดีทางกฎหมายต่อโรเบิร์ตสันในสหรัฐ และอาจจะพิจารณานำเรื่องนี้เสนอต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หากไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลสหรัฐ
วิกฤติของ 'คาร์ล โรฟ'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
วิกฤติของ 'คาร์ล โรฟ'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
คาร์ล โรฟ เป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองสหรัฐ ในฐานะรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการผลักดันให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ชนะเลือกตั้ง 2 สมัย
แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ชื่อของเขาตกเป็นข่าวอื้อฉาว เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เปิดเผยฐานะของ วาเลอรี เพลม สายลับแห่งสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) กับนักข่าว ขัดต่อกฎหมายปกป้องการระบุตัวเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี
โรฟทำงานกับบุชมานาน 32 ปี เขาอยู่เบื้องหลังแผนรณรงค์เลือกตั้งซึ่งทำให้บุชได้เป็นผู้ว่าการรัฐ และผู้นำสหรัฐ ทั้งมีส่วนแนะนำให้พรรครีพับลิกันหาเสียงด้วยการเน้น 'คุณค่าทางศีลธรรม' อาทิ นโยบายต่อต้านการทำแท้ง ทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวอเมริกันเคร่งศาสนา
บุชตอบแทนโรฟด้วยการแต่งตั้งให้ดูแลงานด้านนโยบาย ทำให้เขากลายเป็นผู้มีอำนาจอันดับ 3 ในประเทศ อีกทั้งเมื่อใดที่โรฟประสบปัญหา ก็มักปรากฏภาพบุชคอยยืนเคียงข้าง อันเป็นการส่งสัญญาณว่าโรฟมีผู้นำสหรัฐหนุนหลัง
แต่แล้วเรื่องอื้อฉาวที่โรฟพยายามปัดให้พ้นตัวเมื่อ 2 ปีก่อน ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
เรื่องนี้เปิดฉากในช่วงสหรัฐตัดสินใจบุกอิรัก เมื่อ โจเซฟ วิลสัน อดีตทูตอเมริกาเขียนบทความลง นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2546 แสดงความกังขาต่อความชอบธรรมของสหรัฐในการโจมตีอิรัก โดยชี้ว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัก ซื้อธาตุยูเรเนียมจากแอฟริกาเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์
วิลสันอ้างว่ารู้เรื่องนี้เนื่องจากเคยถูกส่งไปค้นหาความจริงที่ประเทศไนเจอร์
8 วันต่อมา โรเบิร์ต โนแวค คอลัมนิสต์หัวอนุรักษ์เขียนบทความวิจารณ์การเดินทางไปค้นหาความจริงที่ไนเจอร์ของวิลสัน และว่าวิลสันถูกสั่งให้ไปตามคำแนะนำของ วาเลอรี เพลม ภรรยาของวิลสันซึ่งทำงานกับซีไอเอ
ขณะนั้น เพลมทำงานโดยปกปิดฐานะที่แท้จริง การเผยชื่อเธอจึงอาจทำให้ภารกิจประสบความล้มเหลว หรือทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต
ทำเนียบขาวปฏิเสธมาตลอดว่า โรฟไม่มีส่วนพัวพันเรื่องนี้ การสืบสวนไม่มีความคืบหน้านานเกือบ 2 ปี ก่อนที่อัยการพิเศษ แพทริค ฟิตซ์เจอรัลด์ จะนำคดีขึ้นศาล เพื่อบังคับให้นักข่าวเผยชื่อแหล่งข่าว
ศาลมีคำตัดสินให้ จูดิธ มิลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ต้องโทษจำคุกนาน 4 เดือน หรือจนกว่าจะบอกชื่อแหล่งข่าว ส่วน แมทธิว คูเปอร์ นักข่าวนิตยสารไทมส์ รอดพ้นโทษจำคุกหวุดหวิด เมื่อเขาอ้างว่าได้รับอนุญาตจากแหล่งข่าวให้เผยข้อมูล ขณะมีข่าวว่า นิตยสารไทมส์ยอมมอบบันทึกบนอินเทอร์เน็ตของคูเปอร์ให้เจ้าหน้าที่ หลังถูกขู่ปรับเงินก้อนใหญ่
ข้อมูลจากคูเปอร์ยืนยันสิ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้ที่เปิดเผยฐานะของเพลมกับนักข่าวคือ โรฟ ซึ่งอาจไม่พอใจที่วิลสันขัดขวางแผนโจมตีอิรัก
อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า การดำเนินการเอาผิดโรฟไม่ใช่เรื่องง่าย โดยนอกจากเขาจะมีอิทธิพลการเมืองระดับสูงแล้ว อัยการยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า โรฟเผยข้อมูลแม้รู้ดีว่าเพลมกำลังปกปิดฐานะตัวเอง หรือโรฟมีเจตนาบ่อนทำลายชาติ
อัยการพิเศษฟิตซ์เจอรัลด์กำลังหาทางตั้งข้อหาเพิ่มเติม อาทิ ให้การเท็จ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังต้องติดตามว่า โรฟจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ได้เกิดความเสียหายทางการเมืองขึ้นแล้ว จากการที่ทำเนียบขาวปกป้องโรฟมาโดยตลอด แม้ล่าสุด ประธานาธิบดีบุชจะพยายามลดกระแสกดดัน ด้วยการประกาศพร้อมขับไล่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกจากตำแหน่งก็ตาม
คาร์ล โรฟ เป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองสหรัฐ ในฐานะรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการผลักดันให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ชนะเลือกตั้ง 2 สมัย
แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ชื่อของเขาตกเป็นข่าวอื้อฉาว เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เปิดเผยฐานะของ วาเลอรี เพลม สายลับแห่งสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) กับนักข่าว ขัดต่อกฎหมายปกป้องการระบุตัวเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี
โรฟทำงานกับบุชมานาน 32 ปี เขาอยู่เบื้องหลังแผนรณรงค์เลือกตั้งซึ่งทำให้บุชได้เป็นผู้ว่าการรัฐ และผู้นำสหรัฐ ทั้งมีส่วนแนะนำให้พรรครีพับลิกันหาเสียงด้วยการเน้น 'คุณค่าทางศีลธรรม' อาทิ นโยบายต่อต้านการทำแท้ง ทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวอเมริกันเคร่งศาสนา
บุชตอบแทนโรฟด้วยการแต่งตั้งให้ดูแลงานด้านนโยบาย ทำให้เขากลายเป็นผู้มีอำนาจอันดับ 3 ในประเทศ อีกทั้งเมื่อใดที่โรฟประสบปัญหา ก็มักปรากฏภาพบุชคอยยืนเคียงข้าง อันเป็นการส่งสัญญาณว่าโรฟมีผู้นำสหรัฐหนุนหลัง
แต่แล้วเรื่องอื้อฉาวที่โรฟพยายามปัดให้พ้นตัวเมื่อ 2 ปีก่อน ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
เรื่องนี้เปิดฉากในช่วงสหรัฐตัดสินใจบุกอิรัก เมื่อ โจเซฟ วิลสัน อดีตทูตอเมริกาเขียนบทความลง นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2546 แสดงความกังขาต่อความชอบธรรมของสหรัฐในการโจมตีอิรัก โดยชี้ว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัก ซื้อธาตุยูเรเนียมจากแอฟริกาเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์
วิลสันอ้างว่ารู้เรื่องนี้เนื่องจากเคยถูกส่งไปค้นหาความจริงที่ประเทศไนเจอร์
8 วันต่อมา โรเบิร์ต โนแวค คอลัมนิสต์หัวอนุรักษ์เขียนบทความวิจารณ์การเดินทางไปค้นหาความจริงที่ไนเจอร์ของวิลสัน และว่าวิลสันถูกสั่งให้ไปตามคำแนะนำของ วาเลอรี เพลม ภรรยาของวิลสันซึ่งทำงานกับซีไอเอ
ขณะนั้น เพลมทำงานโดยปกปิดฐานะที่แท้จริง การเผยชื่อเธอจึงอาจทำให้ภารกิจประสบความล้มเหลว หรือทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิต
ทำเนียบขาวปฏิเสธมาตลอดว่า โรฟไม่มีส่วนพัวพันเรื่องนี้ การสืบสวนไม่มีความคืบหน้านานเกือบ 2 ปี ก่อนที่อัยการพิเศษ แพทริค ฟิตซ์เจอรัลด์ จะนำคดีขึ้นศาล เพื่อบังคับให้นักข่าวเผยชื่อแหล่งข่าว
ศาลมีคำตัดสินให้ จูดิธ มิลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ต้องโทษจำคุกนาน 4 เดือน หรือจนกว่าจะบอกชื่อแหล่งข่าว ส่วน แมทธิว คูเปอร์ นักข่าวนิตยสารไทมส์ รอดพ้นโทษจำคุกหวุดหวิด เมื่อเขาอ้างว่าได้รับอนุญาตจากแหล่งข่าวให้เผยข้อมูล ขณะมีข่าวว่า นิตยสารไทมส์ยอมมอบบันทึกบนอินเทอร์เน็ตของคูเปอร์ให้เจ้าหน้าที่ หลังถูกขู่ปรับเงินก้อนใหญ่
ข้อมูลจากคูเปอร์ยืนยันสิ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้ที่เปิดเผยฐานะของเพลมกับนักข่าวคือ โรฟ ซึ่งอาจไม่พอใจที่วิลสันขัดขวางแผนโจมตีอิรัก
อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า การดำเนินการเอาผิดโรฟไม่ใช่เรื่องง่าย โดยนอกจากเขาจะมีอิทธิพลการเมืองระดับสูงแล้ว อัยการยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า โรฟเผยข้อมูลแม้รู้ดีว่าเพลมกำลังปกปิดฐานะตัวเอง หรือโรฟมีเจตนาบ่อนทำลายชาติ
อัยการพิเศษฟิตซ์เจอรัลด์กำลังหาทางตั้งข้อหาเพิ่มเติม อาทิ ให้การเท็จ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังต้องติดตามว่า โรฟจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ได้เกิดความเสียหายทางการเมืองขึ้นแล้ว จากการที่ทำเนียบขาวปกป้องโรฟมาโดยตลอด แม้ล่าสุด ประธานาธิบดีบุชจะพยายามลดกระแสกดดัน ด้วยการประกาศพร้อมขับไล่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกจากตำแหน่งก็ตาม
อาลัย 'โรบิน คุก'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
อาลัย 'โรบิน คุก'(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ 'โรบิน คุก' วัย 59 ปี ซึ่งลาออกจากตำแหน่งในช่วงที่มีการทำสงครามกับอิรัก เกิดพลัดตกเขาระหว่างเดินเล่นบนภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของสก็อตแลนด์กับภรรยา ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ของยามฝั่ง และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเมืองอินเวอร์เนสส์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
คุก รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ มาตั้งแต่ปี 2540-2544 และได้กลายเป็นประธานสภาสามัญ ซึ่งเป็นตัวแทนสูงสุดของฝ่ายรัฐบาลในรัฐบาล และอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2546
นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ผู้นำอังกฤษ กล่าวยกย่องคุกว่าเป็นผู้มีสติปัญญา และเป็นนักการเมืองชั้นหนึ่ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องการสนับสนุนสหรัฐ เข้าทำสงครามกับอิรักเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ตาม
บุรุษเชื้อสายสก็อตผู้นี้ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ซึ่งก่อนจะก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองนั้น คุก ผู้มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในด้านของความเฉลียวฉลาด และพูดจาตรงไปตรงมา เคยผ่านงานมาหลายอาชีพ รวมถึง อาจารย์สอนพิเศษ ผู้จัดการศึกษาให้แก่ผู้ใหญ่และนักเขียน
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้ เริ่มชีวิตการเมืองด้วยการได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศมนตรีเมืองเอดินเบอระ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี 2517
ในสมัยที่พรรคแรงงานยังมีฐานะเป็นฝ่ายค้านอยู่นั้น คุกเข้ารับตำแหน่งโฆษกฝ่ายกิจการต่างประเทศของพรรคนานถึง 3 ปี ก่อนเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล ในปี 2540 เมื่อพรรคแรงงานชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย
ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศนาน 4 ปี คุกได้ใช้นโยบายต่างประเทศ แบบยึดหลัก 'ศีลธรรม' สำหรับอังกฤษ และสนับสนุนให้กองกำลังสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เข้าแทรกแซงในจังหวัดโคโซโวของอดีตยูโกสลาเวีย ในปี 2542 เพื่อปลดปล่อยจากการยึดครองของเซอร์เบีย
จอห์น เพรสคอตต์ รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า การเสียชีวิตของคุกนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ เนื่องจากอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้เป็นบุคลากรที่มีความโด่ดเด่น และเปี่ยมไปด้วยความสามารถ เป็นนักการเมืองที่มีความหลักแหลม และเอาจริงเอาจังมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ ซึ่งตัวเขาชื่นชมแนวทางการทำงานของคุกเสมอมา ขณะที่แจ็ค สตรอว์ รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบันกล่าวว่า รู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้
ด้านโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ยกย่องคุกว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เช่นเดียวกับคอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่กล่าวถึงคุกว่า เป็นเพื่อนคนหนึ่งของสหรัฐ ทั้งยังเป็นนักการทูตผู้มากด้วยประสบการณ์ และเป็นผู้ยืนหยัดปกป้องเสรีภาพกับ
ศักดิ์ศรีของมนุษย์
แม้จะลาออกจากตำแน่งประธานสภาสามัญ เมื่อเดือนมีนาคม 2546 เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ตัดสินใจเข้าร่วมในการทำสงครามกับอิรัก แต่คุกก็ยังยืนหยัดกับท่าทีต่อต้านการทำสงครามในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด
สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น คุกมีบุตร 2 คน และมีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการขี่ม้าแข่ง ทั้งยังเป็นนักเดินเขาตัวฉกาจอีกด้วย
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ 'โรบิน คุก' วัย 59 ปี ซึ่งลาออกจากตำแหน่งในช่วงที่มีการทำสงครามกับอิรัก เกิดพลัดตกเขาระหว่างเดินเล่นบนภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของสก็อตแลนด์กับภรรยา ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ของยามฝั่ง และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเมืองอินเวอร์เนสส์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
คุก รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ มาตั้งแต่ปี 2540-2544 และได้กลายเป็นประธานสภาสามัญ ซึ่งเป็นตัวแทนสูงสุดของฝ่ายรัฐบาลในรัฐบาล และอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2546
นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ผู้นำอังกฤษ กล่าวยกย่องคุกว่าเป็นผู้มีสติปัญญา และเป็นนักการเมืองชั้นหนึ่ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องการสนับสนุนสหรัฐ เข้าทำสงครามกับอิรักเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ตาม
บุรุษเชื้อสายสก็อตผู้นี้ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ซึ่งก่อนจะก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองนั้น คุก ผู้มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในด้านของความเฉลียวฉลาด และพูดจาตรงไปตรงมา เคยผ่านงานมาหลายอาชีพ รวมถึง อาจารย์สอนพิเศษ ผู้จัดการศึกษาให้แก่ผู้ใหญ่และนักเขียน
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้ เริ่มชีวิตการเมืองด้วยการได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศมนตรีเมืองเอดินเบอระ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี 2517
ในสมัยที่พรรคแรงงานยังมีฐานะเป็นฝ่ายค้านอยู่นั้น คุกเข้ารับตำแหน่งโฆษกฝ่ายกิจการต่างประเทศของพรรคนานถึง 3 ปี ก่อนเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล ในปี 2540 เมื่อพรรคแรงงานชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย
ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศนาน 4 ปี คุกได้ใช้นโยบายต่างประเทศ แบบยึดหลัก 'ศีลธรรม' สำหรับอังกฤษ และสนับสนุนให้กองกำลังสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เข้าแทรกแซงในจังหวัดโคโซโวของอดีตยูโกสลาเวีย ในปี 2542 เพื่อปลดปล่อยจากการยึดครองของเซอร์เบีย
จอห์น เพรสคอตต์ รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า การเสียชีวิตของคุกนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ เนื่องจากอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้เป็นบุคลากรที่มีความโด่ดเด่น และเปี่ยมไปด้วยความสามารถ เป็นนักการเมืองที่มีความหลักแหลม และเอาจริงเอาจังมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ ซึ่งตัวเขาชื่นชมแนวทางการทำงานของคุกเสมอมา ขณะที่แจ็ค สตรอว์ รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบันกล่าวว่า รู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้
ด้านโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ยกย่องคุกว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เช่นเดียวกับคอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่กล่าวถึงคุกว่า เป็นเพื่อนคนหนึ่งของสหรัฐ ทั้งยังเป็นนักการทูตผู้มากด้วยประสบการณ์ และเป็นผู้ยืนหยัดปกป้องเสรีภาพกับ
ศักดิ์ศรีของมนุษย์
แม้จะลาออกจากตำแน่งประธานสภาสามัญ เมื่อเดือนมีนาคม 2546 เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ตัดสินใจเข้าร่วมในการทำสงครามกับอิรัก แต่คุกก็ยังยืนหยัดกับท่าทีต่อต้านการทำสงครามในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด
สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น คุกมีบุตร 2 คน และมีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการขี่ม้าแข่ง ทั้งยังเป็นนักเดินเขาตัวฉกาจอีกด้วย
กษัตริย์ใหม่แห่งโมนาโค(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
กษัตริย์ใหม่แห่งโมนาโค(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เจ้าชายอัลเบิร์ต แห่งโมนาโค พระโอรสในเจ้าชายเรเนียร์ และเกรซ เคลลี่ นักแสดงสาวสวยจากฮอลลีวู้ด ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในพระราชพิธีที่ทำให้ชาวรัฐโมนาโคกลับมามีความสุขสดชื่นอีกครั้ง หลังต้องตกอยู่ท่ามกลางความหม่นหมองนานนับเดือน จากการเสด็จสวรรคตของเจ้าชายเรเนียร์ กษัตริย์ผู้ครองนครพระองค์ก่อน และข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระโอรสนอกสมรสของกษัตริย์พระองค์ใหม่
ก่อนหน้านี้ การออกมายอมรับของเจ้าชายวัย 47 ชันษาพระองค์นี้ ว่าพระองค์มีพระโอรสนอกสมรสกับนิโคล คอสเต พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวฝรั่งเศส เชื้อสายโตโก ได้ส่อเค้าว่าจะกลายเป็นเรื่องฉาวที่เข้ามาบดบังการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ แต่พระราชพิธีครั้งนี้ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี มีชาวโมนาโคหลายร้อยคนเข้าร่วมในการทำพิธีมิสซาเฉลิมฉลอง และอีกจำนวนมากอยู่ด้านนอกโบสถ์ คอยชมภาพพระราชพิธีจากจอภาพขนาดยักษ์ ที่นำมาติดตั้งไว้เพื่อโอกาสพิเศษนี้โดยเฉพาะ
เมื่อพระราชพิธีในโบสถ์เสร็จสิ้นลง เจ้าชายอัลเบิร์ต พร้อมด้วยสมาชิกในพระราชวงศ์กริมัลดี ทรงพระราชดำเนินจากพระราชวังไปยังท่าเรือ ท่ามกลางเสียงตะโกน 'เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงพระเจริญ' เพื่อร่วมในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งรวมถึงการจัดงานในสวน งานพาเหรด และงานเต้นรำ
เจ้าชายอัลเบิร์ต ผู้มีพระประสูติกาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2501 ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษเนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งของยุโรป พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ จากสหรัฐ ก่อนจะเข้าทำงานที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส, นครนิวยอร์ก สหรัฐ และเข้ารับราชการในกองทัพเรือฝรั่งเศส
พระองค์เคยใฝ่ฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เคยเข้าร่วมในการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ปารีส-ดักการ์ เมื่อปี 2528 และทรงเป็นนักยูโดสายดำ ทั้งยังมีบางครั้งที่พระองค์ถูกมองว่าเป็นเพลย์บอย
หลังจากการดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้เงาของพระบิดามาโดยตลอด เจ้าชายอัลเบิร์ตก็ได้ปรากฏพระองค์ในฐานะผู้นำที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนของพระองค์ได้เป็นอย่างดี จากการตรัสถึงเป้าหมายที่พระองค์วางไว้ รวมถึงแผนการทรงเสริมอุตสาหกรรมธนาคารในดินแดนของพระองค์ แต่ทรงยืนยันที่จะจัดการกับการฟอกเงิน
เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงให้คำมั่นที่จะสานต่อความพยายามที่ดำเนินมานานหลายปี ในการสะสางภาพพจน์ของโมนาโคในฐานะศูนย์กลางของการฟอกเงิน และมีการควบคุมอย่างหละหลวมในด้านการเงิน ซึ่งนอกจากจะตรัสย้ำถึงพระประสงค์ที่ต้องการให้ธุรกิจต่างๆ ดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมแล้ว พระองค์ยังแสดงพระประสงค์ที่จะให้นครรัฐเล็กๆ แห่งนี้ มีบทบาทที่สำคัฐมากขึ้น ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ
ในคืนก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธี เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน ด้วยการประทานสัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ทีเอฟ1 ของฝรั่งเศส ถึงเรื่องอเล็กซานเดอร์ วัย 2 ขวบ พระโอรสนอกสมรสของพระองค์ และทรงยอมรับว่ารู้สึกตกพระทัยเป็นอย่างมาก ที่สื่อพากันเผยแพร่เรื่องราวของพระโอรสองค์น้อย ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับเจ้าชายเรเนียร์ พระบิดา ที่สวรรคตไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี พระโอรสนอกสมรสพระองค์นี้ จะไม่ได้เป็นองค์รัชทายาทต่อจากเจ้าชายอัลเบิร์ตแต่อย่างใด เพราะตามรัฐธรรมนูญของโมนาโคนั้น อนุญาตให้เฉพาะพระโอรสที่เกิดจากการสมรสเท่านั้น ที่มีสิทธิจะได้เป็นรัชทายาท
เจ้าชายอัลเบิร์ต แห่งโมนาโค พระโอรสในเจ้าชายเรเนียร์ และเกรซ เคลลี่ นักแสดงสาวสวยจากฮอลลีวู้ด ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในพระราชพิธีที่ทำให้ชาวรัฐโมนาโคกลับมามีความสุขสดชื่นอีกครั้ง หลังต้องตกอยู่ท่ามกลางความหม่นหมองนานนับเดือน จากการเสด็จสวรรคตของเจ้าชายเรเนียร์ กษัตริย์ผู้ครองนครพระองค์ก่อน และข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระโอรสนอกสมรสของกษัตริย์พระองค์ใหม่
ก่อนหน้านี้ การออกมายอมรับของเจ้าชายวัย 47 ชันษาพระองค์นี้ ว่าพระองค์มีพระโอรสนอกสมรสกับนิโคล คอสเต พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวฝรั่งเศส เชื้อสายโตโก ได้ส่อเค้าว่าจะกลายเป็นเรื่องฉาวที่เข้ามาบดบังการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ แต่พระราชพิธีครั้งนี้ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี มีชาวโมนาโคหลายร้อยคนเข้าร่วมในการทำพิธีมิสซาเฉลิมฉลอง และอีกจำนวนมากอยู่ด้านนอกโบสถ์ คอยชมภาพพระราชพิธีจากจอภาพขนาดยักษ์ ที่นำมาติดตั้งไว้เพื่อโอกาสพิเศษนี้โดยเฉพาะ
เมื่อพระราชพิธีในโบสถ์เสร็จสิ้นลง เจ้าชายอัลเบิร์ต พร้อมด้วยสมาชิกในพระราชวงศ์กริมัลดี ทรงพระราชดำเนินจากพระราชวังไปยังท่าเรือ ท่ามกลางเสียงตะโกน 'เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงพระเจริญ' เพื่อร่วมในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งรวมถึงการจัดงานในสวน งานพาเหรด และงานเต้นรำ
เจ้าชายอัลเบิร์ต ผู้มีพระประสูติกาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2501 ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษเนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งของยุโรป พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ จากสหรัฐ ก่อนจะเข้าทำงานที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส, นครนิวยอร์ก สหรัฐ และเข้ารับราชการในกองทัพเรือฝรั่งเศส
พระองค์เคยใฝ่ฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เคยเข้าร่วมในการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ปารีส-ดักการ์ เมื่อปี 2528 และทรงเป็นนักยูโดสายดำ ทั้งยังมีบางครั้งที่พระองค์ถูกมองว่าเป็นเพลย์บอย
หลังจากการดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้เงาของพระบิดามาโดยตลอด เจ้าชายอัลเบิร์ตก็ได้ปรากฏพระองค์ในฐานะผู้นำที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนของพระองค์ได้เป็นอย่างดี จากการตรัสถึงเป้าหมายที่พระองค์วางไว้ รวมถึงแผนการทรงเสริมอุตสาหกรรมธนาคารในดินแดนของพระองค์ แต่ทรงยืนยันที่จะจัดการกับการฟอกเงิน
เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงให้คำมั่นที่จะสานต่อความพยายามที่ดำเนินมานานหลายปี ในการสะสางภาพพจน์ของโมนาโคในฐานะศูนย์กลางของการฟอกเงิน และมีการควบคุมอย่างหละหลวมในด้านการเงิน ซึ่งนอกจากจะตรัสย้ำถึงพระประสงค์ที่ต้องการให้ธุรกิจต่างๆ ดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมแล้ว พระองค์ยังแสดงพระประสงค์ที่จะให้นครรัฐเล็กๆ แห่งนี้ มีบทบาทที่สำคัฐมากขึ้น ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ
ในคืนก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธี เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน ด้วยการประทานสัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ทีเอฟ1 ของฝรั่งเศส ถึงเรื่องอเล็กซานเดอร์ วัย 2 ขวบ พระโอรสนอกสมรสของพระองค์ และทรงยอมรับว่ารู้สึกตกพระทัยเป็นอย่างมาก ที่สื่อพากันเผยแพร่เรื่องราวของพระโอรสองค์น้อย ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับเจ้าชายเรเนียร์ พระบิดา ที่สวรรคตไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี พระโอรสนอกสมรสพระองค์นี้ จะไม่ได้เป็นองค์รัชทายาทต่อจากเจ้าชายอัลเบิร์ตแต่อย่างใด เพราะตามรัฐธรรมนูญของโมนาโคนั้น อนุญาตให้เฉพาะพระโอรสที่เกิดจากการสมรสเท่านั้น ที่มีสิทธิจะได้เป็นรัชทายาท
70 ปี ความหวังแห่งทิเบต(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
70 ปี ความหวังแห่งทิเบต(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 70 ปี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา 'ทะไล ลามะ' สัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวทิเบตทั้งที่อยู่ในดินแดนบ้านเกิด และที่พลัดถิ่นไปอยู่ในต่างประเทศ ร่วม 5 ล้านคน ยังมีความหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่าสักวันหนึ่งพระองค์จะได้เดินทางกลับไปยังทิเบต
เรื่องราวของผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแห่งพุทธศาสนาของทิเบตรายนี้ เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาแล้วถึง 2 ครั้ง พระองค์ยังเขียนหนังสือมาแล้วถึง 40 เล่ม
การเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทุกมุมโลกของพระองค์ ต้องแลกมาด้วยการลี้ภัย หลบหนีออกจากทิเบต ผ่านทางเทือกเขาหิมาลัย เพื่อให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของรัฐบาลจีน ที่เข้ามาปกครองทิเบต ช่วงปี 2512 ก่อนจะเข้าพำนักที่เมืองธรัมศาลา ในอินเดีย สถานที่ที่พระองค์ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมา และรณรงค์เพื่อปลดปล่อยทิเบตให้เป็นอิสระ
ปัจจุบัน องค์ทะไล ลามะ ได้เลิกล้มความต้องการดั้งเดิมที่จะให้ทิเบตเป็นเอกราชไปแล้ว พระองค์เพียงต้องการแค่สิทธิในการปกครองตนเองสำหรับประชาชนของพระองค์เอง โดยมีพระองค์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และไม่มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีน และทิเบต ได้เปิดหารือถึงข้อเสนอของพระองค์มาแล้วถึง 4 รอบ แต่หลายฝ่ายยังตั้งข้อสงสัยว่าทางการแผ่นดินใหญ่จะยอมอ่อนข้อในเรื่องนี้หรือไม่
แม้ว่าชาวทิเบต ทั้งที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน และที่ยังพำนักอยู่ในถิ่นเดิม จะมีความเห็นแตกต่างไปในเรื่องนี้ เพราะต้องการเห็นบ้านเกิดของตัวเองได้รับเอกราชเท่านั้น แต่องค์ทะไล ลามะ ก็ยังยืนยันในการเดินทางสายกลางของพระองค์ เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของชาวทิเบต
"ตราบเท่าที่อาตมายังอยู่ที่นั่น อาตมาสามารถทำให้ชาวทิเบตสงบลงได้ แต่ถ้าอาตมาไม่ได้อยู่ อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" องค์ทะไล ลามะ กล่าว
กลุ่มสภารุ่นเยาว์ทิเบต ได้โต้แย้งถึงจุดยืนของผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขา พร้อมแสดงความต้องการที่จะเห็นทิเบตได้รับอิสรภาพ
"เรายืนหยัดเพื่อความเป็นเอกราชของทิเบต แต่ก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งนั้น ถึงบทบาทที่สำคัญขององค์ทะไล ลามะ ในการรวมกลุ่มชาวทิเบตไว้ด้วยกัน ขณะที่ต้องอาศัยอยู่นอกประเทศของตัวเองมาร่วม 50 ปี' ธนธับ โดร์ยี โฆษกของทางสภา ระบุ
อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มที่ทรงอิทธิพลกลุ่มหนึ่งในชุมชนลี้ภัย อย่าง สมาคมผู้หญิงทิเบต ที่เห็นพ้องกับความตั้งใจจริงขององค์ทะไล ลาะ ในความพยายามหาทางออกด้วยการขอสิทธิในการปกครองตัวเอง รวมถึงความพยายามที่จะรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในชุมชนไว้
"องค์ทะไล ลามะ เป็นผู้มีความรอบคอบ และหลังจากที่พระองค์ได้ศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ร่วมถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของจีน รวมถึงนโยบายที่จีนมีต่อทิเบต พระองค์จึงได้บทสรุปออกมาเช่นนี้ บี. เธริง ประธานสมาคม กล่าว พร้อมเสริมว่า วิสัยทัศน์ขององค์ทะไล ลามะ ในเรื่องที่โลกมีพรมแดนอยู่น้อยมาก และการใช้ชีวิตอย่างสามัคคี ได้ทำให้ชุมชนชาวทิเบต สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน
เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 70 ปี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา 'ทะไล ลามะ' สัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวทิเบตทั้งที่อยู่ในดินแดนบ้านเกิด และที่พลัดถิ่นไปอยู่ในต่างประเทศ ร่วม 5 ล้านคน ยังมีความหวังอยู่เต็มเปี่ยมว่าสักวันหนึ่งพระองค์จะได้เดินทางกลับไปยังทิเบต
เรื่องราวของผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแห่งพุทธศาสนาของทิเบตรายนี้ เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาแล้วถึง 2 ครั้ง พระองค์ยังเขียนหนังสือมาแล้วถึง 40 เล่ม
การเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทุกมุมโลกของพระองค์ ต้องแลกมาด้วยการลี้ภัย หลบหนีออกจากทิเบต ผ่านทางเทือกเขาหิมาลัย เพื่อให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของรัฐบาลจีน ที่เข้ามาปกครองทิเบต ช่วงปี 2512 ก่อนจะเข้าพำนักที่เมืองธรัมศาลา ในอินเดีย สถานที่ที่พระองค์ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมา และรณรงค์เพื่อปลดปล่อยทิเบตให้เป็นอิสระ
ปัจจุบัน องค์ทะไล ลามะ ได้เลิกล้มความต้องการดั้งเดิมที่จะให้ทิเบตเป็นเอกราชไปแล้ว พระองค์เพียงต้องการแค่สิทธิในการปกครองตนเองสำหรับประชาชนของพระองค์เอง โดยมีพระองค์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และไม่มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีน และทิเบต ได้เปิดหารือถึงข้อเสนอของพระองค์มาแล้วถึง 4 รอบ แต่หลายฝ่ายยังตั้งข้อสงสัยว่าทางการแผ่นดินใหญ่จะยอมอ่อนข้อในเรื่องนี้หรือไม่
แม้ว่าชาวทิเบต ทั้งที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน และที่ยังพำนักอยู่ในถิ่นเดิม จะมีความเห็นแตกต่างไปในเรื่องนี้ เพราะต้องการเห็นบ้านเกิดของตัวเองได้รับเอกราชเท่านั้น แต่องค์ทะไล ลามะ ก็ยังยืนยันในการเดินทางสายกลางของพระองค์ เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของชาวทิเบต
"ตราบเท่าที่อาตมายังอยู่ที่นั่น อาตมาสามารถทำให้ชาวทิเบตสงบลงได้ แต่ถ้าอาตมาไม่ได้อยู่ อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" องค์ทะไล ลามะ กล่าว
กลุ่มสภารุ่นเยาว์ทิเบต ได้โต้แย้งถึงจุดยืนของผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขา พร้อมแสดงความต้องการที่จะเห็นทิเบตได้รับอิสรภาพ
"เรายืนหยัดเพื่อความเป็นเอกราชของทิเบต แต่ก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งนั้น ถึงบทบาทที่สำคัญขององค์ทะไล ลามะ ในการรวมกลุ่มชาวทิเบตไว้ด้วยกัน ขณะที่ต้องอาศัยอยู่นอกประเทศของตัวเองมาร่วม 50 ปี' ธนธับ โดร์ยี โฆษกของทางสภา ระบุ
อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มที่ทรงอิทธิพลกลุ่มหนึ่งในชุมชนลี้ภัย อย่าง สมาคมผู้หญิงทิเบต ที่เห็นพ้องกับความตั้งใจจริงขององค์ทะไล ลาะ ในความพยายามหาทางออกด้วยการขอสิทธิในการปกครองตัวเอง รวมถึงความพยายามที่จะรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในชุมชนไว้
"องค์ทะไล ลามะ เป็นผู้มีความรอบคอบ และหลังจากที่พระองค์ได้ศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ร่วมถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของจีน รวมถึงนโยบายที่จีนมีต่อทิเบต พระองค์จึงได้บทสรุปออกมาเช่นนี้ บี. เธริง ประธานสมาคม กล่าว พร้อมเสริมว่า วิสัยทัศน์ขององค์ทะไล ลามะ ในเรื่องที่โลกมีพรมแดนอยู่น้อยมาก และการใช้ชีวิตอย่างสามัคคี ได้ทำให้ชุมชนชาวทิเบต สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน
'มุคตาร์ ไม' เพื่อสิทธิแห่งสตรีอิสลาม(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
'มุคตาร์ ไม' เพื่อสิทธิแห่งสตรีอิสลาม(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปากีสถานตกเป็นเป้าความสนใจของประชาคมโลกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรื่องการสู้รบ แต่เป็นเพราะศาลฎีกาของประเทศ เปิดไต่สวนในการอุทธรณ์คดีข่มขืนของ 'มุคตาร์ ไม' ที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก
ไม วัย 36 ปี ได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ ถึงความกล้าหาญที่ออกมาพูดถึงเรื่องที่เธอตกเป็นเหยื่อแห่งการทำร้ายร่างกาย การเคลื่อนไหวที่เน้นให้เห็นถึงรูปแบบที่ทารุณโหดร้ายของระบบยุติธรรมในเผ่า ที่ยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศมุสลิมแห่งนี้
บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน พากันกล่าวหารัฐบาลปากีสถานว่าพยายามที่จะทำให้เธอปิดปากเงียบ ทั้ง พล.อ.เปอร์เวซ มูชาราฟ ประธานาธิบดี ยังสั่งห้ามเธอจากการเดินทางไปยังสหรัฐ เพื่อพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ หลังโดนประท้วงจากแดนอินทรี
นิโลเฟอร์ บัคเทียร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีมูชาราฟ ด้านการพัฒนาผู้หญิง ระบุว่า ผู้นำประเทศออกคำสั่งห้ามเดินทางดังกล่าว ที่รวมถึงการยึดหนังสือเดินทางของไมไว้ด้วยนั้น เพราะได้ยินมาว่า หญิงสาวผู้นี้ได้รับเชิญจากกลุ่มเอ็นจีโอ ให้เดินทางไปสหรัฐ เพื่อทำให้ปากีสถานเสื่อมเสียชื่อเสียง
อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้สนับสนุนหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ยังแฉอีกว่า แม้รัฐบาลจะคืนเอกสารให้กับไมแล้วก็ตาม แต่หน้าบ้านพักของเธอยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเฝ้าอยู่ตลอดเวลา โดยอ้างว่าเธอจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง
การขึ้นศาลเพื่อฟังการไต่สวนครั้งล่าสุด จัดขึ้นท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการทูต และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน เพื่อให้กำลังใจกับไม ผู้มาปรากฏตัวยังศาลด้วยท่าทีผ่อนคลาย และมีความสุข
คดีของไมได้รับความสนใจจากชาวโลกในปี 2545 เมื่อมีข่าวออกมาว่าสภาหมู่บ้านได้สั่งให้ผู้ชายจำนวนหนึ่งข่มขืนเธอ เพื่อแก้แค้นต่อการที่มีคนพบเห็นน้องชายของเธออยู่กับหญิงสาวที่มีวรรณะสูงกว่า แต่ไมระบุว่า เป็นการกล่าวหา เพื่อปกปิดเรื่องที่น้องชายของเธอถูกชายผู้มีวรรณะสูงกว่าล่วงละเมิดทางเพศ
การยืนหยัด และไม่ยอมอ่อนข้อต่อการลงโทษดังกล่าว ที่ถือเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับสตรีชาวมุสลิม ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์สำหรับสิทธิสตรีในภูมิภาคนี้
ไมกล้ำกลืนต่อความอับอายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำเรื่องราวของเธอประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ ส่งผลให้มีการตัดสินประหารชีวิตชาย 6 คน และยกฟ้องอีก 8 คน
อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยยกฟ้องจำเลย 5 คน พร้อมลดโทษจำเลยคนที่ 6 เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต โดยให้เหตุผลถึงการขาดพยานหลักฐาน ทั้งศาลสูงอิสลามของปากีสถานยังเข้ามากดดันให้มีการยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน แต่ไม่กี่วันต่อมา ศาลฎีกาก็ได้ก้าวเข้ามาแทรกแซง โดยได้ตั้งข้อกังขาว่าการตัดสินคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอิสลามหรือไม่ พร้อมตัดสินใจที่จะนำคดีของไมมาไต่สวนเอง
นับแต่เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ไมได้กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ซึ่งแม้ว่าเธอจะไม่รู้หนังสือ แต่เธอก็ได้ช่วยจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านของเธอ ด้วยเงินบริจาคจากบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนเธอ ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในสหรัฐ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปากีสถานตกเป็นเป้าความสนใจของประชาคมโลกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรื่องการสู้รบ แต่เป็นเพราะศาลฎีกาของประเทศ เปิดไต่สวนในการอุทธรณ์คดีข่มขืนของ 'มุคตาร์ ไม' ที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก
ไม วัย 36 ปี ได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ ถึงความกล้าหาญที่ออกมาพูดถึงเรื่องที่เธอตกเป็นเหยื่อแห่งการทำร้ายร่างกาย การเคลื่อนไหวที่เน้นให้เห็นถึงรูปแบบที่ทารุณโหดร้ายของระบบยุติธรรมในเผ่า ที่ยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศมุสลิมแห่งนี้
บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน พากันกล่าวหารัฐบาลปากีสถานว่าพยายามที่จะทำให้เธอปิดปากเงียบ ทั้ง พล.อ.เปอร์เวซ มูชาราฟ ประธานาธิบดี ยังสั่งห้ามเธอจากการเดินทางไปยังสหรัฐ เพื่อพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ หลังโดนประท้วงจากแดนอินทรี
นิโลเฟอร์ บัคเทียร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีมูชาราฟ ด้านการพัฒนาผู้หญิง ระบุว่า ผู้นำประเทศออกคำสั่งห้ามเดินทางดังกล่าว ที่รวมถึงการยึดหนังสือเดินทางของไมไว้ด้วยนั้น เพราะได้ยินมาว่า หญิงสาวผู้นี้ได้รับเชิญจากกลุ่มเอ็นจีโอ ให้เดินทางไปสหรัฐ เพื่อทำให้ปากีสถานเสื่อมเสียชื่อเสียง
อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้สนับสนุนหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ยังแฉอีกว่า แม้รัฐบาลจะคืนเอกสารให้กับไมแล้วก็ตาม แต่หน้าบ้านพักของเธอยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเฝ้าอยู่ตลอดเวลา โดยอ้างว่าเธอจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง
การขึ้นศาลเพื่อฟังการไต่สวนครั้งล่าสุด จัดขึ้นท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการทูต และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน เพื่อให้กำลังใจกับไม ผู้มาปรากฏตัวยังศาลด้วยท่าทีผ่อนคลาย และมีความสุข
คดีของไมได้รับความสนใจจากชาวโลกในปี 2545 เมื่อมีข่าวออกมาว่าสภาหมู่บ้านได้สั่งให้ผู้ชายจำนวนหนึ่งข่มขืนเธอ เพื่อแก้แค้นต่อการที่มีคนพบเห็นน้องชายของเธออยู่กับหญิงสาวที่มีวรรณะสูงกว่า แต่ไมระบุว่า เป็นการกล่าวหา เพื่อปกปิดเรื่องที่น้องชายของเธอถูกชายผู้มีวรรณะสูงกว่าล่วงละเมิดทางเพศ
การยืนหยัด และไม่ยอมอ่อนข้อต่อการลงโทษดังกล่าว ที่ถือเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับสตรีชาวมุสลิม ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์สำหรับสิทธิสตรีในภูมิภาคนี้
ไมกล้ำกลืนต่อความอับอายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำเรื่องราวของเธอประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ ส่งผลให้มีการตัดสินประหารชีวิตชาย 6 คน และยกฟ้องอีก 8 คน
อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยยกฟ้องจำเลย 5 คน พร้อมลดโทษจำเลยคนที่ 6 เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต โดยให้เหตุผลถึงการขาดพยานหลักฐาน ทั้งศาลสูงอิสลามของปากีสถานยังเข้ามากดดันให้มีการยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน แต่ไม่กี่วันต่อมา ศาลฎีกาก็ได้ก้าวเข้ามาแทรกแซง โดยได้ตั้งข้อกังขาว่าการตัดสินคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอิสลามหรือไม่ พร้อมตัดสินใจที่จะนำคดีของไมมาไต่สวนเอง
นับแต่เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ไมได้กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ซึ่งแม้ว่าเธอจะไม่รู้หนังสือ แต่เธอก็ได้ช่วยจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านของเธอ ด้วยเงินบริจาคจากบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนเธอ ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในสหรัฐ
50 ปี 'เจมส์ ดีน' อำลาโลก(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
50 ปี 'เจมส์ ดีน' อำลาโลก(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
แม้ว่าจะจากโลกไปแล้วถึง 50 ปี แต่ชื่อของ 'เจมส์ ดีน' ก็ยังคงมีมนต์ขลังอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย โดยรอยลิปสติกสีแดงสดใส ที่ประทับอยู่บนป้ายหลุมฝังศพหินแกรนิตสีชมพูของเขา คงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า อดีตดาราชื่อดังผู้นี้ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นหัวกบฏทั้งหลาย
นอกจากจะมีแฟนภาพยนตร์รุ่นเก่าที่ยังไม่ลืมเลือนเขาแล้ว เจมส์ ดีน ยังได้สาวกรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบพระเอกผู้หยุดกาลเวลาด้วยความตาย จากตำนานของเขา ในฐานะบุคคลผู้สร้างมนต์วิเศษทางภาพยนตร์ ผู้มีแรงดึงดูดทางเพศ และดาราดังที่สร้างโศกนาฏกรรมให้กับแฟนผู้คลั่งไคล้
ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการเสียชีวิตของพระเอกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ จากบุคลิกที่ติดตาคน ด้วยการทำหน้าบึ้งตึง เป็นทองไม่รู้ร้อนผู้นี้ เมืองมาเรียน รัฐอินดีแอนา สหรัฐ สถานที่เกิดของเขา ได้จัดงานระลึกถึงดาราผู้เป็นตำนาน ด้วยการนำภาพยนตร์ 3 เรื่องของเขากลับมาปรับปรุงใหม่ให้เป็นระบบดิจิทัล พร้อมเปิดจำหน่ายเป็นชุดดีวีดีที่ระลึกให้กับแฟนภาพยนตร์จากทั่วโลกที่จะหลั่งไหลมาเข้าร่วมในงานนี้
งานที่ระลึกกำหนด 3 วัน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงการจัดฉายภาพยนตร์กลางแจ้งทั้ง 3 เรื่อง คือ อีสต์ ออฟ เอเดน, รีเบล วิธเอาท์ คอส และไจแอนท์ บนจอขนาดยักษ์บริเวณสนามบินของเมืองมาเรียน
เสน่ห์ที่คงอยู่อย่างไม่รู้เลือนของอดีตเด็กชาวไร่จากรัฐอินเดียนาผู้นี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเหตุการณ์ในอดีต ที่เขาโด่งดังอย่างมาก แต่มีชีวิตอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เจมส์ ดีน เข้ามาโลดแล่นบนจอเงินในยุคเคร่งศาสนาของอดีตประธานาธิบดี ดไวท์ เดวิด ไอเสนเฮา ที่ทำให้เหล่าวัยรุ่นออกค้นหาวีรบุรุษนอกรีตของตนเอง โดยรูปแบบการแสดงของเจมส์ ดีน ที่มีทั้งสดชื่น และเต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับวงการภาพยนตร์ในสมัยนั้น แสดงให้เห็นพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างล้นหลามของเขา
ทั้งการที่นักแสดงหนุ่มผู้นี้เสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อย เพียง 24 ปี ทำให้เจมส์ ดีนไม่เคยต้องผ่านประสบการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับเขา ทั้งในเรื่องวัย และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเหมือนดาราดังร่วมยุค อย่าง มาร์ลอน แบรนโด และเอลวิส เพรสลีย์
เดวิด ธอมสัน นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แสดงความเห็นว่า เจมส์ ดีนอยู่ในช่วงสูงสุดของชีวิตไปตลอดกาล เขากลายเป็นอมตะสำหรับคนเกือบทุกคน ด้วยเสน่ห์ตรงที่ว่า ทุกคนจะมีความคิดอยู่ในใจของตัวเองว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถ้าเขายังอยู่จนถึงทุกวันนี้
เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในขณะที่เขาอายุได้ 9 ปี และพำนักอยู่กับครอบครัวที่แคลิฟอร์เนีย พ่อของเขาได้ส่งตัวเขาไปอยู่กับป้าและลุงที่ฟาร์มในแฟร์เมาท์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียแนโพลิส
มาร์คัส วินส์โลว์ จูเนียร์ ลูกพี่ลูกน้องวัย 61 ปีของเจมส์ ดีน กล่าวว่า ชายผู้ที่เขานับถือเหมือนเป็นพี่ชาย เติบโตขึ้นมาท่ามกลางบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก แต่การเสียชีวิตของมารดา ทำให้เขามักจะมีอารมณ์เศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา
เจมส์ ดีน เป็นบุคคล ที่ชอบแข่งขัน และทำงานที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านการเขียนภาพ ปั้นรูป และการแสดง ซึ่งเปล่งออกมาขณะที่เล่นละครให้กับโรงเรียนมัธยมปลาย
ทั้งนี้ งานเทศกาลเจมส์ ดีน จะทำให้บรรดาแฟนๆ ของเขา ที่บางคนเดินทางมาไกลจากญี่ปุ่น และออสเตรเลีย มีโอกาสที่จะได้อ้าแขนรับตำนานของเขามาไว้กับตัว ที่มีถึงขั้นการประมูลซื้อบ้าน ที่ครั้งหนึ่งดาราหนุ่มผู้นี้ใช้เป็นที่อาศัย
แพม ครอว์ฟอร์ด ผู้ก้าวขึ้นเป็นประธานกลุ่มแฟนคลับระลึกถึงเจมส์ ดีน ที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 400 คน จาก 20 ประเทศ ระบุว่า เจมส์ ดีน มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก ด้วยท่าทีที่เหมือนจะบอกว่า "ทำไมฉันต้องทำบางอย่าง เพราะทุกคนเขาทำกันแบบนั้น"
"เขาเหมือนกับปลดปล่อยให้เราเป็นตัวของตัวเอง เพราะเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนยึดถือในขนบธรรมเนียมอย่างมาก เขาแทบจะไม่เคยหวีผม เขาใส่ชุดที่เขาพอใจ แต่เขาก็ยังดูดีสุดๆ" ครอว์ฟอร์ด กล่าว
แม้ว่าจะจากโลกไปแล้วถึง 50 ปี แต่ชื่อของ 'เจมส์ ดีน' ก็ยังคงมีมนต์ขลังอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย โดยรอยลิปสติกสีแดงสดใส ที่ประทับอยู่บนป้ายหลุมฝังศพหินแกรนิตสีชมพูของเขา คงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า อดีตดาราชื่อดังผู้นี้ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นหัวกบฏทั้งหลาย
นอกจากจะมีแฟนภาพยนตร์รุ่นเก่าที่ยังไม่ลืมเลือนเขาแล้ว เจมส์ ดีน ยังได้สาวกรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบพระเอกผู้หยุดกาลเวลาด้วยความตาย จากตำนานของเขา ในฐานะบุคคลผู้สร้างมนต์วิเศษทางภาพยนตร์ ผู้มีแรงดึงดูดทางเพศ และดาราดังที่สร้างโศกนาฏกรรมให้กับแฟนผู้คลั่งไคล้
ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการเสียชีวิตของพระเอกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ จากบุคลิกที่ติดตาคน ด้วยการทำหน้าบึ้งตึง เป็นทองไม่รู้ร้อนผู้นี้ เมืองมาเรียน รัฐอินดีแอนา สหรัฐ สถานที่เกิดของเขา ได้จัดงานระลึกถึงดาราผู้เป็นตำนาน ด้วยการนำภาพยนตร์ 3 เรื่องของเขากลับมาปรับปรุงใหม่ให้เป็นระบบดิจิทัล พร้อมเปิดจำหน่ายเป็นชุดดีวีดีที่ระลึกให้กับแฟนภาพยนตร์จากทั่วโลกที่จะหลั่งไหลมาเข้าร่วมในงานนี้
งานที่ระลึกกำหนด 3 วัน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงการจัดฉายภาพยนตร์กลางแจ้งทั้ง 3 เรื่อง คือ อีสต์ ออฟ เอเดน, รีเบล วิธเอาท์ คอส และไจแอนท์ บนจอขนาดยักษ์บริเวณสนามบินของเมืองมาเรียน
เสน่ห์ที่คงอยู่อย่างไม่รู้เลือนของอดีตเด็กชาวไร่จากรัฐอินเดียนาผู้นี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเหตุการณ์ในอดีต ที่เขาโด่งดังอย่างมาก แต่มีชีวิตอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เจมส์ ดีน เข้ามาโลดแล่นบนจอเงินในยุคเคร่งศาสนาของอดีตประธานาธิบดี ดไวท์ เดวิด ไอเสนเฮา ที่ทำให้เหล่าวัยรุ่นออกค้นหาวีรบุรุษนอกรีตของตนเอง โดยรูปแบบการแสดงของเจมส์ ดีน ที่มีทั้งสดชื่น และเต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับวงการภาพยนตร์ในสมัยนั้น แสดงให้เห็นพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างล้นหลามของเขา
ทั้งการที่นักแสดงหนุ่มผู้นี้เสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อย เพียง 24 ปี ทำให้เจมส์ ดีนไม่เคยต้องผ่านประสบการณ์ที่สร้างความเสียหายให้กับเขา ทั้งในเรื่องวัย และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเหมือนดาราดังร่วมยุค อย่าง มาร์ลอน แบรนโด และเอลวิส เพรสลีย์
เดวิด ธอมสัน นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แสดงความเห็นว่า เจมส์ ดีนอยู่ในช่วงสูงสุดของชีวิตไปตลอดกาล เขากลายเป็นอมตะสำหรับคนเกือบทุกคน ด้วยเสน่ห์ตรงที่ว่า ทุกคนจะมีความคิดอยู่ในใจของตัวเองว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถ้าเขายังอยู่จนถึงทุกวันนี้
เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในขณะที่เขาอายุได้ 9 ปี และพำนักอยู่กับครอบครัวที่แคลิฟอร์เนีย พ่อของเขาได้ส่งตัวเขาไปอยู่กับป้าและลุงที่ฟาร์มในแฟร์เมาท์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียแนโพลิส
มาร์คัส วินส์โลว์ จูเนียร์ ลูกพี่ลูกน้องวัย 61 ปีของเจมส์ ดีน กล่าวว่า ชายผู้ที่เขานับถือเหมือนเป็นพี่ชาย เติบโตขึ้นมาท่ามกลางบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก แต่การเสียชีวิตของมารดา ทำให้เขามักจะมีอารมณ์เศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา
เจมส์ ดีน เป็นบุคคล ที่ชอบแข่งขัน และทำงานที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านการเขียนภาพ ปั้นรูป และการแสดง ซึ่งเปล่งออกมาขณะที่เล่นละครให้กับโรงเรียนมัธยมปลาย
ทั้งนี้ งานเทศกาลเจมส์ ดีน จะทำให้บรรดาแฟนๆ ของเขา ที่บางคนเดินทางมาไกลจากญี่ปุ่น และออสเตรเลีย มีโอกาสที่จะได้อ้าแขนรับตำนานของเขามาไว้กับตัว ที่มีถึงขั้นการประมูลซื้อบ้าน ที่ครั้งหนึ่งดาราหนุ่มผู้นี้ใช้เป็นที่อาศัย
แพม ครอว์ฟอร์ด ผู้ก้าวขึ้นเป็นประธานกลุ่มแฟนคลับระลึกถึงเจมส์ ดีน ที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 400 คน จาก 20 ประเทศ ระบุว่า เจมส์ ดีน มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก ด้วยท่าทีที่เหมือนจะบอกว่า "ทำไมฉันต้องทำบางอย่าง เพราะทุกคนเขาทำกันแบบนั้น"
"เขาเหมือนกับปลดปล่อยให้เราเป็นตัวของตัวเอง เพราะเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนยึดถือในขนบธรรมเนียมอย่างมาก เขาแทบจะไม่เคยหวีผม เขาใส่ชุดที่เขาพอใจ แต่เขาก็ยังดูดีสุดๆ" ครอว์ฟอร์ด กล่าว
'มาซซูมา อัล-มูบารัก' หญิงแกร่งแห่งคูเวต(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
'มาซซูมา อัล-มูบารัก' หญิงแกร่งแห่งคูเวต(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ศาสตราจารย์ผู้สำเร็จการศึกษามาจากสหรัฐ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหญิง 'มัซซูมา อัล-มูบารัก' ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของคูเวต เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา หนึ่งเดือนหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรในประเทศร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้ เปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิออกมาลงคะแนนเสียง และลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
นายกรัฐมนตรีชีค ซาบาห์ อัล อาเหม็ด อัล ซาบาห์ กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีวางแผน และพัฒนาการบริหารหญิงคนแรกของประเทศว่า เป็นเหมือน 'คำอธิษฐานที่เป็นจริง' สำหรับรัฐบาลที่เสนอร่างกฎหมายสิทธิออกเสียงสำหรับเพศหญิง เพื่อขอความเห็นชอบจากสมาชิกสภาที่มีแต่ผู้ชายล้วน
ด้าน อัล-มูบารัก วัย 54 ปี กล่าวถึงตำแหน่งใหม่ดังกล่าวว่า เป็นเหมือนเกียรติยศสำหรับผู้หญิงทุกคน ที่ต่อสู้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าหญิงชาวคูเวตก็มีความสามารถเช่นกัน
อัล-มูบารัก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ในรัฐโคโลราโด สหรัฐ ก่อนเข้าเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคูเวต มาตั้งแต่ปี 2525 ทั้งยังเขียนคอลัมน์ประจำให้กับหนังสือพิมพ์อัล-อันบา และเป็นผู้นำในการสนับสนุนเพื่อสิทธิสตรีในประเทศด้วย
การเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว แทนที่ชีคอาหมัด อัล-อับดุลเลาะห์ อัล-ซาบาห์ ยังทำให้ อัล-มูบารัก กลายเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของชนกลุ่มน้อย มุสลิมชีอะห์ ที่ได้เข้ามานั่งในรัฐสภาคูเวต
ทั้งนี้ แม้หญิงคูเวตจะสามารถก้าวสู่ตำแหน่งระดับสูงในงานด้านน้ำมัน การศึกษา หรือแม้กระทั่งการทูต แต่ก็ถูกกีดกันจากแวดวงมาโดยตลอด เพราะกฎหมายเลือกตั้งอายุ 43 ปีของคูเวต ให้สิทธิทางการเมืองเฉพาะผู้ชายเท่านั้น
ร่างกฎหมายให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้หญิงดังกล่าว ผ่านสภาล่างคูเวตด้วยคะแนนเสียง 35 ต่อ 23 เสียง แม้ว่าจะเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มมุสลิมสุดขั้ว และชนเผ่าต่างๆ ที่เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวอย่างเสรีเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย แต่ควรอยู่กับบ้านเพื่อดูแลครอบครัวมากกว่า
ความท้าทายต่างๆ ที่รอรัฐมนตรีหญิงคนใหม่อยู่ รวมถึงการรับมือกับ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว ที่เห็นว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญประเทศ
ไฟซาล อัล-มิสลิม 1 ใน ส.ส. กลุ่มดังกล่าว ระบุว่า มีสมาชิกสภา 10 ราย ได้ร่วมลงชื่อร้องขอให้สภาเปิดหารือถึงเรื่องการแต่งตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ อันเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งดังกล่าว ยังต้องรอความเห็นชอบจากชีคจาเบอร์ อัล อาห์เหม็ด อัล ซาบาห์ ผู้ปกครองคูเวต พร้อมประกาศออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกา ในขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้ปกครองคูเวตถือเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน ซึ่งเมื่อปี 2542 พระองค์เคยอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมืองได้ แต่รัฐสภาพลิกกลับคำตัดสินของพระองค์
ก่อนหน้านี้ คูเวตยังได้แต่งตั้งผู้หญิง 2 คน เข้าอยู่ในสภาเทศบาลนครเป็นครั้งแรก ซึ่ง ไอชา อัล- อาชิด นักธุรกิจหญิง และผู้สื่อข่าว ซึ่งประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะลงรับสมัครเลือกตั้งในปี 2550 กล่าวถึง การตั้งรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศว่าเป็น 'ชัยชนะครั้งที่ 3' หลังการออกกฎหมายให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้หญิง และการตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครดังกล่าว
ศาสตราจารย์ผู้สำเร็จการศึกษามาจากสหรัฐ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหญิง 'มัซซูมา อัล-มูบารัก' ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของคูเวต เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา หนึ่งเดือนหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรในประเทศร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้ เปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิออกมาลงคะแนนเสียง และลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
นายกรัฐมนตรีชีค ซาบาห์ อัล อาเหม็ด อัล ซาบาห์ กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีวางแผน และพัฒนาการบริหารหญิงคนแรกของประเทศว่า เป็นเหมือน 'คำอธิษฐานที่เป็นจริง' สำหรับรัฐบาลที่เสนอร่างกฎหมายสิทธิออกเสียงสำหรับเพศหญิง เพื่อขอความเห็นชอบจากสมาชิกสภาที่มีแต่ผู้ชายล้วน
ด้าน อัล-มูบารัก วัย 54 ปี กล่าวถึงตำแหน่งใหม่ดังกล่าวว่า เป็นเหมือนเกียรติยศสำหรับผู้หญิงทุกคน ที่ต่อสู้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าหญิงชาวคูเวตก็มีความสามารถเช่นกัน
อัล-มูบารัก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ในรัฐโคโลราโด สหรัฐ ก่อนเข้าเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคูเวต มาตั้งแต่ปี 2525 ทั้งยังเขียนคอลัมน์ประจำให้กับหนังสือพิมพ์อัล-อันบา และเป็นผู้นำในการสนับสนุนเพื่อสิทธิสตรีในประเทศด้วย
การเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว แทนที่ชีคอาหมัด อัล-อับดุลเลาะห์ อัล-ซาบาห์ ยังทำให้ อัล-มูบารัก กลายเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของชนกลุ่มน้อย มุสลิมชีอะห์ ที่ได้เข้ามานั่งในรัฐสภาคูเวต
ทั้งนี้ แม้หญิงคูเวตจะสามารถก้าวสู่ตำแหน่งระดับสูงในงานด้านน้ำมัน การศึกษา หรือแม้กระทั่งการทูต แต่ก็ถูกกีดกันจากแวดวงมาโดยตลอด เพราะกฎหมายเลือกตั้งอายุ 43 ปีของคูเวต ให้สิทธิทางการเมืองเฉพาะผู้ชายเท่านั้น
ร่างกฎหมายให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้หญิงดังกล่าว ผ่านสภาล่างคูเวตด้วยคะแนนเสียง 35 ต่อ 23 เสียง แม้ว่าจะเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มมุสลิมสุดขั้ว และชนเผ่าต่างๆ ที่เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวอย่างเสรีเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย แต่ควรอยู่กับบ้านเพื่อดูแลครอบครัวมากกว่า
ความท้าทายต่างๆ ที่รอรัฐมนตรีหญิงคนใหม่อยู่ รวมถึงการรับมือกับ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว ที่เห็นว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญประเทศ
ไฟซาล อัล-มิสลิม 1 ใน ส.ส. กลุ่มดังกล่าว ระบุว่า มีสมาชิกสภา 10 ราย ได้ร่วมลงชื่อร้องขอให้สภาเปิดหารือถึงเรื่องการแต่งตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ อันเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งดังกล่าว ยังต้องรอความเห็นชอบจากชีคจาเบอร์ อัล อาห์เหม็ด อัล ซาบาห์ ผู้ปกครองคูเวต พร้อมประกาศออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกา ในขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้ปกครองคูเวตถือเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน ซึ่งเมื่อปี 2542 พระองค์เคยอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมืองได้ แต่รัฐสภาพลิกกลับคำตัดสินของพระองค์
ก่อนหน้านี้ คูเวตยังได้แต่งตั้งผู้หญิง 2 คน เข้าอยู่ในสภาเทศบาลนครเป็นครั้งแรก ซึ่ง ไอชา อัล- อาชิด นักธุรกิจหญิง และผู้สื่อข่าว ซึ่งประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะลงรับสมัครเลือกตั้งในปี 2550 กล่าวถึง การตั้งรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศว่าเป็น 'ชัยชนะครั้งที่ 3' หลังการออกกฎหมายให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้หญิง และการตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครดังกล่าว
'โดมินิก วิลเลอแปง' นายกฯ มาดนุ่มแห่งฝรั่งเศส(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
'โดมินิก วิลเลอแปง' นายกฯ มาดนุ่มแห่งฝรั่งเศส(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ฝรั่งเศสได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม หลังจาก ประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก แต่งตั้ง โดมินิก เดอ วิลเลอแปง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วัย 51 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ฌอง-ปิแอร์ รัฟฟาแรง ซึ่งยื่นใบลาออกอย่างเงียบๆ ในวันเดียวกัน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการที่ชาวฝรั่งเศสลงมติคัดค้านรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรป (อียู)
วิลเลอแปงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการเมืองมาดนุ่ม ส่วนหนึ่งเนื่องจากเขาเป็นกวีและนักเขียนควบคู่กับการเป็นนักการเมือง โดยนอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย เขายังเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยขัดเกลาให้เขามีทักษะทางการทูต
ชื่อของวิลเลอแปงเริ่มเป็นที่รู้จักบนเวทีโลก จากการขึ้นกล่าวปราศรัยต่อต้านสงครามโจมตีอิรักระหว่างเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อปี 2546
คำปราศรัยของวิลเลอแปงจับใจผู้ที่ได้รับฟัง จนบางคนถึงกับลืมตัวลุกขึ้นปรบมือให้เขากลางที่ประชุม
"ในวิหารแห่งสหประชาชาติ เราล้วนเป็นผู้พิทักษ์อุดมคติ, ผู้พิทักษ์สำนึกชั่วดี ความรับผิดชอบอันหนักหน่วงและเกียรติยิ่งใหญ่ที่เรามี นำเราสู่การให้ความสำคัญกับการปลดอาวุธด้วยวิธีสันติเป็นอันดับต้นๆ" วิลเลอแปงกล่าว
ท่าทีต้านสงครามทำให้วิลเลอแปงมีศัตรูอย่างเลี่ยงไม่พ้น หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก โพสต์ ตีพิมพ์ภาพของเขา และ จอชกา ฟิสเชอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นพันธมิตรต้านสงครามอิรัก พร้อมเปรียบเปรยพวกเขาว่าเป็นตัววีเซิล ซึ่งอีกนัยหนึ่งหมายถึง คนพูดตลบตแลง
วิลเลอแปงเป็นบุตรชายของนักการเมืองระดับวุฒิสมาชิก ชื่อเต็มของเขาคือ โดมินิก มารี ฟรังซัว เรเน กาลูโซ เดอ วิลเลอแปง เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสำหรับคนชั้นหัวกะทิ มีผลงานบทกวีหลายบท และเคยเขียนหนังสือหนา 634 หน้า เกี่ยวกับจักรพรรดินโปเลียน
ระหว่างทศวรรษปี 80 วิลเลอแปงได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกสถานทูตฝรั่งเศสประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งที่นี่เองที่เขาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญ และต่อมาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นทูตประจำอินเดีย
วิลเลอแปงได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีชีรักช่วงปี 2538-2545 เขามีบทบาทแนะนำเกี่ยวกับการยกเลิกกฎหมายเมื่อปี 2540 ซึ่งต่อมากลายเป็นหายนะของพรรคแนวขวากลางของชีรัก ต่อเนื่องให้พรรคสังคมนิยมครองเสียงข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ชีรักยังชื่นชมในตัววิลเลอแปงอย่างไม่เสื่อมคลาย เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เลอ มองด์ เมื่อปี 2543 ชีรักกล่าวว่า "เป็นเรื่องยากมากที่จะมีโอกาสเจอคนที่มีลักษณะเช่นวิลเลอแปง ซึ่งเป็นทั้งกวีและผู้บริหารที่เก่งกาจ"
ขณะที่ชีรักฝากความหวังว่า การแต่งตั้งวิลเลอแปงจะช่วยให้ภาพพจน์รัฐบาลดีขึ้น แต่นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การที่วิลเลอแปงไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งและมีภาพพจน์ของคนชั้นสูง อาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของรัฐบาลที่จะสานสัมพันธ์กับประชาชนอีกครั้ง หลังชาวฝรั่งเศสใช้การปฏิเสธรัฐธรรมนูญอียูเป็นเครื่องมือลงโทษฝ่ายบริหาร จากการไม่สามารถแก้ปัญหาคนว่างงาน และล้มเหลวในการเปิดแผนปฏิรูปสังคม
แม้แต่ เบอร์นาเดตเต ชีรัก สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสเคยเรียกขานวิลเลอแปงว่า 'นีโร' ตามชื่อจักรพรรดิแห่งกรุงโรมซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่ เนื่องจากเห็นว่าเขามีบุคลิกหรูหรา เฉลียวฉลาด และเจ้าโวหาร
ภารกิจที่รอคอยวิลเลอแปงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือผู้บริหารมาดนุ่มผู้นี้ โดยภารกิจต้นๆ คือ การแก้ปัญหาคนตกงานซึ่งมีอัตราสูงถึง 10.2% รวมถึงผลักดันเศรษฐกิจที่โออีซีดีคาดว่าปีนี้จะโตเพียง 1.4% ต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ก่อนนี้ที่ 2.0-2.5% นอกจากนั้นยังมีภารกิจปฏิรูปเศรษฐกิจ-สังคม และผลักดันการรวมตัวของชาติสมาชิกอียู เพื่อให้ฝรั่งเศสยังมีบทบาทนำในภูมิภาคต่อไป
ฝรั่งเศสได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม หลังจาก ประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก แต่งตั้ง โดมินิก เดอ วิลเลอแปง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วัย 51 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ฌอง-ปิแอร์ รัฟฟาแรง ซึ่งยื่นใบลาออกอย่างเงียบๆ ในวันเดียวกัน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการที่ชาวฝรั่งเศสลงมติคัดค้านรัฐธรรมนูญสหภาพยุโรป (อียู)
วิลเลอแปงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการเมืองมาดนุ่ม ส่วนหนึ่งเนื่องจากเขาเป็นกวีและนักเขียนควบคู่กับการเป็นนักการเมือง โดยนอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย เขายังเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยขัดเกลาให้เขามีทักษะทางการทูต
ชื่อของวิลเลอแปงเริ่มเป็นที่รู้จักบนเวทีโลก จากการขึ้นกล่าวปราศรัยต่อต้านสงครามโจมตีอิรักระหว่างเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อปี 2546
คำปราศรัยของวิลเลอแปงจับใจผู้ที่ได้รับฟัง จนบางคนถึงกับลืมตัวลุกขึ้นปรบมือให้เขากลางที่ประชุม
"ในวิหารแห่งสหประชาชาติ เราล้วนเป็นผู้พิทักษ์อุดมคติ, ผู้พิทักษ์สำนึกชั่วดี ความรับผิดชอบอันหนักหน่วงและเกียรติยิ่งใหญ่ที่เรามี นำเราสู่การให้ความสำคัญกับการปลดอาวุธด้วยวิธีสันติเป็นอันดับต้นๆ" วิลเลอแปงกล่าว
ท่าทีต้านสงครามทำให้วิลเลอแปงมีศัตรูอย่างเลี่ยงไม่พ้น หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก โพสต์ ตีพิมพ์ภาพของเขา และ จอชกา ฟิสเชอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นพันธมิตรต้านสงครามอิรัก พร้อมเปรียบเปรยพวกเขาว่าเป็นตัววีเซิล ซึ่งอีกนัยหนึ่งหมายถึง คนพูดตลบตแลง
วิลเลอแปงเป็นบุตรชายของนักการเมืองระดับวุฒิสมาชิก ชื่อเต็มของเขาคือ โดมินิก มารี ฟรังซัว เรเน กาลูโซ เดอ วิลเลอแปง เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสำหรับคนชั้นหัวกะทิ มีผลงานบทกวีหลายบท และเคยเขียนหนังสือหนา 634 หน้า เกี่ยวกับจักรพรรดินโปเลียน
ระหว่างทศวรรษปี 80 วิลเลอแปงได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกสถานทูตฝรั่งเศสประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งที่นี่เองที่เขาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญ และต่อมาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นทูตประจำอินเดีย
วิลเลอแปงได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีชีรักช่วงปี 2538-2545 เขามีบทบาทแนะนำเกี่ยวกับการยกเลิกกฎหมายเมื่อปี 2540 ซึ่งต่อมากลายเป็นหายนะของพรรคแนวขวากลางของชีรัก ต่อเนื่องให้พรรคสังคมนิยมครองเสียงข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ชีรักยังชื่นชมในตัววิลเลอแปงอย่างไม่เสื่อมคลาย เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เลอ มองด์ เมื่อปี 2543 ชีรักกล่าวว่า "เป็นเรื่องยากมากที่จะมีโอกาสเจอคนที่มีลักษณะเช่นวิลเลอแปง ซึ่งเป็นทั้งกวีและผู้บริหารที่เก่งกาจ"
ขณะที่ชีรักฝากความหวังว่า การแต่งตั้งวิลเลอแปงจะช่วยให้ภาพพจน์รัฐบาลดีขึ้น แต่นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การที่วิลเลอแปงไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งและมีภาพพจน์ของคนชั้นสูง อาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของรัฐบาลที่จะสานสัมพันธ์กับประชาชนอีกครั้ง หลังชาวฝรั่งเศสใช้การปฏิเสธรัฐธรรมนูญอียูเป็นเครื่องมือลงโทษฝ่ายบริหาร จากการไม่สามารถแก้ปัญหาคนว่างงาน และล้มเหลวในการเปิดแผนปฏิรูปสังคม
แม้แต่ เบอร์นาเดตเต ชีรัก สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสเคยเรียกขานวิลเลอแปงว่า 'นีโร' ตามชื่อจักรพรรดิแห่งกรุงโรมซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่ เนื่องจากเห็นว่าเขามีบุคลิกหรูหรา เฉลียวฉลาด และเจ้าโวหาร
ภารกิจที่รอคอยวิลเลอแปงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือผู้บริหารมาดนุ่มผู้นี้ โดยภารกิจต้นๆ คือ การแก้ปัญหาคนตกงานซึ่งมีอัตราสูงถึง 10.2% รวมถึงผลักดันเศรษฐกิจที่โออีซีดีคาดว่าปีนี้จะโตเพียง 1.4% ต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ก่อนนี้ที่ 2.0-2.5% นอกจากนั้นยังมีภารกิจปฏิรูปเศรษฐกิจ-สังคม และผลักดันการรวมตัวของชาติสมาชิกอียู เพื่อให้ฝรั่งเศสยังมีบทบาทนำในภูมิภาคต่อไป
ประธานาธิบดีคนใหม่ของมองโกเลีย(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
ประธานาธิบดีคนใหม่ของมองโกเลีย(บุคคลโลก / นฤมล คนึงสุขเกษม)
มองโกเลียได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้ง และ นายนัมบาริอิน เอกห์บายาร์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ (22 พ.ค.) ก็เป็นคนที่มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองไม่น้อย อาทิ เขาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่กลับนำพรรคอดีตคอมมิวนิสต์ชนะเลือกตั้ง หรือใช้คำสอนศาสนาพุทธดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ
เอกห์บายาร์ วัย 46 ปี เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของมองโกเลียในปี 2543-2547 รวมถึงเคยเป็นประธานรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าเข้าสู่การเมืองด้วยความลังเลใจ โดยขณะนั้นเขาต่อต้าน พรรคเพื่อการปฏิวัติแห่งประชาชนมองโกเลีย (เอ็มพีอาร์พี) ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็ต้องยอมร่วมพรรคเมื่อปี 2528 หลังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสมาคมนักเขียนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ
"มันเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายที่ได้ร่วมพรรคนี้" เอกห์บายาร์เล่า โดยตอนนั้นเขาเป็นตัวแทนชนชั้นหัวกะทิที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ขณะที่รัฐบาลจงรักภักดีกับสหภาพโซเวียต
เอกห์บายาร์ศึกษาด้านวรรณกรรมที่กรุงมอสโกระหว่างปี 2518-2523 ก่อนย้ายไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ
เมื่อกลับมามองโกเลีย เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้แปลและจัดพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนชื่อก้องโลก ชาร์ลส์ ดิคเค่นส์ เป็นภาษามองโกเลีย นอกจากนั้นเขายังแปลผลงานของ เจมส์ จอยซ์, โธมัส ฮาร์ดี, แคทเธอรีน แมนสฟิลด์ และเอช-จี.เวลล์ส
ในปี 2533 เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยตามท้องถนน เอกห์บายาร์ตัดสินใจอยู่กับพรรคต่อไป เพื่อปรับเปลี่ยนพรรคจากข้างใน เนื่องจากเห็นว่า การปฏิรูปพรรคน่าจะดีกว่าการทำลายพรรค อันจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา
การประท้วงของสาธารณชน ทำให้พรรคเอ็มพีอาร์พียอมปรับตัว และปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นพรรคสังคมประชาธิปไตยในเวลาต่อมา เพื่อรักษาอำนาจบริหารประเทศเอาไว้ในมือ โดยการปรับเปลี่ยน รวมถึงเปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี, มีพรรคการเมืองหลายพรรค และเปิดรับแนวคิดแบบทุนนิยม
พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่า เอ็มพีอาร์พีใช้อิทธิพลครอบงำสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือโน้มน้าวให้สาธารณชนมีทัศนคติสอดคล้องกับพรรค
ไม่ว่าจะถูกโจมตีเช่นใด แต่เอกห์บายาร์ยืนยันว่า ชัยชนะจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีล่าสุด สะท้อนว่า เขานำพรรคมาถูกทางแล้ว คือเป็นพรรคที่มีผู้บริหารมืออาชีพและมีประสบการณ์การเมืองสูง ขณะระหว่างที่พรรคเอ็มพีอาร์พีบริหารประเทศนาน 70 ปี สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศโดยตลอด ซึ่งต่างจากช่วงปี 2539-2543 ที่กลุ่มพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ตั้งรัฐบาลร่วมกันบริหารประเทศ แต่เกิดเหตุวุ่นวายเป็นระยะ
มองโกเลียใช้ระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจวีโตกฎหมาย และกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในแง่นโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคคู่แข่งสนับสนุนการแสวงหากำไรจากธุรกิจเหมืองแร่ที่บริหารโดยต่างชาติ แต่เอกห์บายาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่า การสร้างงานเป็นหนทางเดียวที่จะรับมือปัญหาความยากจนและนำการพัฒนาสู่ประเทศ ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนการลงทุนทั้งในประเทศและจากนักลงทุนต่างชาติ
เอกห์บายาร์ได้เชื่อมปัญหาความยากจน, การสร้างงาน, การเมืองกับศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติ โดยเขาเล่าว่าเคยแอบศึกษาคำสอนศาสนากับพระทิเบตในช่วงที่คอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ
"การช่วยคนยากจนเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชาวพุทธและนักการเมือง ซึ่งการสร้างงานนั่นเองที่จะช่วยแก้ปัญหาได้"
มองโกเลียได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้ง และ นายนัมบาริอิน เอกห์บายาร์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ (22 พ.ค.) ก็เป็นคนที่มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองไม่น้อย อาทิ เขาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่กลับนำพรรคอดีตคอมมิวนิสต์ชนะเลือกตั้ง หรือใช้คำสอนศาสนาพุทธดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ
เอกห์บายาร์ วัย 46 ปี เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของมองโกเลียในปี 2543-2547 รวมถึงเคยเป็นประธานรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าเข้าสู่การเมืองด้วยความลังเลใจ โดยขณะนั้นเขาต่อต้าน พรรคเพื่อการปฏิวัติแห่งประชาชนมองโกเลีย (เอ็มพีอาร์พี) ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็ต้องยอมร่วมพรรคเมื่อปี 2528 หลังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสมาคมนักเขียนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ
"มันเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายที่ได้ร่วมพรรคนี้" เอกห์บายาร์เล่า โดยตอนนั้นเขาเป็นตัวแทนชนชั้นหัวกะทิที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ขณะที่รัฐบาลจงรักภักดีกับสหภาพโซเวียต
เอกห์บายาร์ศึกษาด้านวรรณกรรมที่กรุงมอสโกระหว่างปี 2518-2523 ก่อนย้ายไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ
เมื่อกลับมามองโกเลีย เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้แปลและจัดพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนชื่อก้องโลก ชาร์ลส์ ดิคเค่นส์ เป็นภาษามองโกเลีย นอกจากนั้นเขายังแปลผลงานของ เจมส์ จอยซ์, โธมัส ฮาร์ดี, แคทเธอรีน แมนสฟิลด์ และเอช-จี.เวลล์ส
ในปี 2533 เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยตามท้องถนน เอกห์บายาร์ตัดสินใจอยู่กับพรรคต่อไป เพื่อปรับเปลี่ยนพรรคจากข้างใน เนื่องจากเห็นว่า การปฏิรูปพรรคน่าจะดีกว่าการทำลายพรรค อันจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา
การประท้วงของสาธารณชน ทำให้พรรคเอ็มพีอาร์พียอมปรับตัว และปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นพรรคสังคมประชาธิปไตยในเวลาต่อมา เพื่อรักษาอำนาจบริหารประเทศเอาไว้ในมือ โดยการปรับเปลี่ยน รวมถึงเปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี, มีพรรคการเมืองหลายพรรค และเปิดรับแนวคิดแบบทุนนิยม
พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่า เอ็มพีอาร์พีใช้อิทธิพลครอบงำสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือโน้มน้าวให้สาธารณชนมีทัศนคติสอดคล้องกับพรรค
ไม่ว่าจะถูกโจมตีเช่นใด แต่เอกห์บายาร์ยืนยันว่า ชัยชนะจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีล่าสุด สะท้อนว่า เขานำพรรคมาถูกทางแล้ว คือเป็นพรรคที่มีผู้บริหารมืออาชีพและมีประสบการณ์การเมืองสูง ขณะระหว่างที่พรรคเอ็มพีอาร์พีบริหารประเทศนาน 70 ปี สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศโดยตลอด ซึ่งต่างจากช่วงปี 2539-2543 ที่กลุ่มพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ตั้งรัฐบาลร่วมกันบริหารประเทศ แต่เกิดเหตุวุ่นวายเป็นระยะ
มองโกเลียใช้ระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจวีโตกฎหมาย และกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในแง่นโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคคู่แข่งสนับสนุนการแสวงหากำไรจากธุรกิจเหมืองแร่ที่บริหารโดยต่างชาติ แต่เอกห์บายาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่า การสร้างงานเป็นหนทางเดียวที่จะรับมือปัญหาความยากจนและนำการพัฒนาสู่ประเทศ ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนการลงทุนทั้งในประเทศและจากนักลงทุนต่างชาติ
เอกห์บายาร์ได้เชื่อมปัญหาความยากจน, การสร้างงาน, การเมืองกับศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติ โดยเขาเล่าว่าเคยแอบศึกษาคำสอนศาสนากับพระทิเบตในช่วงที่คอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ
"การช่วยคนยากจนเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชาวพุทธและนักการเมือง ซึ่งการสร้างงานนั่นเองที่จะช่วยแก้ปัญหาได้"