ตามรอย วิฮิเกิล แลนด์ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
บนถนนเส้น 331 ซึ่งถือว่าเป็นถนนที่มีรถยนต์ผ่านมากที่สุดในประเทศไทย ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าหากเราขับรถไปบนถนนเส้นนี้จะเห็นรถเทรลเลอร์ขนรถยนต์ วิ่งกันเป็นระยะ ปีหนึ่งๆ รถยนต์ส่งออกจากประเทศไทยเป็นแสนๆ คัน ถนนเส้นนี้คือเส้นหลักที่ลำเลียงรถจากโรงงานใหญ่ๆ ออกสู่ตลาดต่างประเทศ
นิคมอุตสาหกรรมอีสต์เทิร์น ซีบอร์ด เป็นจุดใหญ่ ที่มีฐานกระบะของรถในเครือจีเอ็มกับฟอร์ด มอเตอร์ (มาสด้า ฟอร์ด) ถัดไปอีกไม่ถึง 3 นาที ใกล้ๆ เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ นิคมแห่งนี้ถือเป็นมิวนิคแห่งเอเชีย เพราะว่าเป็นที่ตั้งของโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู แมนูเฟคเจอริ่ง ประเทศไทย
โรงงานนี้คล้ายกับฟอร์ด คือตั้งอยู่บนที่สูง ปรับมุมเงย ชนิดที่คนนอกไม่สามารถจะมองเข้าไปได้เลยว่าข้างในมีอะไรบ้าง แต่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูดูสงบและเงียบ เพราะว่าอยู่ท้ายนิคม ด้านข้างไม่มีโรงงานแวดล้อม หลุดจากโรงงานออกไปก็มีแต่ถนนสายโล่ง กับที่ดินว่างเปล่าสุดตา ซึ่งเจ้าของนิคม ปรับที่ไว้รอโรงงานใหม่ๆ เข้ามาตั้ง นิคมฯ ที่นี่ถนนสวยมาก กว้างและเรียบ ราวกับสนามแข่งรถ
บีเอ็มดับเบิลยู มาตั้งโรงงานประกอบในเมืองไทยได้นานพอสมควร หลังจากที่มีนโยบายบุกเอเชีย ความพิเศษของโรงงานแห่งนี้คือ ประกอบรถ ซีรีส์ 3 ซีรีส์ 5 ซีรีส์ 7 และเป็นโรงงานแห่งแรกที่ทำการประกอบซีรีส์ 7 นอกประเทศเยอรมนี
สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ถือว่าส่งออกรถยนต์จากโรงงานแห่งนี้น้อย คือมีซีรีส์ 7 ไปอินโดนีเซียเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่รถที่ประกอบคือซีรีส์ 3 สำหรับขายในประเทศเท่านั้น
จากโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู ผมออกจากอมตะซิตี้ในตอนเย็น และอำลามิวนิคแห่งเอเชียอย่างเร่งรีบเพื่อกลับเข้ากรุงเทพฯ แน่นอนก่อนที่จะไปถึงโรงงานในส่วนกลางที่ผมไม่ได้กล่าวถึง เส้นทางขาเข้า สุดทางตรงของ 331 จะผ่านนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งคือ เกตเวย์ ซิตี้ อันเป็นที่ตั้งของโรงงานแห่งที่สองของโตโยต้า และโรงงานผลิตรถบรรทุกของอีซูซุ
สำหรับเกตเวย์ ซิตี้ สภาพของนิคมค่อนข้างเก่าและยังดูแลรักษาสภาพต้นไม้ให้สวยไม่ได้เท่ากับ อมตะซิตี้ หลังจากขับรถตรงมาจากอมตะซิตี้ไกลพอสมควร จะพบสามทางแยกเป็นรูปตัววาย ให้เราไปทางซ้าย แล้วจะพบแยกใหญ่ ให้สังเกตป้ายเกตเวย์ เลี้ยวขวาไปตามทางเข้า จากทางเข้าซึ่งไกลพอสมควรและพลุกพล่านไปด้วยรถยนต์น้อยใหญ่ จะเห็นปากทางเข้านิคมฯ ได้ชัด เข้าไปไม่นานจะพบโรงงานโตโยต้า เกตเวย์ ตั้งตระหง่านชัดเจนทางขวามือ
ที่นี่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์นั่งทั้งหมดของโตโยต้า ไม่ว่า วิออส, วิช, อัลติส, แคมรี่ ทั้งนี้ เดิมนั้นโตโยต้ามีโรงงานที่สำโรงแห่งเดียว ต่อมาปี 2539 ได้ลงทุนครั้งใหญ่ โดยการเลือกพื้นที่ใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา (ห่างจากกรุงเทพฯ 130 กิโลเมตร) เป็นโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อผลิตรถและส่งออก ซึ่งได้ย้ายสายการผลิตรถเก๋งมาไว้ที่นี่ทั้งหมด และที่สำโรงคงไว้แต่รถกระบะอย่างเดียว
โรงงานเกตเวย์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตจากเดิมที่ทำได้ 110,000 คันต่อปี เป็น 200,000 คันต่อปี โครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2549 ซึ่งโตโยต้าใช้เงินลงทุน 3,000 ล้านบาท (7,000 ล้านเยน) และมีการเพิ่มอัตราการจ้างงานอีกประมาณ 1,500 คน
พูดถึงโตโยต้าแล้ว ก็ขอเล่าให้ฟังถึงเครือข่ายการผลิตของโตโยต้าในไทยเพิ่มเติมเล็กน้อย
โตโยต้านั้นเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีความสามารถในการผลิตสูงสุด คือมีโรงงานที่สำโรงเป็นโรงงานแห่งแรก เริ่มมาตั้งแต่ปี 2507 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 250,000 คันต่อปี รถที่ผลิตคือ กระบะ วีโก้ และพีพีวี รุ่นฟอร์จูนเนอร์
และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 ที่ผ่านมา โตโยต้าตัดสินลงทุนเพิ่มในไทยด้วยการกำลังมองพื้นที่ใหม่สำหรับลงโรงงานแห่งที่สาม โดยอยู่ระหว่างการซื้อที่ดิน ซึ่งคงจะเป็นพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม ย่านบางปะกง โรงงานแห่งใหม่นี้คาดว่าจะเริ่มผลิตรถกระบะรุ่นไฮลักซ์ ในโครงการไอเอ็มวี ได้ในต้นปีพ.ศ.2550 โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 คันต่อปี ใช้เงินลงทุน 15,000 ล้านบาท (41,000 ล้านเยน) และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานได้ 2,000 คน เมื่อมีการผลิตเต็มกำลัง และในปี 2550 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จะสามารถผลิตรถยนต์ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดที่ 550,000 คันต่อปี สร้างอัตราการจ้างงานให้คนไทยได้ถึง 3,500 คน (รวมถึงบริษัท ไทย ออโต้ เวิร์ค จำกัด (TAW) ผู้ผลิตรถยนต์ รุ่นฟอร์จูนเนอร์ในโครงการ IMV ด้วย)
ครับ เครือข่ายของโตโยต้านั้น ใหญ่โตในเมืองไทย ที่เกตเวย์ก็เต็มไปด้วยบริษัทชิ้นส่วนมากมาย ทั้งญี่ปุ่น ยุโรปและไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนป้อนชิ้นส่วนให้แก่โตโยต้า ซึ่งยังไม่รวมบริษัทที่ทำหน้าที่สนับสนุนต่างๆ เช่น บริษัทจัดส่ง บริษัทขนส่งรถ
ที่เกตเวย์แห่งนี้ ยังมีโรงงานใหญ่ของอีซูซุ ตั้งอยู่ท้ายสุดของนิคม อีซูซุ มอเตอร์ ซื้อที่แห่งนี้ไว้ทำโรงงานประกอบรถบรรทุก บนพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำเลสวย จะเห็นตัวอาคารประกอบควบคู่ไปกับลานจอดรถที่ประกอบเสร็จแล้ว ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันใช้จอดรถอีซูซุ ดีแมคซ์ พวงมาลัยซ้ายที่รอส่งออก สต็อกรถบรรทุกขนาดต่างๆ และรถพีพีวี รุ่นมิว-7
โรงงาน อีซูซุ เกตเวย์ ก่อสร้างตัวอาคารเสร็จตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งในช่วงนั้นมีเป้าหมายเพื่อผลิตรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ปีละ 20,000 คัน แต่พอเศรษฐกิจทรุด ปี 2540 ทุกอย่างก็แช่แข็งไป
พอเวลานี้เศรษฐกิจดี รถขายได้มาก โรงงานของอีซูซุที่เกตเวย์นั้นเดิมจะใช้ทำรถบรรทุก เวลานี้ทางอีซูซุอยู่ระหว่างการทบทวนการใช้พื้นที่ใหม่ เพราะว่า กระบะอีซูซุ ขายดี จนอาจจะต้องทำกระบะที่เกตเวย์ แทนการทำรถบรรทุก
อีซูซุ ยังมีโรงงานดั้งเดิมอยู่ที่พระประแดง ซึ่งผลิตกระบะ
ล่าสุดอีซูซุนั้นมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตภายในปี 2550 อีก 76% หรือเป็น 300,000 คันต่อปี โดยในจำนวนนี้เป็นรถเพื่อการส่งออก 50,000 คัน
ครับ เมืองไทยอย่างไรก็เป็นเมืองผลิตรถ ตอนหน้าเราจะไปดูศักยภาพของฮอนด้า และโรงงานต่างๆ ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง
: หนองปลาปาก : ตำบลกวนวัน : ตำบลในเมือง : ตำบลค่ายบกหวาน : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลพระธาตุบังพวน : ตำบลปะโค : ตำบลโพนสว่าง : ตำบลโพธิ์ชัย : ตำบลเมืองหมี : ตำบลมีชัย : ตำบลเวียงคุก : ตำบลวัดธาตุ : ตำบลสีกาย : ตำบลหาดคำ : ตำบลหนองกอมเกาะ : ตำบลหินโงม : ตำบลกุดบง : ตำบลชุมช้าง : ตำบลจุมพล : ตำบลทุ่งหลวง : ตำบลเซิม : ตำบลนาหนัง : ตำบลบ้านโพธิ์ : ตำบลบ้านผือ : ตำบลวัดหลวง : ตำบลสร้างนางขาว : ตำบลเหล่าต่างคำ : ตำบลกองนาง : ตำบลท่าบ่อ : ตำบลโคกคอน : ตำบลน้ำโมง : ตำบลนาข่า : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลบ้านถ่อน : ตำบลโพนสา : ตำบลบ้านว่าน : ตำบลหนองนาง : ตำบลนาดี : ตำบลเฝ้าไร่ : ตำบลหนองหลวง : ตำบลวังหลวง : ตำบลอุดมพร : ตำบลบ้านต้อน : ตำบลนาทับไฮ : ตำบลพระบาทนาสิงห์ : ตำบลโพนแพง : ตำบลบ้านหม้อ : ตำบลรัตนวาปี : ตำบลพระพุทธบาท : ตำบลพานพร้าว : ตำบลแก้งไก่ : ตำบลบ้านม่วง : ตำบลนางิ้ว : ตำบลผาตั้ง : ตำบลสังคม : ตำบลโพนทอง : ตำบลด่านศรีสุข : ตำบลโพธิ์ตาก : ตำบลสระใคร : ตำบลบ้านฝาง : ตำบลคอกช้าง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวยานยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวยานยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ตามรอย วิฮิเกิล แลนด์ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
หรือว่าปัญหามาจากรถไฮเทค? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
หรือว่าปัญหามาจากรถไฮเทค? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดดำเนินการศูนย์รับข้อร้องเรียน โดยมี สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นหน่วยงานกลางในการรับร้องเรียนเรื่องคุณภาพรถยนต์ ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเวลาเดือนกว่าแล้วนั้น
ศูนย์ได้รับข้อร้องเรียนทั้งหมด 192 ราย ถือว่ามากหรือไม่ ผมไม่แน่ใจเพราะหากเทียบกับประชากรรถยนต์ปีที่แล้ว 6 แสนคัน ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงเลย
ลองไล่เรียงตามข้อมูล รายยี่ห้อ จะเห็นรถเกือบทุกค่ายมีกรณีขัดแย้ง เริ่มจาก อัลฟ่า โรมิโอ รถที่ขายมีอยู่สองรุ่น มีคนร้อง 1 ราย เชฟโรเลต มี 10 ราย จี๊ป รถที่แทบไม่ทำตลาดในไทยแล้ว มีอยู่ 1 ราย อีซูซุ ขายรถกระบะมากที่สุดในไทย มีคนร้อง 19 ราย แลนด์โรเวอร์ รถออฟโรด 1 ราย เมอร์เซเดส-เบนซ์ รถระดับหรูหรา 12 ราย นิสสัน 6 โฟล์ก 2 ราย บีเอ็มดับเบิลยู 6 ราย ฟอร์ด 11 ราย ฮอนด้า 45 ราย เกีย 2 ราย มาสด้า 4 ราย มิตซูบิชิ 7 ราย โตโยต้า ยอดขายมากสุดในไทย มีคนร้อง 68 ราย และวอลโว่ 2 ราย
ปัญหาของรถเหล่านี้เอามาเป็นสถิติไม่ได้ว่าใครมีปัญหามากสุด เพราะยังไม่ได้วิเคราะห์จากประชากรรถ และมองภาพรวมแล้วลูกค้าที่ไปศูนย์ร้องเรียนนั้น ก็ไม่ได้รวมเอารถที่ปัญหาค้างกันอยู่ในศูนย์บริการ หรือใน สคบ. เข้าไปด้วย เพราะว่าแหล่งใหญ่ที่รับเรื่องร้องเรียน ก็คือ สคบ.นั่นเอง เนื่องจากมีกฎหมายบังคับใช้ครอบคลุมมากกว่าในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค
เฉพาะปัญหาที่คอลล์เซ็นเตอร์นั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการแยกแยะรถที่เป็นปัญหาตามระบบการทำงานออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ ปัญหาด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกเอบีเอส เข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย รถในช่วงระยะรับประกันมีปัญหา 12 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 2 ราย
ปัญหาของระบบการขับเคลื่อน เช่น ระบบเกียร์ ยาง ล้อ เครื่องยนต์ ปัญหาเกิดกับรถในช่วงระยะรับประกัน 74 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 11 ราย
ปัญหาระบบบังคับเลี้ยว เช่น การทรงตัว ศูนย์ล้อ พวงมาลัย ปัญหาที่พบเกิดกับรถในช่วงระยะรับประกัน 25 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 7 ราย ปัญหาทางด้านอุปกรณ์ประกอบ รถในช่วงระยะรับประกัน 46 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 7 ราย
ปัญหาอื่นๆ (สี การบริการ) รถในช่วงระยะรับประกัน 10 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 8 ราย
ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับระบบขับเคลื่อน ที่มีอยู่ 74 ราย ซึ่งเป็นรถในช่วงระยะรับประกันเสียส่วนใหญ่ มองในแง่ปัญหามันเป็นเรื่องของข้อที่น่าจะหาเหตุอื่นๆ มาอ้างได้ยาก
เพราะระบบเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค ไม่ได้เอาอารมณ์หรือความรู้สึกมาวัด ว่าพอใจ-ไม่พอใจ พอเห็นอาการชัดเจนก็รู้ว่าผิดปกติหรือไม่ผิด
ยกเว้นแต่ผู้ผลิตจะใจป้ำหรือเปล่า มันไม่ยากที่จะแก้ ส่วนใหญ่ระบบแต่ละชิ้นราคาก็ไม่สูงมาก นอกเสียจากยกกันทั้งเครื่องยนต์ หรือเกียร์
ว่ากันว่า รถยนต์ที่น่าสะสมหรือเก็บไว้เป็นสมบัติที่มีค่า คือรถก่อนปี 2000 เพราะหลังจากปี 2000 มาแล้ว รถยนต์ได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์จนทำให้เสน่ห์ของแมคคานิค มันลดน้อยลง ไม่ใช่ว่าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ดี แต่โครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากการนำเอาชิ้นส่วนหลายอย่างมาประกอบกัน รากฐานของกลไกเหล่านี้ ช่างฟิตเดิมๆ ก็พอที่จะจับจูนได้ และงานที่เป็นแมคคานิคนั้น มีความคงทน หรือเสถียรภาพกว่าสิ่งที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำหนดวันอยู่วันตายด้วยตัวมันเอง
หลายๆ คนบอกว่ารถยนต์ปัจจุบันไฮเทคมากขึ้น ระบบมากมายพึ่งอิเล็กทรอนิกส์ทำการคุมระบบอย่างซับซ้อน และคนที่จะใช้ต้องมีความรู้และเข้าใจมันด้วย
จริงๆ แล้ว รถก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ขนาดของง่ายๆ ยังต้องอ่านฉลาก แต่รถนั้นเรามักไม่สนใจอ่านกันก่อน เพราะว่าเราเคยชิน คนใช้รถบ้านเรานั้น เรื่องบางอย่างอาศัยความชำนาญได้ผลดีกว่า คือถูก ผิดพลาดเป็นครู แต่มันใช้ไม่ได้บางกรณี ความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์ก็ฝังกันมา หลายคนบอกว่าตัวเองขับรถมา 10ยี่ห้อ 40 ปี ไม่มีปัญหา รู้จักรถดีก็มี ไม่ต้องอ่านฉลากใดๆ ก็ฉลาดแล้ว แต่ผมว่า เอาสักหน่อยก็จะดีนะครับ
ไฮเทคในรถมีแน่ แต่ไฮเทคเหล่านี้ทำมาเพื่อให้ใช้งานง่ายๆ ตัวมันเองถึงจะซับซ้อนอย่างไร พอมาถึงผลสุดท้าย มันง่ายต่อการรับรู้ว่า มันเสียหาย เป็นง่อยหรือเป็นอะไรไป อ่านฉลากรถไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้ที่จะไปเป็นช่าง แต่ให้เป็นผู้ใช้รถที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยเท่านั้น ก็มีความสุขกับรถไฮเทคได้เป็นอย่างดีแล้ว
หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดดำเนินการศูนย์รับข้อร้องเรียน โดยมี สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นหน่วยงานกลางในการรับร้องเรียนเรื่องคุณภาพรถยนต์ ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นเวลาเดือนกว่าแล้วนั้น
ศูนย์ได้รับข้อร้องเรียนทั้งหมด 192 ราย ถือว่ามากหรือไม่ ผมไม่แน่ใจเพราะหากเทียบกับประชากรรถยนต์ปีที่แล้ว 6 แสนคัน ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงเลย
ลองไล่เรียงตามข้อมูล รายยี่ห้อ จะเห็นรถเกือบทุกค่ายมีกรณีขัดแย้ง เริ่มจาก อัลฟ่า โรมิโอ รถที่ขายมีอยู่สองรุ่น มีคนร้อง 1 ราย เชฟโรเลต มี 10 ราย จี๊ป รถที่แทบไม่ทำตลาดในไทยแล้ว มีอยู่ 1 ราย อีซูซุ ขายรถกระบะมากที่สุดในไทย มีคนร้อง 19 ราย แลนด์โรเวอร์ รถออฟโรด 1 ราย เมอร์เซเดส-เบนซ์ รถระดับหรูหรา 12 ราย นิสสัน 6 โฟล์ก 2 ราย บีเอ็มดับเบิลยู 6 ราย ฟอร์ด 11 ราย ฮอนด้า 45 ราย เกีย 2 ราย มาสด้า 4 ราย มิตซูบิชิ 7 ราย โตโยต้า ยอดขายมากสุดในไทย มีคนร้อง 68 ราย และวอลโว่ 2 ราย
ปัญหาของรถเหล่านี้เอามาเป็นสถิติไม่ได้ว่าใครมีปัญหามากสุด เพราะยังไม่ได้วิเคราะห์จากประชากรรถ และมองภาพรวมแล้วลูกค้าที่ไปศูนย์ร้องเรียนนั้น ก็ไม่ได้รวมเอารถที่ปัญหาค้างกันอยู่ในศูนย์บริการ หรือใน สคบ. เข้าไปด้วย เพราะว่าแหล่งใหญ่ที่รับเรื่องร้องเรียน ก็คือ สคบ.นั่นเอง เนื่องจากมีกฎหมายบังคับใช้ครอบคลุมมากกว่าในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค
เฉพาะปัญหาที่คอลล์เซ็นเตอร์นั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการแยกแยะรถที่เป็นปัญหาตามระบบการทำงานออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ ปัญหาด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกเอบีเอส เข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย รถในช่วงระยะรับประกันมีปัญหา 12 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 2 ราย
ปัญหาของระบบการขับเคลื่อน เช่น ระบบเกียร์ ยาง ล้อ เครื่องยนต์ ปัญหาเกิดกับรถในช่วงระยะรับประกัน 74 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 11 ราย
ปัญหาระบบบังคับเลี้ยว เช่น การทรงตัว ศูนย์ล้อ พวงมาลัย ปัญหาที่พบเกิดกับรถในช่วงระยะรับประกัน 25 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 7 ราย ปัญหาทางด้านอุปกรณ์ประกอบ รถในช่วงระยะรับประกัน 46 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 7 ราย
ปัญหาอื่นๆ (สี การบริการ) รถในช่วงระยะรับประกัน 10 ราย ไม่อยู่ในช่วงรับประกัน 8 ราย
ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับระบบขับเคลื่อน ที่มีอยู่ 74 ราย ซึ่งเป็นรถในช่วงระยะรับประกันเสียส่วนใหญ่ มองในแง่ปัญหามันเป็นเรื่องของข้อที่น่าจะหาเหตุอื่นๆ มาอ้างได้ยาก
เพราะระบบเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค ไม่ได้เอาอารมณ์หรือความรู้สึกมาวัด ว่าพอใจ-ไม่พอใจ พอเห็นอาการชัดเจนก็รู้ว่าผิดปกติหรือไม่ผิด
ยกเว้นแต่ผู้ผลิตจะใจป้ำหรือเปล่า มันไม่ยากที่จะแก้ ส่วนใหญ่ระบบแต่ละชิ้นราคาก็ไม่สูงมาก นอกเสียจากยกกันทั้งเครื่องยนต์ หรือเกียร์
ว่ากันว่า รถยนต์ที่น่าสะสมหรือเก็บไว้เป็นสมบัติที่มีค่า คือรถก่อนปี 2000 เพราะหลังจากปี 2000 มาแล้ว รถยนต์ได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์จนทำให้เสน่ห์ของแมคคานิค มันลดน้อยลง ไม่ใช่ว่าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ดี แต่โครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากการนำเอาชิ้นส่วนหลายอย่างมาประกอบกัน รากฐานของกลไกเหล่านี้ ช่างฟิตเดิมๆ ก็พอที่จะจับจูนได้ และงานที่เป็นแมคคานิคนั้น มีความคงทน หรือเสถียรภาพกว่าสิ่งที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำหนดวันอยู่วันตายด้วยตัวมันเอง
หลายๆ คนบอกว่ารถยนต์ปัจจุบันไฮเทคมากขึ้น ระบบมากมายพึ่งอิเล็กทรอนิกส์ทำการคุมระบบอย่างซับซ้อน และคนที่จะใช้ต้องมีความรู้และเข้าใจมันด้วย
จริงๆ แล้ว รถก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ขนาดของง่ายๆ ยังต้องอ่านฉลาก แต่รถนั้นเรามักไม่สนใจอ่านกันก่อน เพราะว่าเราเคยชิน คนใช้รถบ้านเรานั้น เรื่องบางอย่างอาศัยความชำนาญได้ผลดีกว่า คือถูก ผิดพลาดเป็นครู แต่มันใช้ไม่ได้บางกรณี ความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์ก็ฝังกันมา หลายคนบอกว่าตัวเองขับรถมา 10ยี่ห้อ 40 ปี ไม่มีปัญหา รู้จักรถดีก็มี ไม่ต้องอ่านฉลากใดๆ ก็ฉลาดแล้ว แต่ผมว่า เอาสักหน่อยก็จะดีนะครับ
ไฮเทคในรถมีแน่ แต่ไฮเทคเหล่านี้ทำมาเพื่อให้ใช้งานง่ายๆ ตัวมันเองถึงจะซับซ้อนอย่างไร พอมาถึงผลสุดท้าย มันง่ายต่อการรับรู้ว่า มันเสียหาย เป็นง่อยหรือเป็นอะไรไป อ่านฉลากรถไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้ที่จะไปเป็นช่าง แต่ให้เป็นผู้ใช้รถที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยเท่านั้น ก็มีความสุขกับรถไฮเทคได้เป็นอย่างดีแล้ว
โลกของความร้อน..กับแอร์รถยนต์ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
โลกของความร้อน..กับแอร์รถยนต์ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ช่วงนี้อากาศบ้านเราเริ่มร้อนมากขึ้นครับ สำหรับท่านที่ดูแลรักษารถยนต์ก็ต้องเตรียมตัวรับร้อนกันไว้บ้าง เห็นวิเคราะห์กันว่าปีนี้บรรยากาศจะร้อนนาน อย่างที่เห็นแล้วว่าความแห้งแล้งนานกว่าปกติ และหลายพื้นที่เริ่มไม่มีน้ำดื่ม-น้ำใช้กันแล้ว
แล้วบ้านเรานั้นร้อนตลอดปี รถยนต์จึงแทบไม่มีเวลาใดเลยที่จะหยุดใช้เครื่องปรับอากาศ
ดังนั้น ระบบปรับอากาศของรถยนต์ในบ้านเรานั้น ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน ตราบใดที่เราต้องใช้รถ
ว่ากันว่า หากเป็นระบบปรับอากาศรถยนต์ที่เกิดจากการพัฒนาควบคู่กับรถในประเทศแล้ว หายห่วง คือใช้งานได้ดี เย็น และคงทน ดังจะเห็นว่า บ่อยครั้งที่บริษัทรถยนต์จะต้องเอารถต้นแบบมาพัฒนาระบบปรับอากาศในประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่ใช้วิจัยเรื่องนี้ได้ดี เพราะบ้านเรามีอากาศไม่เหมือนใคร คือ ร้อนและชื้น รวมถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดมาก
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของร้านซ่อมแอร์ เพราะเจ้าเก๋งสัญชาติสเปน... ซึ่งตอนนี้แทบจะหยุดกิจกรรมต่างๆ ในตลาดไปแล้ว ปล่อยให้แบรนด์เริ่มจางหายไปเฉยๆ ทั้งที่เป็นรถที่ใช้ดี... ดันเกิดแอร์ไม่เย็นขึ้นมาเฉยๆ หลายคนที่ใช้รถตระกูลโฟล์ค จะพบว่าปัญหาจากระบบปรับอากาศเสีย ราคาต้นทุนการซ่อมบำรุงถือว่าแพงเหลือหลาย ดังนั้นรถคันนี้เจ้าของเดิมเขาจึงเปลี่ยนแปลงระบบแอร์ ที่เรียกว่า แปลงระบบจากแอร์คู่ตัวที่ใช้คอมเพรสเซอร์สเปคโรงงาน มาเป็นระบบที่สามารถหาอะไหล่ทั่วไปได้แบบญี่ปุ่น เพราะว่าต้นทุนการใช้งานถูกกว่า โดยราคาคอมฯ คู่ตัวลูกใหม่ค่อนข้างสูงและยิ่งทำการซ่อมบำรุงในห้าง เรียกว่าจะเท่ากับประกันภัยรถดีๆ หนึ่งปีทีเดียว
เรื่องการแปลงระบบแอร์นี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่แนะให้ใครทำ เหตุผลคือ การทำงานของรถต้องได้รับผลกระทบไม่ทางก็ทางหนึ่ง การหาช่างมือดีๆ มาวางทีเดียวจบก็ยาก ที่สำคัญ ฟังก์ชั่นของโรงงานบางอย่างก็จะถูกตัดไป เช่น การใช้ระบบฮีทเตอร์ หรือไม่ก็ระบบควบคุมอุณหภูมิที่ละเอียดอ่อนในห้องโดยสารแบบอัตโนมัติก็จะหายไป ซึ่งคนเป็นเจ้าของรถต้องแลกด้วยต้นทุนระบบที่ถูก แต่อาจจะไม่ได้ทั้งหมดที่รถให้มา เป็นต้น
นอกจากนี้ เข้าใจว่า น้ำยาแอร์ที่ใช้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ช่วงนี้ราคาน้ำยาแอร์ อาร์ 12 ซึ่งเป็นน้ำยาเดิมนั้น เติมกันทีละ 300-350 บาท แต่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะว่าเขาจะเลิกผลิตตามนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าการรั่วไหลของอาร์ 12 ไปในชั้นบรรยากาศนั้น มีส่วนทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้น ส่วนน้ำยา 134A ที่มาทดแทนนั้น เวลานี้เติมแต่ละครั้งก็ยังสูงกว่าอาร์ 12 แต่ไม่มาก และมีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงมาเรื่อยๆ
รถเก๋งของผมนั้น เกิดอาการแอร์ไม่เย็น เดิมทีเดียวก็คิดว่าระบบแรงดันน้ำยาบกพร่อง ค้นหาสาเหตุไปมา กลับไม่ใช่จากความผิดปกติของคอมเพรสเซอร์ หรือว่าปริมาณน้ำยาแอร์ แต่เป็นเพราะ พัดลมระบายความร้อนที่มีอยู่สองตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่หมุน
ลักษณะการวางพัดลม ใช้แบบพัดลมขนาดเล็กคู่แฝด ทำงานด้วยมอเตอร์เดียว และเชื่อมด้วยสายพานขนาดเล็กไปยังพัดลมอีกลูกหนึ่ง แต่เพราะว่าสายพานเส้นเล็กๆ หลุด ทำให้เกิดความร้อนสะสม คอมเพรสเซอร์ โอเวอร์ฮีท ระบบสมองกลสั่งให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ พอแก้ไขพัดลมได้ เป็นอันว่าใช้ได้
อาการแบบนี้ แอร์จะเย็นตอนรถเคลื่อนที่เป็นบางครั้ง เพราะว่าสามารถระบายความร้อนได้ แต่เมื่อเดินรถที่ความเร็วต่ำ หรือจอดเพื่อรอสัญญาณไฟ แอร์จะไม่มีความเย็น และหากเป็นรถบางรุ่น
อาการเข็มความร้อนจะขึ้น แต่ไม่ถึงขึ้นสะสมจนโอเวอร์ฮีท หากรถติดไม่นานนัก
สาเหตุแบบนี้ เกือบจะทำให้ผมเสียเงินซ่อมคอมฯ เสียแล้ว เพราะว่าช่างวิเคราะห์ตามแบบของช่าง คือเช็คน้ำยา ถ้าพร่องหรือขาด การเติมมานานหน่อยก็จะใส่เพิ่มให้ หากยังร้อนอยู่ ก็ไล่ระบบ
ไป คอยด์เย็นไม่ปกติ หรือว่าวาล์วตัน เสียเงินเป็นขั้นเป็นตอนไปเรื่อยๆ กว่าจะไปพบว่าพัดลมไม่หมุน ก็สุดท้าย
ที่ผ่านมา เลยถือว่าเช็คระบบฟรีไป แต่เราจ่ายเงินครับ
ดังนั้น ขอให้ดูให้ดี เพราะว่าบางคราวที่เราไปหาช่าง เขาอาจจะวิเคราะห์ตามความเคยชินแบบนี้
เรื่องความร้อนในรถ กระจกใสๆ นั้นร้อนเหลือทน วันนี้ตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ จึงเป็นตลาดใหญ่ ฟิล์มกันความร้อนนั้นช่วยได้ในการลดภาระแอร์ลง เพราะว่าเครื่องยนต์จะลดการทำงานหนัก คอมฯ แอร์ได้พักบ้าง จริงๆ ก็ส่งผลต่อการประหยัดน้ำมันทางอ้อมด้วย
การจะใช้แอร์ให้ยืดอายุ เขาบอกว่าให้ตั้งระบบความเย็นให้สัมพันธ์กับพัดลม คือ หากต้องการเย็นมาก ก็ให้ปรับระดับพัดลมให้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตั้งอุณหภูมิไม่ให้ไปอยู่ในจุดเย็นสุด แบบนี้จะไม่ทำให้เกิดความชื้นสะสมในระบบ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันเร็ว
ส่วนใหญ่ที่เราเคยชิน คือ ความแรงพัดลมเบอร์ 1 ปรับอุณหภูมิให้น้ำยาเย็นสุด เหตุผลเพราะว่า รำคาญเสียงดังของพัดลม อีกอย่างหนึ่งที่ใช้กันคือ ก่อนดับเครื่องยนต์ให้เดินพัดลมที่แรงสุด โดยที่ปลดคลัสแอร์ออก คลัสแอร์หรือปุ่มสวิตช์แอร์ที่ตัดต่อให้คอมฯ ตัด หรือต่อระบบนั้น มันอยู่ตรงแผงคอนโซลใกล้กับที่ปรับอุณหภูมิครับ จะช่วยให้ระบบแอร์สะอาดขึ้น
นอกจากนี้ ควรปล่อยให้อากาศหมุนเวียนในห้องโดยสาร ด้วยการเปิดฟังก์ชั่นอากาศเข้าให้ทำงานบ้าง อากาศภายนอกจะผ่านเข้ามาเป็นการถ่ายเทอากาศที่อับในห้อง ก็นับว่าดีครับ
หวังว่าร้อนนี้จะมีความสุขกับรถที่แอร์เย็นฉ่ำใจนะครับ
ช่วงนี้อากาศบ้านเราเริ่มร้อนมากขึ้นครับ สำหรับท่านที่ดูแลรักษารถยนต์ก็ต้องเตรียมตัวรับร้อนกันไว้บ้าง เห็นวิเคราะห์กันว่าปีนี้บรรยากาศจะร้อนนาน อย่างที่เห็นแล้วว่าความแห้งแล้งนานกว่าปกติ และหลายพื้นที่เริ่มไม่มีน้ำดื่ม-น้ำใช้กันแล้ว
แล้วบ้านเรานั้นร้อนตลอดปี รถยนต์จึงแทบไม่มีเวลาใดเลยที่จะหยุดใช้เครื่องปรับอากาศ
ดังนั้น ระบบปรับอากาศของรถยนต์ในบ้านเรานั้น ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน ตราบใดที่เราต้องใช้รถ
ว่ากันว่า หากเป็นระบบปรับอากาศรถยนต์ที่เกิดจากการพัฒนาควบคู่กับรถในประเทศแล้ว หายห่วง คือใช้งานได้ดี เย็น และคงทน ดังจะเห็นว่า บ่อยครั้งที่บริษัทรถยนต์จะต้องเอารถต้นแบบมาพัฒนาระบบปรับอากาศในประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่ใช้วิจัยเรื่องนี้ได้ดี เพราะบ้านเรามีอากาศไม่เหมือนใคร คือ ร้อนและชื้น รวมถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดมาก
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของร้านซ่อมแอร์ เพราะเจ้าเก๋งสัญชาติสเปน... ซึ่งตอนนี้แทบจะหยุดกิจกรรมต่างๆ ในตลาดไปแล้ว ปล่อยให้แบรนด์เริ่มจางหายไปเฉยๆ ทั้งที่เป็นรถที่ใช้ดี... ดันเกิดแอร์ไม่เย็นขึ้นมาเฉยๆ หลายคนที่ใช้รถตระกูลโฟล์ค จะพบว่าปัญหาจากระบบปรับอากาศเสีย ราคาต้นทุนการซ่อมบำรุงถือว่าแพงเหลือหลาย ดังนั้นรถคันนี้เจ้าของเดิมเขาจึงเปลี่ยนแปลงระบบแอร์ ที่เรียกว่า แปลงระบบจากแอร์คู่ตัวที่ใช้คอมเพรสเซอร์สเปคโรงงาน มาเป็นระบบที่สามารถหาอะไหล่ทั่วไปได้แบบญี่ปุ่น เพราะว่าต้นทุนการใช้งานถูกกว่า โดยราคาคอมฯ คู่ตัวลูกใหม่ค่อนข้างสูงและยิ่งทำการซ่อมบำรุงในห้าง เรียกว่าจะเท่ากับประกันภัยรถดีๆ หนึ่งปีทีเดียว
เรื่องการแปลงระบบแอร์นี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่แนะให้ใครทำ เหตุผลคือ การทำงานของรถต้องได้รับผลกระทบไม่ทางก็ทางหนึ่ง การหาช่างมือดีๆ มาวางทีเดียวจบก็ยาก ที่สำคัญ ฟังก์ชั่นของโรงงานบางอย่างก็จะถูกตัดไป เช่น การใช้ระบบฮีทเตอร์ หรือไม่ก็ระบบควบคุมอุณหภูมิที่ละเอียดอ่อนในห้องโดยสารแบบอัตโนมัติก็จะหายไป ซึ่งคนเป็นเจ้าของรถต้องแลกด้วยต้นทุนระบบที่ถูก แต่อาจจะไม่ได้ทั้งหมดที่รถให้มา เป็นต้น
นอกจากนี้ เข้าใจว่า น้ำยาแอร์ที่ใช้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ช่วงนี้ราคาน้ำยาแอร์ อาร์ 12 ซึ่งเป็นน้ำยาเดิมนั้น เติมกันทีละ 300-350 บาท แต่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะว่าเขาจะเลิกผลิตตามนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าการรั่วไหลของอาร์ 12 ไปในชั้นบรรยากาศนั้น มีส่วนทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้น ส่วนน้ำยา 134A ที่มาทดแทนนั้น เวลานี้เติมแต่ละครั้งก็ยังสูงกว่าอาร์ 12 แต่ไม่มาก และมีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงมาเรื่อยๆ
รถเก๋งของผมนั้น เกิดอาการแอร์ไม่เย็น เดิมทีเดียวก็คิดว่าระบบแรงดันน้ำยาบกพร่อง ค้นหาสาเหตุไปมา กลับไม่ใช่จากความผิดปกติของคอมเพรสเซอร์ หรือว่าปริมาณน้ำยาแอร์ แต่เป็นเพราะ พัดลมระบายความร้อนที่มีอยู่สองตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่หมุน
ลักษณะการวางพัดลม ใช้แบบพัดลมขนาดเล็กคู่แฝด ทำงานด้วยมอเตอร์เดียว และเชื่อมด้วยสายพานขนาดเล็กไปยังพัดลมอีกลูกหนึ่ง แต่เพราะว่าสายพานเส้นเล็กๆ หลุด ทำให้เกิดความร้อนสะสม คอมเพรสเซอร์ โอเวอร์ฮีท ระบบสมองกลสั่งให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ พอแก้ไขพัดลมได้ เป็นอันว่าใช้ได้
อาการแบบนี้ แอร์จะเย็นตอนรถเคลื่อนที่เป็นบางครั้ง เพราะว่าสามารถระบายความร้อนได้ แต่เมื่อเดินรถที่ความเร็วต่ำ หรือจอดเพื่อรอสัญญาณไฟ แอร์จะไม่มีความเย็น และหากเป็นรถบางรุ่น
อาการเข็มความร้อนจะขึ้น แต่ไม่ถึงขึ้นสะสมจนโอเวอร์ฮีท หากรถติดไม่นานนัก
สาเหตุแบบนี้ เกือบจะทำให้ผมเสียเงินซ่อมคอมฯ เสียแล้ว เพราะว่าช่างวิเคราะห์ตามแบบของช่าง คือเช็คน้ำยา ถ้าพร่องหรือขาด การเติมมานานหน่อยก็จะใส่เพิ่มให้ หากยังร้อนอยู่ ก็ไล่ระบบ
ไป คอยด์เย็นไม่ปกติ หรือว่าวาล์วตัน เสียเงินเป็นขั้นเป็นตอนไปเรื่อยๆ กว่าจะไปพบว่าพัดลมไม่หมุน ก็สุดท้าย
ที่ผ่านมา เลยถือว่าเช็คระบบฟรีไป แต่เราจ่ายเงินครับ
ดังนั้น ขอให้ดูให้ดี เพราะว่าบางคราวที่เราไปหาช่าง เขาอาจจะวิเคราะห์ตามความเคยชินแบบนี้
เรื่องความร้อนในรถ กระจกใสๆ นั้นร้อนเหลือทน วันนี้ตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ จึงเป็นตลาดใหญ่ ฟิล์มกันความร้อนนั้นช่วยได้ในการลดภาระแอร์ลง เพราะว่าเครื่องยนต์จะลดการทำงานหนัก คอมฯ แอร์ได้พักบ้าง จริงๆ ก็ส่งผลต่อการประหยัดน้ำมันทางอ้อมด้วย
การจะใช้แอร์ให้ยืดอายุ เขาบอกว่าให้ตั้งระบบความเย็นให้สัมพันธ์กับพัดลม คือ หากต้องการเย็นมาก ก็ให้ปรับระดับพัดลมให้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตั้งอุณหภูมิไม่ให้ไปอยู่ในจุดเย็นสุด แบบนี้จะไม่ทำให้เกิดความชื้นสะสมในระบบ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันเร็ว
ส่วนใหญ่ที่เราเคยชิน คือ ความแรงพัดลมเบอร์ 1 ปรับอุณหภูมิให้น้ำยาเย็นสุด เหตุผลเพราะว่า รำคาญเสียงดังของพัดลม อีกอย่างหนึ่งที่ใช้กันคือ ก่อนดับเครื่องยนต์ให้เดินพัดลมที่แรงสุด โดยที่ปลดคลัสแอร์ออก คลัสแอร์หรือปุ่มสวิตช์แอร์ที่ตัดต่อให้คอมฯ ตัด หรือต่อระบบนั้น มันอยู่ตรงแผงคอนโซลใกล้กับที่ปรับอุณหภูมิครับ จะช่วยให้ระบบแอร์สะอาดขึ้น
นอกจากนี้ ควรปล่อยให้อากาศหมุนเวียนในห้องโดยสาร ด้วยการเปิดฟังก์ชั่นอากาศเข้าให้ทำงานบ้าง อากาศภายนอกจะผ่านเข้ามาเป็นการถ่ายเทอากาศที่อับในห้อง ก็นับว่าดีครับ
หวังว่าร้อนนี้จะมีความสุขกับรถที่แอร์เย็นฉ่ำใจนะครับ
เทใจให้แหนบหรือคอยด์สปริง (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
เทใจให้แหนบหรือคอยด์สปริง (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
รถยนต์ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน หากเราสังเกตจะพบว่า ระบบที่พัฒนาก้าวไกลไปนั้น มีหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ดูคงที่ หรือพัฒนาช้าคือ ตัวถังและระบบรองรับน้ำหนัก ที่เราเรียกกันติดปากว่า ช่วงล่าง นัยว่ารถทั้งหลายได้ผ่านจุดสูงสุดของมันมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นการปฏิวัติก็เหลือเพียงแต่การพัฒนา เพียงเล็กน้อย เกือบเรียกว่า หยุดนิ่ง
โครงสร้างของตัวรถ หรือเรียกว่า ฐาน คือส่วนที่รองรับชิ้นส่วนอุปกรณ์ทั้งหมด เริ่มต้นมีการนำเอาวัสดุมาประกอบเป็นส่วนที่รองรับ ที่เรียกว่าแชสซี (Chassis) ซึ่งอดีตการผลิตรถจำนวนมากก็ยังใช้โครงเหล็กมาเป็นฐานให้ตัวรถ จากนั้นก็มีการพัฒนาฐานใหม่ ด้วยการปั๊มขึ้นรูป เรียกว่า โมโนคอคการใช้แชสซี
ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้มีบทสรุปไปว่า ระหว่าง แชสซี กับการปั๊มขึ้นรูป ใครดีกว่าใคร เพราะว่า ฐานรถสปอร์ต ดังๆ ก็ยังใช้ แชสซีอยู่ ซึ่งการพัฒนาไปในแนวทางเลือกใหม่ คือ การใช้วัสดุศาสตร์ที่ตอบสนองความต้องการมากขึ้น เช่น แข็งแรง น้ำหนักเบา หรือ การปรับเปลี่ยนทรง เป็นท่อ เป็นแท่ง เป็นรูป ตัว U หรือไม่ก็ X และก็นำเอา อะลูมิเนียม มาช่วย จัดการเรื่องความหนา ซึ่งกระบวนการผลิตปัจจุบัน ได้ทำให้ความยุ่งยากในอดีตง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
ผมเคยไปเยี่ยมชมโรงงานรถพาโนส รถสปอร์ต ของอเมริกา ที่เป็นค่ายรถเล็ก มีเศรษฐีที่ดินแห่งแอตแลนต้าเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะลูกชาย ซึ่งเป็นคนชอบรถแข่งเป็นชีวิตจิตใจ พาโนส ลงทุนทำสนามแข่ง มาตรฐานระดับเอฟวันเอง มีการพัฒนรถประเภท GT ของตัวเองลงชิงชัยในอเมริกา และผลิตรถซูเปอร์ คาร์ ออกมาขายรถของพาโนส เป็นรถแฮนด์เมด ไม่ต่างไปจากที่เฟอร์รารี่ ผลิตออกมาขาย ซึ่งพาโนส มีพาร์ทเนอร์คือ ฟอร์ด มอเตอร์
ดังนั้น พาโนส จึงเป็นเหมือนห้องทดลองเคลื่อนที่ ชิ้นส่วนหลายอย่างผ่านการทดสอบที่นี่ ก่อนที่ บริษัทชิ้นส่วนของฟอร์ด ที่ชื่อ วิทิออน จะนำออกมาสู่ตลาด ส่วนใหญ่เป็นเครื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์
พาโนส ไม่ได้เก่งด้านเครื่องยนต์ แต่แท้จริงแล้วเก่งในการพัฒนาตัวถัง และ แชสซี เหมือนรถสปอร์ตของอังกฤษ ยี่ห้อ 'โลตัส' ก็เป็นรถทีเก่งกาจทางด้านตัวถังและช่วงล่าง รถพาโนส ก็ยังใช้การขึ้นฐานจากอลูมิเนียม น้ำหนักเบาทุกคัน
มาถึงระบบรองรับน้ำหนักที่กำลังเป็นที่จับตามองว่า คอยด์สปริง (Coil Spring) กับ ลิฟสปริง (Leaf Spring) อันไหนจะเข้าวินกว่ากัน ลิฟสปริง ผมเรียกให้เป็นชื่อฝรั่งไปอย่างนั้นเอง จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะมันคือ แหนบ
สปริงที่ใช้กันในระบบกันสะเทือนรถยนต์มี 3 ลักษณะคือ ถ้าอยู่ในรูปขด เรียกว่า คอยด์สปริง(Coil Spring) ถ้าอยู่ในรูปแผ่นเรียกว่า ลิฟสปริง (Leaf Spring) และถ้าเป็นแท่งบิด เรียกว่า ทอร์ชั่นบาร์ (Torsion bar)
หน้าที่ของสปริงคือ ทำหน้าที่ ป้องกันการกระแทก ด้วยการสะสมพลังงานที่เกิดจากการกระแทกของรถยนต์ โดยการยุบ บิดโค้งงอ แล้วค่อยๆ ปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นในลักษณะของการ คืนรูปของสปริง แรงเด้งขึ้นเด้งลงของสปริง จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อมีโช้คอัพ มาทำหน้าที่หยุดอาการนี้ โดยเร็ว
ระบบกันสะเทือนทั้งหมดจะทำงานได้ดีต้องมีองค์ประกอบหลายส่วน ผลของการทำงานขึ้นอยู่กับ ขนาดล้อ ยาง สปริง และโช้คอัพ โครงสร้าง การจัดวาง มุม ต่างๆ แม้กระทั่งเบาะนั่ง เส้นใยต่างๆ ที่อยู่ในเบาะ โครงสร้างตัวเบาะก็จัดว่ามีส่วนในระบบรองรับน้ำหนัก ทำให้เรารู้สึกว่า รถสามารถลดปริมาณการเขย่าเมื่อเจอแรงกระแทกได้
ดังนั้น การเลือกรถหลายๆ ครั้ง เราอาจจะโฟกัสไปตามเทคโนโลยี แต่ต้องไม่ลืมว่า โครงสร้างบางอย่างเป็นเงื่อนไขทางวิศวกรรม หรือการออกแบบ หากจะโฟกัสที่แหนบหรือคอยด์สปริง ลองดูผลของการส่งผ่านแรงกระแทกมาที่ผู้โดยสาร ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินใจเลือกที่ดีกว่าจะเอาสปริงแบบไหนมาไว้ใช้งาน
รถยนต์ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน หากเราสังเกตจะพบว่า ระบบที่พัฒนาก้าวไกลไปนั้น มีหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ดูคงที่ หรือพัฒนาช้าคือ ตัวถังและระบบรองรับน้ำหนัก ที่เราเรียกกันติดปากว่า ช่วงล่าง นัยว่ารถทั้งหลายได้ผ่านจุดสูงสุดของมันมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นการปฏิวัติก็เหลือเพียงแต่การพัฒนา เพียงเล็กน้อย เกือบเรียกว่า หยุดนิ่ง
โครงสร้างของตัวรถ หรือเรียกว่า ฐาน คือส่วนที่รองรับชิ้นส่วนอุปกรณ์ทั้งหมด เริ่มต้นมีการนำเอาวัสดุมาประกอบเป็นส่วนที่รองรับ ที่เรียกว่าแชสซี (Chassis) ซึ่งอดีตการผลิตรถจำนวนมากก็ยังใช้โครงเหล็กมาเป็นฐานให้ตัวรถ จากนั้นก็มีการพัฒนาฐานใหม่ ด้วยการปั๊มขึ้นรูป เรียกว่า โมโนคอคการใช้แชสซี
ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้มีบทสรุปไปว่า ระหว่าง แชสซี กับการปั๊มขึ้นรูป ใครดีกว่าใคร เพราะว่า ฐานรถสปอร์ต ดังๆ ก็ยังใช้ แชสซีอยู่ ซึ่งการพัฒนาไปในแนวทางเลือกใหม่ คือ การใช้วัสดุศาสตร์ที่ตอบสนองความต้องการมากขึ้น เช่น แข็งแรง น้ำหนักเบา หรือ การปรับเปลี่ยนทรง เป็นท่อ เป็นแท่ง เป็นรูป ตัว U หรือไม่ก็ X และก็นำเอา อะลูมิเนียม มาช่วย จัดการเรื่องความหนา ซึ่งกระบวนการผลิตปัจจุบัน ได้ทำให้ความยุ่งยากในอดีตง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
ผมเคยไปเยี่ยมชมโรงงานรถพาโนส รถสปอร์ต ของอเมริกา ที่เป็นค่ายรถเล็ก มีเศรษฐีที่ดินแห่งแอตแลนต้าเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะลูกชาย ซึ่งเป็นคนชอบรถแข่งเป็นชีวิตจิตใจ พาโนส ลงทุนทำสนามแข่ง มาตรฐานระดับเอฟวันเอง มีการพัฒนรถประเภท GT ของตัวเองลงชิงชัยในอเมริกา และผลิตรถซูเปอร์ คาร์ ออกมาขายรถของพาโนส เป็นรถแฮนด์เมด ไม่ต่างไปจากที่เฟอร์รารี่ ผลิตออกมาขาย ซึ่งพาโนส มีพาร์ทเนอร์คือ ฟอร์ด มอเตอร์
ดังนั้น พาโนส จึงเป็นเหมือนห้องทดลองเคลื่อนที่ ชิ้นส่วนหลายอย่างผ่านการทดสอบที่นี่ ก่อนที่ บริษัทชิ้นส่วนของฟอร์ด ที่ชื่อ วิทิออน จะนำออกมาสู่ตลาด ส่วนใหญ่เป็นเครื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์
พาโนส ไม่ได้เก่งด้านเครื่องยนต์ แต่แท้จริงแล้วเก่งในการพัฒนาตัวถัง และ แชสซี เหมือนรถสปอร์ตของอังกฤษ ยี่ห้อ 'โลตัส' ก็เป็นรถทีเก่งกาจทางด้านตัวถังและช่วงล่าง รถพาโนส ก็ยังใช้การขึ้นฐานจากอลูมิเนียม น้ำหนักเบาทุกคัน
มาถึงระบบรองรับน้ำหนักที่กำลังเป็นที่จับตามองว่า คอยด์สปริง (Coil Spring) กับ ลิฟสปริง (Leaf Spring) อันไหนจะเข้าวินกว่ากัน ลิฟสปริง ผมเรียกให้เป็นชื่อฝรั่งไปอย่างนั้นเอง จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะมันคือ แหนบ
สปริงที่ใช้กันในระบบกันสะเทือนรถยนต์มี 3 ลักษณะคือ ถ้าอยู่ในรูปขด เรียกว่า คอยด์สปริง(Coil Spring) ถ้าอยู่ในรูปแผ่นเรียกว่า ลิฟสปริง (Leaf Spring) และถ้าเป็นแท่งบิด เรียกว่า ทอร์ชั่นบาร์ (Torsion bar)
หน้าที่ของสปริงคือ ทำหน้าที่ ป้องกันการกระแทก ด้วยการสะสมพลังงานที่เกิดจากการกระแทกของรถยนต์ โดยการยุบ บิดโค้งงอ แล้วค่อยๆ ปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นในลักษณะของการ คืนรูปของสปริง แรงเด้งขึ้นเด้งลงของสปริง จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อมีโช้คอัพ มาทำหน้าที่หยุดอาการนี้ โดยเร็ว
ระบบกันสะเทือนทั้งหมดจะทำงานได้ดีต้องมีองค์ประกอบหลายส่วน ผลของการทำงานขึ้นอยู่กับ ขนาดล้อ ยาง สปริง และโช้คอัพ โครงสร้าง การจัดวาง มุม ต่างๆ แม้กระทั่งเบาะนั่ง เส้นใยต่างๆ ที่อยู่ในเบาะ โครงสร้างตัวเบาะก็จัดว่ามีส่วนในระบบรองรับน้ำหนัก ทำให้เรารู้สึกว่า รถสามารถลดปริมาณการเขย่าเมื่อเจอแรงกระแทกได้
ดังนั้น การเลือกรถหลายๆ ครั้ง เราอาจจะโฟกัสไปตามเทคโนโลยี แต่ต้องไม่ลืมว่า โครงสร้างบางอย่างเป็นเงื่อนไขทางวิศวกรรม หรือการออกแบบ หากจะโฟกัสที่แหนบหรือคอยด์สปริง ลองดูผลของการส่งผ่านแรงกระแทกมาที่ผู้โดยสาร ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินใจเลือกที่ดีกว่าจะเอาสปริงแบบไหนมาไว้ใช้งาน
เรียนรู้มากขึ้น คุ้มครองถาวร (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
เรียนรู้มากขึ้น คุ้มครองถาวร (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ผมจำได้ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน คนบ้านนอกต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไปออกรถทีใช้เวลาเป็นวัน และก็เป็นเรื่องตื่นเต้นยิ่งใหญ่ของพวกพี่น้อง หรือญาติๆ เพราะต่างจังหวัด ใครจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น มันยาก ไม่หอบเอาเงินสดๆ ไปวางประกงประกันไม่ได้ มันไม่สะดวกเหมือนตอนนี้ ที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีประกันภัยอะไรทั้งนั้น...
เพราะเขาคิดว่าขับระวังเอาไว้ ไม่ได้ขับเร็ว จะเอาเงินไปให้พวกประกันมันกินทำไม ตอนนั้นมีรถอยู่ในความคิดคำนึงไม่กี่ยี่ห้อ อย่าง กระบะ ก็มี โตโยต้า กับ อีซูซุ และนิสสัน เป็นส่วนใหญ่ รถให้เลือกดูจะมีแค่นี้ ข้อดี-ข้อเสียก็ไม่เห็นเขาคิดอะไรกันหนักหนา พอพวกบอกว่า "อีซุใช้ดี ไอ้ต้าใช้ได้" ก็ซื้อตามกันไป
คนมีเงินบ้านผม ไม่เคยไปถามว่ามันตกรุ่นไหม หรือมันมีอะไรใหม่ เอาเป็นว่า ถ้ายี่ห้อที่ตั้งใจซื้อแล้วละก็ วางเงินเลย ใช้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ค่อยมีใครมาโวยวาย... พอมายุคนี้ เปลี่ยนไปมาก เราสามารถซื้อรถได้จากห้างสรรพสินค้า ซื้อรถโดยไม่เห็นรถยังได้เลย แถมยังจะต้องมีประกันภัย มีไฟแนนซ์ ไม่มีเงินก้อน มีคนเสนอให้ยืมเงินดาวน์รถยนต์ หาได้ง่าย อยากจะเป็นเจ้าของยี่ห้อไหนก็เลือกซื้อมาขับ
ซื้อไปแล้วแป๊บเดียวจะต้องนำกลับเข้ามาทำรายการ เช็คระยะยาวเหยียด ตามที่โรงงานกำหนดหรือไม่? เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมบอกว่าจะตามข่าวเรื่องของการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค เห็นว่าวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมานั้น คุณพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นัดประชุมเรื่อง 'การใช้ความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าประเภทรถยนต์' ซึ่งได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาระดมสมองกัน
ท่านพินิจ ในฐานะประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา จะแสดงความไม่พอใจอยู่บ้างที่มีบริษัทรถยนต์ให้ความสำคัญน้อย ส่งแค่ระดับผู้จัดการ ผู้ช่วย มาสังเกตการณ์เท่านั้น จนท่านหัวเสียที่ค่ายรถไม่เอาด้วย แถมวันนั้นก็ยังมีนายทหาร (คนเดิม) ที่เคยเป็นคนทุบโตโยต้า ไทเกอร์ สปอร์ต ครุยเซอร์ เดินเข้ามาส่งเสียงดัง เอะอะโวยวาย แม้ท่านจะเอ่ยปากขอร้องแล้ว ก็ยังไม่เลิกป่วน งานวันนั้นก็เลยกร่อยไปใหญ่...
นี่ แค่เริ่มต้นเท่านั้น งานใหญ่ของการคุ้มครองรถที่บอกว่าจะจัดครั้งต่อไป คงลำบากแล้วละ สงสัยเป็นทางตันของ สคบ.แล้ว ลูกค้าอย่างคนที่ทุบไทเกอร์เอง ก็สะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะลูกค้า แม้จะไม่ใช่ส่วนใหญ่ก็ตาม แต่เราก็จะต้องเจอปัญหาในรถ และจะต้องทุบกันอีกเรื่อยไป... เชื่อไหมครับ
วันที่สัมมนาก็มีการพูดถึงเนื้อหาบ้าง พอจับเค้าได้ความว่า ปัญหารถทุกวันนี้ไม่ใช่มาจากกระบวนการผลิตและคุณภาพ แต่มาจากการสื่อสารกันทางด้านข่าวสาร ข้อมูลไม่ถูกต้อง และการให้ 'ข้อมูล-ข่าวสาร' แก่ผู้บริโภคไม่ชัดเจน เพราะว่าค่ายรถเล่นบอกแต่ด้านดีด้านเดียว แต่ด้านอื่นๆ ไม่บอก
สำหรับตัวผมเองนั้น กลับมองว่ามันใช่สาระเลย บ้านเราผลิตรถดี แต่ว่าโฆษณากันเกินจริงไป คือ บอกคนซื้ออย่างเข้มข้นว่าอะไรมันทำงานอย่างไร ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ไหน ทำแล้วเกิดเสียงดังหรือไม่มีไฟโชว์ ซึ่งผมเชื่อว่าบริษัทต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่า มันมีอยู่ในคู่มือแล้ว ทำไมไม่อ่าน
นั่นแหละปัญหาบ้านเรา อ่านน้อย ศึกษาน้อย คนขับรถเก๋งให้นายคันละ 10 ล้าน แถมพ่วงชีวิตนายและครอบครัวกันไปอีกสี่ซ้าห้าคน ยังไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนขับรถที่ถูกวิธีเลย นับประสาอะไรกับชาวบ้านทั่วไปใช่มั้ยครับ
ตอนนี้ไม่มีอะไร ต่างคนต่างคิด บริษัทรถก็คิดว่าผลิตของออกมาดี คนที่คุมกฎก็บอกว่าหากพบว่าไม่พอใจ หรือว่าเสีย ก็ต้องมาหาทางออก แต่ก็ต้องอยู่ในข้อกฎหมาย ซึ่งผมก็ว่าทุกฝ่ายจะต้องทำร่วมกัน ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าจะมาโยนให้เป็นความผิดคนทำผลิตภัณฑ์ออกมาขาย หรือวิธีการเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ให้เป็นแค่ถุงลม จากถุงลมนิรภัย แล้วงานคุ้มครองมันจะดีขึ้น
เห็นไหม แค่เรื่องหลักการ กติกา เช่น หัวข้อรับผิดชอบ เมื่อรถมีปัญหา แล้วลูกค้าจะเปลี่ยนรถหรือให้ซื้อคืน ก็มีแต่คนพูด แต่ไม่มีข้อสรุป หรือฟันธงกันไปเลย งานคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์อย่างที่เคยกำหนดกรอบไว้นั้น ไม่ได้เกิดหรอกครับ
ตอนนี้ผมเชื่อว่า บริษัทผู้ผลิตมองแผนงานระยะยาวไว้แล้ว ไม่ต้องให้ใครมาทำกรอบบังคับ เพราะเขาก็กลัวเหมือนกัน แต่อยากเห็นโครงการหนึ่งที่จะทำให้เรื่องไม่พอใจในคุณภาพรถยนต์ลดลง นั่นคือ การให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เอารถยนต์ไฮ-เทคที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ไปสร้างประสบการณ์กับคนใช้ แสดงให้คนใช้รถเห็น และต้องเชิญชวนให้เรียนรู้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบต่างๆ ที่มองไม่ออกว่ามันทำงานอยู่หรือไม่อย่างไร อุปกรณ์หลายอย่าง เช่น ระบบรักษาเสถียรภาพตัวรถ ระบบเอบีเอส ระบบช่วยเบรก ที่จะทำหน้าที่ให้น้ำหนักเบรกไปที่แป้นเบรกมากขึ้นเมื่อเราต้องการเบรกฉุกเฉิน ระบบทำงานแบบนี้ ถ้าต้องการใช้ จะใช้อย่างไร...
แม้ว่าจะเป็นออโตเมติก แต่คนใช้ควรก็จะรู้ด้วยว่า เมื่อเราไม่ต้องการหรือต้องการ ต้องสั่งมันอย่างไร หลังสั่งการไปแล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีถุงลมนิรภัย แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นต้น หรือว่าเบรกแล้วทำไมมันหัวทิ่ม ไม่นิ่ง และนุ่มเลย
สิทธิผู้บริโภค คงต้องว่ากันในแง่ของกฎหมาย ถ้ายังไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร เดินหน้าไป แต่ภาคปฏิบัติวันนี้ ต้องเริ่มให้การศึกษา นั่นแหละ จึงจะเป็นงานคุ้มครองอย่างถาวร
ทีนี้ใครจะเป็นคนเริ่ม ภาครัฐ เอกชน หรือว่าตัวแทนของหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค รถยนต์นั้นมีมูลค่ามหาศาล แถมยังมีเรื่องชีวิตและทรัพย์สินควบคู่ไปด้วย
ค่อยๆ พัฒนาไปเถิดนะครับ อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มต้น แม้มันจะเริ่มไม่สวยนักก็ตาม
ผมจำได้ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน คนบ้านนอกต่างจังหวัดแถวบ้านผม ไปออกรถทีใช้เวลาเป็นวัน และก็เป็นเรื่องตื่นเต้นยิ่งใหญ่ของพวกพี่น้อง หรือญาติๆ เพราะต่างจังหวัด ใครจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น มันยาก ไม่หอบเอาเงินสดๆ ไปวางประกงประกันไม่ได้ มันไม่สะดวกเหมือนตอนนี้ ที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีประกันภัยอะไรทั้งนั้น...
เพราะเขาคิดว่าขับระวังเอาไว้ ไม่ได้ขับเร็ว จะเอาเงินไปให้พวกประกันมันกินทำไม ตอนนั้นมีรถอยู่ในความคิดคำนึงไม่กี่ยี่ห้อ อย่าง กระบะ ก็มี โตโยต้า กับ อีซูซุ และนิสสัน เป็นส่วนใหญ่ รถให้เลือกดูจะมีแค่นี้ ข้อดี-ข้อเสียก็ไม่เห็นเขาคิดอะไรกันหนักหนา พอพวกบอกว่า "อีซุใช้ดี ไอ้ต้าใช้ได้" ก็ซื้อตามกันไป
คนมีเงินบ้านผม ไม่เคยไปถามว่ามันตกรุ่นไหม หรือมันมีอะไรใหม่ เอาเป็นว่า ถ้ายี่ห้อที่ตั้งใจซื้อแล้วละก็ วางเงินเลย ใช้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ค่อยมีใครมาโวยวาย... พอมายุคนี้ เปลี่ยนไปมาก เราสามารถซื้อรถได้จากห้างสรรพสินค้า ซื้อรถโดยไม่เห็นรถยังได้เลย แถมยังจะต้องมีประกันภัย มีไฟแนนซ์ ไม่มีเงินก้อน มีคนเสนอให้ยืมเงินดาวน์รถยนต์ หาได้ง่าย อยากจะเป็นเจ้าของยี่ห้อไหนก็เลือกซื้อมาขับ
ซื้อไปแล้วแป๊บเดียวจะต้องนำกลับเข้ามาทำรายการ เช็คระยะยาวเหยียด ตามที่โรงงานกำหนดหรือไม่? เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมบอกว่าจะตามข่าวเรื่องของการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค เห็นว่าวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมานั้น คุณพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นัดประชุมเรื่อง 'การใช้ความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าประเภทรถยนต์' ซึ่งได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาระดมสมองกัน
ท่านพินิจ ในฐานะประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา จะแสดงความไม่พอใจอยู่บ้างที่มีบริษัทรถยนต์ให้ความสำคัญน้อย ส่งแค่ระดับผู้จัดการ ผู้ช่วย มาสังเกตการณ์เท่านั้น จนท่านหัวเสียที่ค่ายรถไม่เอาด้วย แถมวันนั้นก็ยังมีนายทหาร (คนเดิม) ที่เคยเป็นคนทุบโตโยต้า ไทเกอร์ สปอร์ต ครุยเซอร์ เดินเข้ามาส่งเสียงดัง เอะอะโวยวาย แม้ท่านจะเอ่ยปากขอร้องแล้ว ก็ยังไม่เลิกป่วน งานวันนั้นก็เลยกร่อยไปใหญ่...
นี่ แค่เริ่มต้นเท่านั้น งานใหญ่ของการคุ้มครองรถที่บอกว่าจะจัดครั้งต่อไป คงลำบากแล้วละ สงสัยเป็นทางตันของ สคบ.แล้ว ลูกค้าอย่างคนที่ทุบไทเกอร์เอง ก็สะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะลูกค้า แม้จะไม่ใช่ส่วนใหญ่ก็ตาม แต่เราก็จะต้องเจอปัญหาในรถ และจะต้องทุบกันอีกเรื่อยไป... เชื่อไหมครับ
วันที่สัมมนาก็มีการพูดถึงเนื้อหาบ้าง พอจับเค้าได้ความว่า ปัญหารถทุกวันนี้ไม่ใช่มาจากกระบวนการผลิตและคุณภาพ แต่มาจากการสื่อสารกันทางด้านข่าวสาร ข้อมูลไม่ถูกต้อง และการให้ 'ข้อมูล-ข่าวสาร' แก่ผู้บริโภคไม่ชัดเจน เพราะว่าค่ายรถเล่นบอกแต่ด้านดีด้านเดียว แต่ด้านอื่นๆ ไม่บอก
สำหรับตัวผมเองนั้น กลับมองว่ามันใช่สาระเลย บ้านเราผลิตรถดี แต่ว่าโฆษณากันเกินจริงไป คือ บอกคนซื้ออย่างเข้มข้นว่าอะไรมันทำงานอย่างไร ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ไหน ทำแล้วเกิดเสียงดังหรือไม่มีไฟโชว์ ซึ่งผมเชื่อว่าบริษัทต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่า มันมีอยู่ในคู่มือแล้ว ทำไมไม่อ่าน
นั่นแหละปัญหาบ้านเรา อ่านน้อย ศึกษาน้อย คนขับรถเก๋งให้นายคันละ 10 ล้าน แถมพ่วงชีวิตนายและครอบครัวกันไปอีกสี่ซ้าห้าคน ยังไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนขับรถที่ถูกวิธีเลย นับประสาอะไรกับชาวบ้านทั่วไปใช่มั้ยครับ
ตอนนี้ไม่มีอะไร ต่างคนต่างคิด บริษัทรถก็คิดว่าผลิตของออกมาดี คนที่คุมกฎก็บอกว่าหากพบว่าไม่พอใจ หรือว่าเสีย ก็ต้องมาหาทางออก แต่ก็ต้องอยู่ในข้อกฎหมาย ซึ่งผมก็ว่าทุกฝ่ายจะต้องทำร่วมกัน ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าจะมาโยนให้เป็นความผิดคนทำผลิตภัณฑ์ออกมาขาย หรือวิธีการเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ให้เป็นแค่ถุงลม จากถุงลมนิรภัย แล้วงานคุ้มครองมันจะดีขึ้น
เห็นไหม แค่เรื่องหลักการ กติกา เช่น หัวข้อรับผิดชอบ เมื่อรถมีปัญหา แล้วลูกค้าจะเปลี่ยนรถหรือให้ซื้อคืน ก็มีแต่คนพูด แต่ไม่มีข้อสรุป หรือฟันธงกันไปเลย งานคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์อย่างที่เคยกำหนดกรอบไว้นั้น ไม่ได้เกิดหรอกครับ
ตอนนี้ผมเชื่อว่า บริษัทผู้ผลิตมองแผนงานระยะยาวไว้แล้ว ไม่ต้องให้ใครมาทำกรอบบังคับ เพราะเขาก็กลัวเหมือนกัน แต่อยากเห็นโครงการหนึ่งที่จะทำให้เรื่องไม่พอใจในคุณภาพรถยนต์ลดลง นั่นคือ การให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เอารถยนต์ไฮ-เทคที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ไปสร้างประสบการณ์กับคนใช้ แสดงให้คนใช้รถเห็น และต้องเชิญชวนให้เรียนรู้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบต่างๆ ที่มองไม่ออกว่ามันทำงานอยู่หรือไม่อย่างไร อุปกรณ์หลายอย่าง เช่น ระบบรักษาเสถียรภาพตัวรถ ระบบเอบีเอส ระบบช่วยเบรก ที่จะทำหน้าที่ให้น้ำหนักเบรกไปที่แป้นเบรกมากขึ้นเมื่อเราต้องการเบรกฉุกเฉิน ระบบทำงานแบบนี้ ถ้าต้องการใช้ จะใช้อย่างไร...
แม้ว่าจะเป็นออโตเมติก แต่คนใช้ควรก็จะรู้ด้วยว่า เมื่อเราไม่ต้องการหรือต้องการ ต้องสั่งมันอย่างไร หลังสั่งการไปแล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีถุงลมนิรภัย แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นต้น หรือว่าเบรกแล้วทำไมมันหัวทิ่ม ไม่นิ่ง และนุ่มเลย
สิทธิผู้บริโภค คงต้องว่ากันในแง่ของกฎหมาย ถ้ายังไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร เดินหน้าไป แต่ภาคปฏิบัติวันนี้ ต้องเริ่มให้การศึกษา นั่นแหละ จึงจะเป็นงานคุ้มครองอย่างถาวร
ทีนี้ใครจะเป็นคนเริ่ม ภาครัฐ เอกชน หรือว่าตัวแทนของหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค รถยนต์นั้นมีมูลค่ามหาศาล แถมยังมีเรื่องชีวิตและทรัพย์สินควบคู่ไปด้วย
ค่อยๆ พัฒนาไปเถิดนะครับ อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มต้น แม้มันจะเริ่มไม่สวยนักก็ตาม
เมื่อรถมีปัญหาสุขภาพ..ถึงขั้นทุบเลยหรือ? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
เมื่อรถมีปัญหาสุขภาพ..ถึงขั้นทุบเลยหรือ? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ผมว่าเป็นไปกันใหญ่แล้ว หาขื่อหาแปกันไม่ได้ในบ้านเมืองเรา การประท้วงปัญหาสุขภาพของรถ ไม่เป็นที่ถูกใจ ด้วยการใช้รูปแบบใหม่ๆ ทั้งเผาทั้งทุบ ภาพออกมาดูรุนแรงจนทำให้คิดไปว่า สินค้ารถนั้น มากด้วยปัญหา บริษัทรถยนต์ทำอะไรขนาดนั้น ดูถูกดูแคลนลูกค้าตัวเอง จนลูกค้าเจ็บใจขนาดจะทำให้เขายอมแลกด้วยการทุบรถคันแสนแพงจริงหรือ หรือว่าความไม่ปกติบางอย่าง
ความเสียหาย ความผิดพลาดของสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการผลิตในครั้งละมากๆ นั้น มีเกิดได้ทุกชนิดสินค้า ไม่แค่เฉพาะรถยนต์เท่านั้น ตรงนี้ต้องแยกให้ออกว่ามันเป็นปัญหาแบบแก้ไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ หรือว่าแก้ได้
สุขภาพของรถนั้น หากสึกหรอปกติ สิ้นอายุการใช้งานก็ว่ากันไป แต่หากว่ายังไม่ทันใช้งานแล้วสิ้นใจเสียแบบนั้น ก็หาเหตุหาที่มาที่ไปของมัน แนวทางแก้ไขก็จะต้องให้สมเหตุสมผล
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เข้าข้างคนใช้รถเต็มประตู เพราะผมก็เคยเป็นลูกค้า ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซื้อรถมาก็ต้องใช้งานได้ ได้รับการบริการที่ดี หากว่ารถไม่สามารถตอบสนองสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเอาเงินมหาศาลไปแลกมาทำไม
ในบทบาทของสื่อ ผมเชื่อว่าหลายท่านเห็นว่า สื่อมวลชน มีส่วนไปไกล่เกลี่ยให้ปัญหาของผู้ใช้รถจนสรุปได้หลายๆ คัน หลายกรณี
ผมอยากจะเล่าแนวทางการทำงานของคนที่เกี่ยวข้องให้ฟัง เพื่อให้ได้ภาพกว้างๆ หากคิดว่าจะทำพฤติกรรมรุนแรง จะได้มีทางออก
เคยมองย้อนไปไหมว่า ทำไมรถจะต้องมีการรับประกันคุณภาพ เพราะมันสะท้อนภาพว่า โอกาสที่มันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาจากกระบวนการผลิต มีความเป็นไปได้ อีกแง่มุมคือ คุณภาพของเขาดีเขาจึงกล้ารับรองไว้ระยะเวลาหนึ่ง
เงื่อนไขการรับประกันนั้น คุ้มครองการผลิต ความผิดพลาดจากการผลิต มีขอบข่ายชัดเจน เรียกว่าชิ้นส่วนใดหลุดมาตรฐานออกมา ไม่ต้องเถียงกัน เปลี่ยนได้ แก้ได้ ลองอ่านในคู่มือรถยนต์ของท่านดูว่าชิ้นส่วนใดเข้าเงื่อนไข ไม่เข้าเงื่อนไขบ้าง
อย่างไรก็ตาม หากมีอะไรที่คิดว่ามันไม่ถูกใจ หรือมันผิดปกติ จะทำอย่างไรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาจเริ่มจากไปแจ้งแก่ผู้ผลิตว่ามันคุณภาพห่วย ใช้งานไม่ได้ หลอกขาย หรือขายแพง ก็ว่ากันไป ตรงนี้ฝ่ายที่เรียกว่า ลูกค้าสัมพันธ์ของค่ายรถ จะเข้ามารับเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นระดับ ดีลเลอร์รับเรื่อง แล้วไปแก้ไขเอง หากแก้ไขไม่ได้ ก็ขยับไปที่บริษัทแม่
จากนี้หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือตกลงกันไม่ได้ ก็จะไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือว่า สคบ. ซึ่งจะต้องทำเรื่องไป บางท่านก็ไม่ทำเอง ไปร้องผ่านองค์กรเอกชน เช่น เอ็นจีโอ ให้เป็นตัวกลางประสานให้
สำหรับเรื่องที่ไปที่ สคบ. เจ้าหน้าที่ก็จะนัดไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถบังคับอะไรมากกว่านี้ ส่วนใหญ่แล้ว ก็ไปที่ศาล เพราะว่าบทบาทและหน้าที่เขามีเท่านี้ กฎหมายบ้านเมืองเรายังไม่ได้มีไว้บังคับชัดเจนในเรื่องของรถยนต์ ซึ่งรถที่มีปัญหาบางคัน เจ้าของบางคนก็เลือกที่จะร้องเรียนกับสื่อ ขณะที่สื่อมวลชนมักใช้การประสานให้เกิดการพูดคุยกัน การไกล่เกลี่ย เป็นหน้าที่ของคู่กรณีที่จะหันหน้าเข้าหากันเอง
สื่อมีบทบาทได้ เพราะรู้จักและเกรงใจกัน ทำได้อย่างมากก็แค่ เอาข่าวมาเล่า เอาข้อมูลมาเขียน
บอกกล่าวกันเท่านั้น
ส่วนใหญ่ตามหลักของสื่อสารมวลชน การนำเรื่องมาลงมาเล่าเอาข่าวมาเขียนก็ให้โอกาสทั้ง สองฝ่าย ที่เป็นคู่กรณี ว่ากันที่เนื้อหา พูดพร้อมกัน ตามหลักของสื่อมวลชน ไม่ใช่ลงเรื่องแต่ฝ่ายเดียว เหมือนฝ่ายเจ้าของรถ พอเล่าเรื่องเสร็จจะให้นักข่าวลงข่าวไปทันที หากยังไม่ลงก็ว่าไปรับโน่นรับนี่
จริงๆ นักข่าวที่ดีนั้น ต้องตรวจสอบก่อนว่าแล้วมันเป็นอย่างไร ขืนลงสุ่มสี่สุ่มห้าไป พอไปตามอีกฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นเรื่องของคนหยุดไม่ได้ ก็เสียหายกันไปหมด แถมบางทีอาจจะถูกมองว่าจะเอาอะไรจากค่ายรถขึ้นมาอีก
เรื่องรถยนต์ยิ่งอ่อนไหวในสังคมบ้านเรา คนเชื่อสื่อ หนังสือใครก็อยากจะขาย แต่ก็ต้องดูความถูกต้องด้วย
ส่วนใหญ่แล้วร้องกับสื่อมวลชน นักข่าวสายรถยนต์จะเข้าใจประเด็นต่างๆ จะจบไม่ยาก แต่ผมเตือนว่า การร้องสื่อนั้น แม้สื่อมีอำนาจต่อรอง มากด้วยลูกเกรงใจก็จริง แต่ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและยุติธรรม เพราะว่าบางคนร้องว่ามีวาระซ่อนเร้น ซึ่งหากเป็นแบบนี้ อำนาจต่อรองของสื่อนั้น มันจะกลับมาทำร้ายตัวคนร้องเองได้
เชื่อไม่เชื่อดูเรื่องทุบโตโยต้า ไทเกอร์ เป็นต้น ผมไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของรถคันนั้น
เพราะว่าความจริงที่ไปปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ โทรทัศน์ เมื่อมันเดินหน้าแล้ว สื่อทำหน้าที่แล้ว มีการตรวจสอบตามหลักการแล้ว ความจริงปรากฏออกมาสาธารณชนเท่านั้นจะตัดสินเองว่า ความชอบธรรมจะตกไปอยู่กับใคร
กรณี ฮอนด้า กับกระบะไทเกอร์ เป็นตัวอย่างครับ คันแรก ความชอบธรรมอยู่ทางลูกค้า แต่ทุบเหมือนกัน คันหลัง ไทเกอร์ หางเสียงกลับไปทางโตโยต้า เห็นไหมว่าอิทธิพลของสื่อทำให้การร้องรูปแบบเหมือนกัน เนื้อหามันออกมาต่างกัน
ผมไม่อยากเห็นใครใช้จังหวะนี้มาขยายวิธีการรุนแรง อย่าคิดว่าการเล่นกับข่าวแล้วจะได้เปรียบเสมอไป จังหวะและการเล่นกับข่าว ต้องเล่นให้เป็นจึงจะชนะ แต่หากเล่นไม่เป็น เวลาแพ้ ฟื้นไม่ได้เลยครับ หวังว่าประวัติศาสตร์ที่ด่างพร้อยของวงการนี้ คงจะหยุดแค่นี้
ส่วนผมจะติดตามงานคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ที่รัฐบาลจะทำ มันเพิ่งเริ่มต้น เล่นบนดินแบบผู้เจริญๆ ดีกว่าเล่นใต้ดินตีบทนักเลงหัวไม้ครับ
ผมว่าเป็นไปกันใหญ่แล้ว หาขื่อหาแปกันไม่ได้ในบ้านเมืองเรา การประท้วงปัญหาสุขภาพของรถ ไม่เป็นที่ถูกใจ ด้วยการใช้รูปแบบใหม่ๆ ทั้งเผาทั้งทุบ ภาพออกมาดูรุนแรงจนทำให้คิดไปว่า สินค้ารถนั้น มากด้วยปัญหา บริษัทรถยนต์ทำอะไรขนาดนั้น ดูถูกดูแคลนลูกค้าตัวเอง จนลูกค้าเจ็บใจขนาดจะทำให้เขายอมแลกด้วยการทุบรถคันแสนแพงจริงหรือ หรือว่าความไม่ปกติบางอย่าง
ความเสียหาย ความผิดพลาดของสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการผลิตในครั้งละมากๆ นั้น มีเกิดได้ทุกชนิดสินค้า ไม่แค่เฉพาะรถยนต์เท่านั้น ตรงนี้ต้องแยกให้ออกว่ามันเป็นปัญหาแบบแก้ไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ หรือว่าแก้ได้
สุขภาพของรถนั้น หากสึกหรอปกติ สิ้นอายุการใช้งานก็ว่ากันไป แต่หากว่ายังไม่ทันใช้งานแล้วสิ้นใจเสียแบบนั้น ก็หาเหตุหาที่มาที่ไปของมัน แนวทางแก้ไขก็จะต้องให้สมเหตุสมผล
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เข้าข้างคนใช้รถเต็มประตู เพราะผมก็เคยเป็นลูกค้า ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซื้อรถมาก็ต้องใช้งานได้ ได้รับการบริการที่ดี หากว่ารถไม่สามารถตอบสนองสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเอาเงินมหาศาลไปแลกมาทำไม
ในบทบาทของสื่อ ผมเชื่อว่าหลายท่านเห็นว่า สื่อมวลชน มีส่วนไปไกล่เกลี่ยให้ปัญหาของผู้ใช้รถจนสรุปได้หลายๆ คัน หลายกรณี
ผมอยากจะเล่าแนวทางการทำงานของคนที่เกี่ยวข้องให้ฟัง เพื่อให้ได้ภาพกว้างๆ หากคิดว่าจะทำพฤติกรรมรุนแรง จะได้มีทางออก
เคยมองย้อนไปไหมว่า ทำไมรถจะต้องมีการรับประกันคุณภาพ เพราะมันสะท้อนภาพว่า โอกาสที่มันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาจากกระบวนการผลิต มีความเป็นไปได้ อีกแง่มุมคือ คุณภาพของเขาดีเขาจึงกล้ารับรองไว้ระยะเวลาหนึ่ง
เงื่อนไขการรับประกันนั้น คุ้มครองการผลิต ความผิดพลาดจากการผลิต มีขอบข่ายชัดเจน เรียกว่าชิ้นส่วนใดหลุดมาตรฐานออกมา ไม่ต้องเถียงกัน เปลี่ยนได้ แก้ได้ ลองอ่านในคู่มือรถยนต์ของท่านดูว่าชิ้นส่วนใดเข้าเงื่อนไข ไม่เข้าเงื่อนไขบ้าง
อย่างไรก็ตาม หากมีอะไรที่คิดว่ามันไม่ถูกใจ หรือมันผิดปกติ จะทำอย่างไรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาจเริ่มจากไปแจ้งแก่ผู้ผลิตว่ามันคุณภาพห่วย ใช้งานไม่ได้ หลอกขาย หรือขายแพง ก็ว่ากันไป ตรงนี้ฝ่ายที่เรียกว่า ลูกค้าสัมพันธ์ของค่ายรถ จะเข้ามารับเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นระดับ ดีลเลอร์รับเรื่อง แล้วไปแก้ไขเอง หากแก้ไขไม่ได้ ก็ขยับไปที่บริษัทแม่
จากนี้หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือตกลงกันไม่ได้ ก็จะไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือว่า สคบ. ซึ่งจะต้องทำเรื่องไป บางท่านก็ไม่ทำเอง ไปร้องผ่านองค์กรเอกชน เช่น เอ็นจีโอ ให้เป็นตัวกลางประสานให้
สำหรับเรื่องที่ไปที่ สคบ. เจ้าหน้าที่ก็จะนัดไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถบังคับอะไรมากกว่านี้ ส่วนใหญ่แล้ว ก็ไปที่ศาล เพราะว่าบทบาทและหน้าที่เขามีเท่านี้ กฎหมายบ้านเมืองเรายังไม่ได้มีไว้บังคับชัดเจนในเรื่องของรถยนต์ ซึ่งรถที่มีปัญหาบางคัน เจ้าของบางคนก็เลือกที่จะร้องเรียนกับสื่อ ขณะที่สื่อมวลชนมักใช้การประสานให้เกิดการพูดคุยกัน การไกล่เกลี่ย เป็นหน้าที่ของคู่กรณีที่จะหันหน้าเข้าหากันเอง
สื่อมีบทบาทได้ เพราะรู้จักและเกรงใจกัน ทำได้อย่างมากก็แค่ เอาข่าวมาเล่า เอาข้อมูลมาเขียน
บอกกล่าวกันเท่านั้น
ส่วนใหญ่ตามหลักของสื่อสารมวลชน การนำเรื่องมาลงมาเล่าเอาข่าวมาเขียนก็ให้โอกาสทั้ง สองฝ่าย ที่เป็นคู่กรณี ว่ากันที่เนื้อหา พูดพร้อมกัน ตามหลักของสื่อมวลชน ไม่ใช่ลงเรื่องแต่ฝ่ายเดียว เหมือนฝ่ายเจ้าของรถ พอเล่าเรื่องเสร็จจะให้นักข่าวลงข่าวไปทันที หากยังไม่ลงก็ว่าไปรับโน่นรับนี่
จริงๆ นักข่าวที่ดีนั้น ต้องตรวจสอบก่อนว่าแล้วมันเป็นอย่างไร ขืนลงสุ่มสี่สุ่มห้าไป พอไปตามอีกฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นเรื่องของคนหยุดไม่ได้ ก็เสียหายกันไปหมด แถมบางทีอาจจะถูกมองว่าจะเอาอะไรจากค่ายรถขึ้นมาอีก
เรื่องรถยนต์ยิ่งอ่อนไหวในสังคมบ้านเรา คนเชื่อสื่อ หนังสือใครก็อยากจะขาย แต่ก็ต้องดูความถูกต้องด้วย
ส่วนใหญ่แล้วร้องกับสื่อมวลชน นักข่าวสายรถยนต์จะเข้าใจประเด็นต่างๆ จะจบไม่ยาก แต่ผมเตือนว่า การร้องสื่อนั้น แม้สื่อมีอำนาจต่อรอง มากด้วยลูกเกรงใจก็จริง แต่ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและยุติธรรม เพราะว่าบางคนร้องว่ามีวาระซ่อนเร้น ซึ่งหากเป็นแบบนี้ อำนาจต่อรองของสื่อนั้น มันจะกลับมาทำร้ายตัวคนร้องเองได้
เชื่อไม่เชื่อดูเรื่องทุบโตโยต้า ไทเกอร์ เป็นต้น ผมไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของรถคันนั้น
เพราะว่าความจริงที่ไปปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ โทรทัศน์ เมื่อมันเดินหน้าแล้ว สื่อทำหน้าที่แล้ว มีการตรวจสอบตามหลักการแล้ว ความจริงปรากฏออกมาสาธารณชนเท่านั้นจะตัดสินเองว่า ความชอบธรรมจะตกไปอยู่กับใคร
กรณี ฮอนด้า กับกระบะไทเกอร์ เป็นตัวอย่างครับ คันแรก ความชอบธรรมอยู่ทางลูกค้า แต่ทุบเหมือนกัน คันหลัง ไทเกอร์ หางเสียงกลับไปทางโตโยต้า เห็นไหมว่าอิทธิพลของสื่อทำให้การร้องรูปแบบเหมือนกัน เนื้อหามันออกมาต่างกัน
ผมไม่อยากเห็นใครใช้จังหวะนี้มาขยายวิธีการรุนแรง อย่าคิดว่าการเล่นกับข่าวแล้วจะได้เปรียบเสมอไป จังหวะและการเล่นกับข่าว ต้องเล่นให้เป็นจึงจะชนะ แต่หากเล่นไม่เป็น เวลาแพ้ ฟื้นไม่ได้เลยครับ หวังว่าประวัติศาสตร์ที่ด่างพร้อยของวงการนี้ คงจะหยุดแค่นี้
ส่วนผมจะติดตามงานคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ที่รัฐบาลจะทำ มันเพิ่งเริ่มต้น เล่นบนดินแบบผู้เจริญๆ ดีกว่าเล่นใต้ดินตีบทนักเลงหัวไม้ครับ
บทเรียนซีอาร์-วี ต้อง 'กาวใจอินเตอร์'? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
บทเรียนซีอาร์-วี ต้อง 'กาวใจอินเตอร์'? (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ไม่ว่าใครจะมองการกระทำของลูกค้าฮอนด้าอย่างไร แต่ภาพเหล่านี้ได้สะท้อนความเป็นจริงหลายอย่าง และมีอีกหลายเรื่องให้น่าติดตาม
จะเห็นว่า กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องรถที่ไม่สามารถรองรับความร้อนใจของเจ้าของรถได้ ยิ่งคนซื้อต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อเป็นเจ้าของรถสักคัน ปัญหาต้องใหญ่แน่ แม้ไม่ต้องทุบรถ
และหากว่าปัญหานั้นเกิดกับผู้บริโภคที่มีลักษณะพิเศษ บางครั้งกระบวนการแก้ปัญหาปกติ แทบไม่มีความหมาย
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความคาดหวังที่สูงของผู้ซื้อ การที่ราคารถยนต์บ้านเรายังสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้คนคาดหวังกับคุณภาพรถสูงมาก และกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับข้อบกพร่องไม่ได้ เพราะว่ากว่าจะซื้อรถได้คันหนึ่ง ในบ้านเราต้องเก็บเงินกันทั้งชีวิต รถแพงกว่าบ้าน ย่อมมีความหมายมาก
บ้านเรานั้น ราคารถยนต์สูงมาก เมื่อเทียบกับรายได้ สมมติว่า ราคารถในบ้านเรา 1 ล้านบาท แต่ในเยอรมนี 8-9 แสนบาท ใกล้เคียงกันก็จริง แต่เมื่อเทียบกับรายได้แล้ว ถือว่าคนเยอรมันรู้สึกว่ารถไม่แพง เพราะเขามีรายได้มากกว่า
เมื่อมีปัญหาบางอย่าง เขาอาจจะยอมรับได้ นอกจากนี้นิสัยบางอย่างของบางประเทศในยุโรป หรือญี่ปุ่น อาจจะไม่ค่อยสนใจอาการของรถ แม้ว่าในบ้านเราจะมองเป็นปัญหาใหญ่ อาจจะเพราะว่า ความมั่นใจในแง่ของคุณภาพรถที่ประเทศของตัวเองเป็นผู้ผลิตเป็นทุนเดิม ต่างจากบ้านเรา
นอกจากนี้ ผู้บริโภคบ้านเรายังมีประสบการณ์น้อยเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องของการใช้งานอุปกรณ์ใหม่ๆ การทำงานของระบบเทคนิค ซึ่งเราจะต้องศึกษาและเรียนรู้ว่าระบบมันใช้งานอย่างไร มีข้อจำกัดอย่างไร เช่น ขณะขับไปมีไฟเตือนกะพริบที่หน้าปัด เพราะระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวทำงาน ก็ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์รวน เป็นต้น หรือว่าระบบถุงลมนิรภัยทำงานอย่างไร
ประสบการณ์เกี่ยวกับรถของผู้บริโภคบ้านเรา มีอายุราว 30 กว่าปี นับจากที่เราประกอบรถกันอย่างจริงจัง เทียบกับ 100 ปีอย่างในยุโรป หรือญี่ปุ่นนั้น เราตามหลังเขามากมาย ทั้งแง่ของปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา และประสบการณ์ของผู้ซื้อบ้านเรายังถือว่าเป็นตลาดใหม่ เรื่องแรกๆประสบการณ์ใหม่ๆ ยังจะมีให้เห็นอีกมากครับ
ต้องยอมรับว่าในข้อเท็จจริง ความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อสินค้ารถ มีต่ำอยู่เป็นทุน เพราะการบริการที่ขาดคุณภาพ โดยเฉพาะบางค่ายที่เร่งขายรถโดยไม่ได้เพิ่มด้านการบริการ ซึ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าการที่ช่างเทคนิคไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรืองานไม่เรียบร้อย ด่านสุดท้ายที่สำคัญ คือ การปกป้องสิทธิของประชาชนคนซื้อ
โดยภาครัฐเรายังพัฒนาตามหลังตลาดและสินค้าอีกมากมายนัก งานคุ้มครองผู้บริโภคปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเล็กที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องแบกเอาภาระอย่างหนัก แค่สินค้ารถยนต์อย่างเดียวก็ 300 คดี จะไปหวังอะไรมากมายกับเรื่องอื่น
เรื่องของซีอาร์-วี ที่เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา หากไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ขั้นตอนการแก้ปัญหากำลังดำเนินอยู่ก็จริง แต่ใจร้อนทุบรถก่อนจะจับเข่าคุยกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่า คนทำก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร เรื่องผลกระทบเอาไว้ทีหลัง แต่เราก็ขี่กระแสกันว่า ให้เอาระบบอินเตอร์มารองรับ ตามแบบอเมริกัน
จริงๆ แล้ว ก็ต้องไปดูว่าเงื่อนไขแบบอเมริกันกับฐานแบบไทยๆ มันรับกันได้หรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าจะคุ้มครองผู้บริโภคได้สุดๆ แบบเขาทำกันได้ เพราะมิเช่นนี้อาจจะปั่นป่วน
หากท่านผู้อ่านติดตามเรื่องรถยนต์มาพอสมควร จะพบว่ารถทุกยี่ห้อ ไม่เฉพาะฮอนด้า ก็มีปัญหาได้ทั้งนั้น และบางรายร้ายกว่าฮอนด้า ซีอาร์-วี เสียอีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทุบรถออกทีวี บางคนใช้ฟ้องศาล บางคนก็ไกล่เกลี่ยกันได้จนน่าพอใจ โดยไม่ต้องพึ่งอินเตอร์
ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนสายรถส่วนใหญ่ เคยเป็นกาวใจทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคนซื้อรถกับบริษัทขายรถ จนปัญหาลุล่วงด้วยดี ทุกคนรู้ปัญหานี้ดีว่า การแก้ปัญหาโดยการพังไปสองฝ่าย ไม่มีอะไรดีขึ้น และก็ไม่ใช่วิถีของสังคมไทย
ในขณะที่เรื่องนี้บริษัทรถยนต์ต้องตระหนักถึงปัญหาและวางแผนระยะยาว ปรับกระบวนการแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างเข้มงวด
ประเด็นหนึ่งที่สอบถามกันมาก คือ หากซื้อรถและใช้จนมีปัญหาแล้วจะคืนรถที่มีปัญหาแก่ค่ายรถยนต์ได้หรือไม่ หากว่าได้ จะมีขั้นตอนอย่างไร
ย้อนไปในอดีต หรือมองไปในอนาคต บ้านเรายังไม่เห็นหลักเกณฑ์อะไร แต่ส่วนใหญ่ทำกันเป็นกรณีพิเศษ บริษัทรถยนต์พยายามไม่ให้เกิดขึ้น ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่ผู้ผลิตต้องทำการซื้อรถคืนหรือเปลี่ยนคันใหม่ น่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของคนใช้ ซึ่งข้อเสียหายเกิดจากผู้ผลิต เกิดจากวัสดุ หรือจากอื่นๆ ใดก็ดี ส่วนนอกจากนี้แล้วยากมาก ที่จะซื้อคืน
อย่างไรก็ตาม การนำรถไปเคลมนั้น บางค่ายออกแบบระบบการร้องทุกข์ดี แต่บางแห่งก็ไม่มีระบบไว้รองรับ
ดังนั้น กาวใจอินเตอร์อย่างไร ก็อาจจะไม่ยุติธรรม หากไร้ซึ่งความจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันครับ
ไม่ว่าใครจะมองการกระทำของลูกค้าฮอนด้าอย่างไร แต่ภาพเหล่านี้ได้สะท้อนความเป็นจริงหลายอย่าง และมีอีกหลายเรื่องให้น่าติดตาม
จะเห็นว่า กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องรถที่ไม่สามารถรองรับความร้อนใจของเจ้าของรถได้ ยิ่งคนซื้อต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อเป็นเจ้าของรถสักคัน ปัญหาต้องใหญ่แน่ แม้ไม่ต้องทุบรถ
และหากว่าปัญหานั้นเกิดกับผู้บริโภคที่มีลักษณะพิเศษ บางครั้งกระบวนการแก้ปัญหาปกติ แทบไม่มีความหมาย
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความคาดหวังที่สูงของผู้ซื้อ การที่ราคารถยนต์บ้านเรายังสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้คนคาดหวังกับคุณภาพรถสูงมาก และกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับข้อบกพร่องไม่ได้ เพราะว่ากว่าจะซื้อรถได้คันหนึ่ง ในบ้านเราต้องเก็บเงินกันทั้งชีวิต รถแพงกว่าบ้าน ย่อมมีความหมายมาก
บ้านเรานั้น ราคารถยนต์สูงมาก เมื่อเทียบกับรายได้ สมมติว่า ราคารถในบ้านเรา 1 ล้านบาท แต่ในเยอรมนี 8-9 แสนบาท ใกล้เคียงกันก็จริง แต่เมื่อเทียบกับรายได้แล้ว ถือว่าคนเยอรมันรู้สึกว่ารถไม่แพง เพราะเขามีรายได้มากกว่า
เมื่อมีปัญหาบางอย่าง เขาอาจจะยอมรับได้ นอกจากนี้นิสัยบางอย่างของบางประเทศในยุโรป หรือญี่ปุ่น อาจจะไม่ค่อยสนใจอาการของรถ แม้ว่าในบ้านเราจะมองเป็นปัญหาใหญ่ อาจจะเพราะว่า ความมั่นใจในแง่ของคุณภาพรถที่ประเทศของตัวเองเป็นผู้ผลิตเป็นทุนเดิม ต่างจากบ้านเรา
นอกจากนี้ ผู้บริโภคบ้านเรายังมีประสบการณ์น้อยเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องของการใช้งานอุปกรณ์ใหม่ๆ การทำงานของระบบเทคนิค ซึ่งเราจะต้องศึกษาและเรียนรู้ว่าระบบมันใช้งานอย่างไร มีข้อจำกัดอย่างไร เช่น ขณะขับไปมีไฟเตือนกะพริบที่หน้าปัด เพราะระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวทำงาน ก็ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์รวน เป็นต้น หรือว่าระบบถุงลมนิรภัยทำงานอย่างไร
ประสบการณ์เกี่ยวกับรถของผู้บริโภคบ้านเรา มีอายุราว 30 กว่าปี นับจากที่เราประกอบรถกันอย่างจริงจัง เทียบกับ 100 ปีอย่างในยุโรป หรือญี่ปุ่นนั้น เราตามหลังเขามากมาย ทั้งแง่ของปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา และประสบการณ์ของผู้ซื้อบ้านเรายังถือว่าเป็นตลาดใหม่ เรื่องแรกๆประสบการณ์ใหม่ๆ ยังจะมีให้เห็นอีกมากครับ
ต้องยอมรับว่าในข้อเท็จจริง ความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อสินค้ารถ มีต่ำอยู่เป็นทุน เพราะการบริการที่ขาดคุณภาพ โดยเฉพาะบางค่ายที่เร่งขายรถโดยไม่ได้เพิ่มด้านการบริการ ซึ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าการที่ช่างเทคนิคไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรืองานไม่เรียบร้อย ด่านสุดท้ายที่สำคัญ คือ การปกป้องสิทธิของประชาชนคนซื้อ
โดยภาครัฐเรายังพัฒนาตามหลังตลาดและสินค้าอีกมากมายนัก งานคุ้มครองผู้บริโภคปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเล็กที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องแบกเอาภาระอย่างหนัก แค่สินค้ารถยนต์อย่างเดียวก็ 300 คดี จะไปหวังอะไรมากมายกับเรื่องอื่น
เรื่องของซีอาร์-วี ที่เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา หากไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ขั้นตอนการแก้ปัญหากำลังดำเนินอยู่ก็จริง แต่ใจร้อนทุบรถก่อนจะจับเข่าคุยกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่า คนทำก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร เรื่องผลกระทบเอาไว้ทีหลัง แต่เราก็ขี่กระแสกันว่า ให้เอาระบบอินเตอร์มารองรับ ตามแบบอเมริกัน
จริงๆ แล้ว ก็ต้องไปดูว่าเงื่อนไขแบบอเมริกันกับฐานแบบไทยๆ มันรับกันได้หรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าจะคุ้มครองผู้บริโภคได้สุดๆ แบบเขาทำกันได้ เพราะมิเช่นนี้อาจจะปั่นป่วน
หากท่านผู้อ่านติดตามเรื่องรถยนต์มาพอสมควร จะพบว่ารถทุกยี่ห้อ ไม่เฉพาะฮอนด้า ก็มีปัญหาได้ทั้งนั้น และบางรายร้ายกว่าฮอนด้า ซีอาร์-วี เสียอีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทุบรถออกทีวี บางคนใช้ฟ้องศาล บางคนก็ไกล่เกลี่ยกันได้จนน่าพอใจ โดยไม่ต้องพึ่งอินเตอร์
ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนสายรถส่วนใหญ่ เคยเป็นกาวใจทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคนซื้อรถกับบริษัทขายรถ จนปัญหาลุล่วงด้วยดี ทุกคนรู้ปัญหานี้ดีว่า การแก้ปัญหาโดยการพังไปสองฝ่าย ไม่มีอะไรดีขึ้น และก็ไม่ใช่วิถีของสังคมไทย
ในขณะที่เรื่องนี้บริษัทรถยนต์ต้องตระหนักถึงปัญหาและวางแผนระยะยาว ปรับกระบวนการแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างเข้มงวด
ประเด็นหนึ่งที่สอบถามกันมาก คือ หากซื้อรถและใช้จนมีปัญหาแล้วจะคืนรถที่มีปัญหาแก่ค่ายรถยนต์ได้หรือไม่ หากว่าได้ จะมีขั้นตอนอย่างไร
ย้อนไปในอดีต หรือมองไปในอนาคต บ้านเรายังไม่เห็นหลักเกณฑ์อะไร แต่ส่วนใหญ่ทำกันเป็นกรณีพิเศษ บริษัทรถยนต์พยายามไม่ให้เกิดขึ้น ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่ผู้ผลิตต้องทำการซื้อรถคืนหรือเปลี่ยนคันใหม่ น่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของคนใช้ ซึ่งข้อเสียหายเกิดจากผู้ผลิต เกิดจากวัสดุ หรือจากอื่นๆ ใดก็ดี ส่วนนอกจากนี้แล้วยากมาก ที่จะซื้อคืน
อย่างไรก็ตาม การนำรถไปเคลมนั้น บางค่ายออกแบบระบบการร้องทุกข์ดี แต่บางแห่งก็ไม่มีระบบไว้รองรับ
ดังนั้น กาวใจอินเตอร์อย่างไร ก็อาจจะไม่ยุติธรรม หากไร้ซึ่งความจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันครับ
ปลอดภัยไว้ก่อน มารู้เรื่องโจรกรรมรถยนต์(ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ปลอดภัยไว้ก่อน มารู้เรื่องโจรกรรมรถยนต์(ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ที่ผ่านมา สถิติรถหายในแต่ละปี เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าใจหาย แม้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีการพัฒนาด้วยการติดตั้งระบบความปลอดภัยต่างๆ ให้ยากต่อการโจรกรรมยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งเจ้าของรถเอง ภายหลังการซื้อรถ ต่างก็นำรถไปติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงแล้วก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถป้องกันรถหายได้สมบูรณ์แบบ ในทางกลับกัน บางครั้งดูเหมือนว่าบรรดามิจฉาชีพ กลับมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยี เพราะจากจำนวนรถที่ถูกโจรกรรมที่เจ้าของรถยนต์แจ้งความไว้ และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการรวบรวมสถิติ พบว่า มากกว่า 50% การขโมยเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร และรถที่ถูกโจรกรรมมากว่า 60% เป็นรถปิกอัพ
เพราะเหตุผลใดรถปิกอัพจึงมีสถิติการถูกโจรกรรมมากที่สุด คำตอบก็คือ ปิกอัพเป็นรถที่โจรกรรมได้ง่ายที่สุดนั่นเอง และปิกอัพยังเป็นรถที่มีประชากรมากสุดบนถนนด้วย
ทั้งนี้ การโจรกรรมรถยนต์ของเหล่ามิจฉาชีพนั้น มีด้วยกันหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ แบบพื้นฐาน โดยการใช้ไขควง หรือลวดสอดเข้าไปที่รูกุญแจประตูรถ หรือบริเวณฝาเติมน้ำมันด้านข้างตัวถัง เพื่อดูกลไกของกุญแจว่าเป็นแบบใด จากนั้นก็จะใช้กุญแจผี ฝนตะไบให้ได้รอยเขี้ยวตรงกับกุญแจตัวจริง
เพื่อไขเข้าสู่ตัวรถต่อไป
แบบที่สอง คือ การปั๊มกุญแจดอกใหม่ขึ้นมา ซึ่งวิธีนี้จะต้องมีกุญแจดอกจริงอยู่ในมือ โดยมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะแฝงตัวในรูปแบบของพนักงาน หรือมีการร่วมมือกันกับพนักงานตามสถานบริการท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหารที่มีบริการจอดรถสำหรับลูกค้า ซึ่งพนักงานจะทำการก๊อบปี้กุญแจตัวจริงไว้
แบบที่สาม เป็นลักษณะของการลอกเลียนแบบกุญแจรถ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษที่ทำขึ้นมาใหม่ ลักษณะคล้ายปีกเครื่องบิน ปลายข้างหนึ่งมีลักษณะแบนและยาว ส่วนปลายอีกด้านเป็นเหลี่ยม
วิธีการนี้จะใช้ปลายด้านที่แบนและยาว สอดเข้าไปในรูกุญแจ จากนั้นใช้คีมหนีบปลายอีกด้านหนึ่งไว้ หมุนคว้านภายในรูกุญแจเพื่อทำลายสลักภายใน ซึ่งวิธีนี้จะเปิดประตูรถได้อย่างรวดเร็ว
แบบที่สี่ เป็นลักษณะของการขโมยรถปิกอัพที่นิยมมากที่สุด และถือว่าเป็นจุดอ่อนของรถปิกอัพ เพราะวิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ก็สามารถเข้าตัวรถได้ นั่นก็คือ การกรีดขอบยางที่กระจกหลัง ซึ่งเป็นรอยต่อของกระจกกับตัวถังรถ เพื่อที่จะเข้าไปในรถได้อย่างง่ายดาย
แบบล่าสุด ที่มีการเปิดโปงกันมาคือ การทำให้วงจรไฟฟ้าของระบบกันขโมย ลัดวงจร
ก่อนจะงัดรถเข้าไป ซึ่งสัญญาณกันขโมยติดรถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟ้าและนำมาเชื่อมวงจรกับไฟเลี้ยวหรือไฟหรี่ เพื่อส่งสัญญาณกะพริบเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก แต่โครงสร้างไฟเลี้ยวของกระบะ สามารถถูกแกะออกมาได้ง่าย คนร้ายสามารถจัดการขั้วไฟเลี้ยวให้เกิดการช็อตได้ วงจรกันขโมยก็จะเสียหายใช้การไม่ได้
เรียกว่า แม้จะมีการติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยมากับตัวรถ และสามารถป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพสตาร์ตรถออกไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องทรัพย์สินภายในรถไม่ให้หายได้ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การปกป้องรถของตนเอง
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ อย่าจอดรถในที่ที่ลับตาคน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ซึ่งช่วงที่รถหายมากที่สุดคือตั้งแต่เวลา 24.00-03.00 น.
นอกจากนี้ ในการติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมย ประเด็นสำคัญที่สุดคือ อย่าคำนึงถึงเรื่องของราคาเป็นหลัก เพราะทุกวันนี้มีสินค้านำเข้าราคาถูกจำนวนมากที่ทะลักเข้าไทย ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและหนีภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากจีน ราคาถูก แต่บางทีบางสินค้าก็มีคุณภาพที่ไม่ดีนัก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่ต้องหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อ และใช้รถปิกอัพก็ควรซื้อสัญญาณกันขโมยของรถปิกอัพ รถเก๋งก็ควรใช้ที่เป็นแบบรถเก๋ง และช่างที่ติดตั้งควรเป็นผู้ที่ชำนาญด้านนี้โดยตรง
ปัญหาเรื่องการโจรกรรมรถยนต์ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเอง จำเป็นจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง ในหลายๆ วิธีการ การติดตั้งสัญญาณกันขโมย อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ก็อาจจะมีในส่วนที่สามารถยืดระยะเวลา และทำให้เกิดความกลัวที่จะโจรกรรมได้ แต่ทั้งนี้ การเลือกซื้อสินค้าก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาดูรายละเอียดต่างๆ ประกอบ ทั้งตัวสินค้า ตัวบริษัทผู้ทำธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ ควรจะมีการรับประกัน อย่างน้อย 2 ปี สำหรับอายุการใช้งานของสัญญาณกันขโมย 5 ปีขึ้นไป
ส่วนว่าจะทำอย่างไรเมื่อรถหาย มันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย ทันทีที่คุณรู้ว่ารถยนต์สุดที่รักได้อันตรธานหายไป ผมมีคำแนะนำ ดังนี้
1.เตรียมหากระดาษ ปากกา ไว้ให้พร้อม เพื่อบันทึกข้อมูลการประสานงานนับจากนี้ไป
2.ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยฉุกเฉินต่างๆ ญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือได้
3.โทรศัพท์หาเพื่อนหรือญาติเพื่อช่วยในการประสานงาน (การมีโทรศัพท์มากกว่า 1
เครื่อง จะทำให้การประสานงานรวดเร็วขึ้น)
4.รวบรวมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับรถ เช่น ทะเบียน สี ระยะเวลาใช้ สภาพ ตำหนิ
หาข้อมูลว่ารถหายไปเวลาประมาณเท่าไร มีใครเห็นคนสุดท้ายก่อนหาย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ช่วยเหลือนำไปสังเกตและค้นหา
5.การติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือ ต้องรีบติดต่อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
6.หากท่านไม่ใช่เจ้าของรถ การแจ้งความกับตำรวจ จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจ (ตำรวจสามารถลงบันทึกไว้ก่อนได้)
7.รีบประสานงานต่างๆ ด้วยตัวเองดีกว่ารอเจ้าหน้าที่ เช่น โทรศัพท์ไปสกัดรถที่หน่วยงานชายแดน ตำรวจทางหลวง
8.สถานีวิทยุชุมชน มีบทบาทมากในการช่วยเหลือ ควรเลือกโทรที่นี่ก่อน สอบถามเบอร์และ
คำแนะนำหรือหมายเลขหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จากสถานีวิทยุเหล่านั้น
หลังเวลาผ่านไป รถที่มีประกันภัยประเภทที่ 1 เจ้าหน้าที่ประกันภัยจะเข้ามาลงบันทึกเพื่อหาข้อเท็จจริง
9 การกระทำใดๆ ที่พยายามตามหารถ จะทำให้ประกันเชื่อว่ารถไม่ได้ถูกขโมยไปโดยเจ้าของ
10.มีสมาธิและทำใจ หลังแจ้งความ..หากมีแต่ความเงียบมาเยือน ไม่ต้องแปลกใจ ยกเว้นแต่คุณจะนามสกุลดังคับฟ้า หรือเป็นดาราใหญ่ อาจจะได้รถคืนเร็ว
11.หากเวลาผ่านไป คุณไม่มีความหวังใดๆ โปรดหาเพื่อนหรือคำปลอบใจ หวังว่าคุณจะไม่โชคร้ายเกินไป
ระวัง เวลา 02.00-06.00 น. คือช่วงอันตรายที่สุดสำหรับรถที่ขโมยชอบ
ที่ผ่านมา สถิติรถหายในแต่ละปี เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าใจหาย แม้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีการพัฒนาด้วยการติดตั้งระบบความปลอดภัยต่างๆ ให้ยากต่อการโจรกรรมยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งเจ้าของรถเอง ภายหลังการซื้อรถ ต่างก็นำรถไปติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงแล้วก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถป้องกันรถหายได้สมบูรณ์แบบ ในทางกลับกัน บางครั้งดูเหมือนว่าบรรดามิจฉาชีพ กลับมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยี เพราะจากจำนวนรถที่ถูกโจรกรรมที่เจ้าของรถยนต์แจ้งความไว้ และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการรวบรวมสถิติ พบว่า มากกว่า 50% การขโมยเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร และรถที่ถูกโจรกรรมมากว่า 60% เป็นรถปิกอัพ
เพราะเหตุผลใดรถปิกอัพจึงมีสถิติการถูกโจรกรรมมากที่สุด คำตอบก็คือ ปิกอัพเป็นรถที่โจรกรรมได้ง่ายที่สุดนั่นเอง และปิกอัพยังเป็นรถที่มีประชากรมากสุดบนถนนด้วย
ทั้งนี้ การโจรกรรมรถยนต์ของเหล่ามิจฉาชีพนั้น มีด้วยกันหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ แบบพื้นฐาน โดยการใช้ไขควง หรือลวดสอดเข้าไปที่รูกุญแจประตูรถ หรือบริเวณฝาเติมน้ำมันด้านข้างตัวถัง เพื่อดูกลไกของกุญแจว่าเป็นแบบใด จากนั้นก็จะใช้กุญแจผี ฝนตะไบให้ได้รอยเขี้ยวตรงกับกุญแจตัวจริง
เพื่อไขเข้าสู่ตัวรถต่อไป
แบบที่สอง คือ การปั๊มกุญแจดอกใหม่ขึ้นมา ซึ่งวิธีนี้จะต้องมีกุญแจดอกจริงอยู่ในมือ โดยมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะแฝงตัวในรูปแบบของพนักงาน หรือมีการร่วมมือกันกับพนักงานตามสถานบริการท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหารที่มีบริการจอดรถสำหรับลูกค้า ซึ่งพนักงานจะทำการก๊อบปี้กุญแจตัวจริงไว้
แบบที่สาม เป็นลักษณะของการลอกเลียนแบบกุญแจรถ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษที่ทำขึ้นมาใหม่ ลักษณะคล้ายปีกเครื่องบิน ปลายข้างหนึ่งมีลักษณะแบนและยาว ส่วนปลายอีกด้านเป็นเหลี่ยม
วิธีการนี้จะใช้ปลายด้านที่แบนและยาว สอดเข้าไปในรูกุญแจ จากนั้นใช้คีมหนีบปลายอีกด้านหนึ่งไว้ หมุนคว้านภายในรูกุญแจเพื่อทำลายสลักภายใน ซึ่งวิธีนี้จะเปิดประตูรถได้อย่างรวดเร็ว
แบบที่สี่ เป็นลักษณะของการขโมยรถปิกอัพที่นิยมมากที่สุด และถือว่าเป็นจุดอ่อนของรถปิกอัพ เพราะวิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ก็สามารถเข้าตัวรถได้ นั่นก็คือ การกรีดขอบยางที่กระจกหลัง ซึ่งเป็นรอยต่อของกระจกกับตัวถังรถ เพื่อที่จะเข้าไปในรถได้อย่างง่ายดาย
แบบล่าสุด ที่มีการเปิดโปงกันมาคือ การทำให้วงจรไฟฟ้าของระบบกันขโมย ลัดวงจร
ก่อนจะงัดรถเข้าไป ซึ่งสัญญาณกันขโมยติดรถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟ้าและนำมาเชื่อมวงจรกับไฟเลี้ยวหรือไฟหรี่ เพื่อส่งสัญญาณกะพริบเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก แต่โครงสร้างไฟเลี้ยวของกระบะ สามารถถูกแกะออกมาได้ง่าย คนร้ายสามารถจัดการขั้วไฟเลี้ยวให้เกิดการช็อตได้ วงจรกันขโมยก็จะเสียหายใช้การไม่ได้
เรียกว่า แม้จะมีการติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยมากับตัวรถ และสามารถป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพสตาร์ตรถออกไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องทรัพย์สินภายในรถไม่ให้หายได้ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การปกป้องรถของตนเอง
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ อย่าจอดรถในที่ที่ลับตาคน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ซึ่งช่วงที่รถหายมากที่สุดคือตั้งแต่เวลา 24.00-03.00 น.
นอกจากนี้ ในการติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมย ประเด็นสำคัญที่สุดคือ อย่าคำนึงถึงเรื่องของราคาเป็นหลัก เพราะทุกวันนี้มีสินค้านำเข้าราคาถูกจำนวนมากที่ทะลักเข้าไทย ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและหนีภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากจีน ราคาถูก แต่บางทีบางสินค้าก็มีคุณภาพที่ไม่ดีนัก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่ต้องหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อ และใช้รถปิกอัพก็ควรซื้อสัญญาณกันขโมยของรถปิกอัพ รถเก๋งก็ควรใช้ที่เป็นแบบรถเก๋ง และช่างที่ติดตั้งควรเป็นผู้ที่ชำนาญด้านนี้โดยตรง
ปัญหาเรื่องการโจรกรรมรถยนต์ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเอง จำเป็นจะต้องหาทางป้องกันตัวเอง ในหลายๆ วิธีการ การติดตั้งสัญญาณกันขโมย อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ก็อาจจะมีในส่วนที่สามารถยืดระยะเวลา และทำให้เกิดความกลัวที่จะโจรกรรมได้ แต่ทั้งนี้ การเลือกซื้อสินค้าก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาดูรายละเอียดต่างๆ ประกอบ ทั้งตัวสินค้า ตัวบริษัทผู้ทำธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ ควรจะมีการรับประกัน อย่างน้อย 2 ปี สำหรับอายุการใช้งานของสัญญาณกันขโมย 5 ปีขึ้นไป
ส่วนว่าจะทำอย่างไรเมื่อรถหาย มันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย ทันทีที่คุณรู้ว่ารถยนต์สุดที่รักได้อันตรธานหายไป ผมมีคำแนะนำ ดังนี้
1.เตรียมหากระดาษ ปากกา ไว้ให้พร้อม เพื่อบันทึกข้อมูลการประสานงานนับจากนี้ไป
2.ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยฉุกเฉินต่างๆ ญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือได้
3.โทรศัพท์หาเพื่อนหรือญาติเพื่อช่วยในการประสานงาน (การมีโทรศัพท์มากกว่า 1
เครื่อง จะทำให้การประสานงานรวดเร็วขึ้น)
4.รวบรวมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับรถ เช่น ทะเบียน สี ระยะเวลาใช้ สภาพ ตำหนิ
หาข้อมูลว่ารถหายไปเวลาประมาณเท่าไร มีใครเห็นคนสุดท้ายก่อนหาย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ช่วยเหลือนำไปสังเกตและค้นหา
5.การติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือ ต้องรีบติดต่อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
6.หากท่านไม่ใช่เจ้าของรถ การแจ้งความกับตำรวจ จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจ (ตำรวจสามารถลงบันทึกไว้ก่อนได้)
7.รีบประสานงานต่างๆ ด้วยตัวเองดีกว่ารอเจ้าหน้าที่ เช่น โทรศัพท์ไปสกัดรถที่หน่วยงานชายแดน ตำรวจทางหลวง
8.สถานีวิทยุชุมชน มีบทบาทมากในการช่วยเหลือ ควรเลือกโทรที่นี่ก่อน สอบถามเบอร์และ
คำแนะนำหรือหมายเลขหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จากสถานีวิทยุเหล่านั้น
หลังเวลาผ่านไป รถที่มีประกันภัยประเภทที่ 1 เจ้าหน้าที่ประกันภัยจะเข้ามาลงบันทึกเพื่อหาข้อเท็จจริง
9 การกระทำใดๆ ที่พยายามตามหารถ จะทำให้ประกันเชื่อว่ารถไม่ได้ถูกขโมยไปโดยเจ้าของ
10.มีสมาธิและทำใจ หลังแจ้งความ..หากมีแต่ความเงียบมาเยือน ไม่ต้องแปลกใจ ยกเว้นแต่คุณจะนามสกุลดังคับฟ้า หรือเป็นดาราใหญ่ อาจจะได้รถคืนเร็ว
11.หากเวลาผ่านไป คุณไม่มีความหวังใดๆ โปรดหาเพื่อนหรือคำปลอบใจ หวังว่าคุณจะไม่โชคร้ายเกินไป
ระวัง เวลา 02.00-06.00 น. คือช่วงอันตรายที่สุดสำหรับรถที่ขโมยชอบ
ยอดขายรวมปี 48 มีลุ้น 7 แสนคัน (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ยอดขายรวมปี 48 มีลุ้น 7 แสนคัน (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ตลาดรถยนต์ปี 2547 ปิดตัวลงไปแล้ว รวมรถทุกประเภทที่ขายกันทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือตัวเลขที่ 626,026 คัน ยอดสูงสุดในเดือนธันวาคม ขายถึง 73,251 คัน
รถทุกประเภทนั้น หมายถึง รถเก๋ง รถกระบะ รถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้อ 6 ล้อ หรือรถหัวลาก
ถ้าถามว่าในปีที่ผ่านมา รถอะไรขายมากสุด จากตัวเลขคือรถกระบะ ที่มียอดขายรวม 368,911 คัน เป็นกระบะของ 7 ยี่ห้อรวมกัน สำหรับรถกระบะปีที่ผ่านมา มีสองยี่ห้อใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันชนิดไม่ยอมแพ้ นั่นคือ อีซูซุ ในฐานะเจ้าตลาด กับ โตโยต้า ในฐานะผู้ท้าชิง เกมต่อเกมเป็นการแก้กันในทุกตลาดอย่างน่าดูชม
สองยี่ห้อนี้ รวมกันแล้ว กินตลาดไปราว 71.3% ที่เหลือ 5 ยี่ห้อไปแย่งกันเอา 28.7% ปีนี้โตโยต้าบอกว่าจะขายให้ได้ 40% จาก 33.4% ซึ่งอีซูซุที่ทำได้ 37.9% คงไม่ปล่อยให้โตโยต้ากวาดไปคนเดียว 40% แน่ ทั้งไม่คิดเหลือเผื่อ 5 ยี่ห้อ ว่าจะกินอะไร จะอยู่รอดอย่างไร เห็นที 5 ยี่ห้อที่เหลือจะต้องมีของใหม่ออกมาแข่งให้แรงแบบสุดๆ ไปเลยเสียแล้ว
นิสสัน มิตซูฯ ฟอร์ด มาสด้า แน่นอนว่ามีรถใหม่เป็นรถออลนิว คือปรับโฉมใหม่หมดทั้งคัน แต่ ผมไม่รวมเอาเชฟโรเลตไปด้วยในแง่ว่าจะมีของใหม่หรือไม่ เพราะว่าเชฟโรเลตใช้แพทฟอร์มของอีซูซุ ลำพังอีซูซุเพิ่งไมเนอร์เชนไป หน้าตาเพิ่งปรับ ไม่มีทางที่จะปรับในเร็วๆ นี้
ส่วนรถเก๋งขายกันทั้งหมดไม่น้อย นั่นคือ 209,110 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถของค่ายญี่ปุ่น ครองตลาดไปเสีย 91% รถญี่ปุ่น 5 ยี่ห้อหลัก คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ และ มาสด้า ปล่อย 9% ที่เหลือให้กับรถยุโรปและเกาหลี 8 ยี่ห้อหลักแย่งกัน
เก๋งญี่ปุ่นนั้น น่าดูชม เพราะว่าสองยี่ห้อ คือ โตโยต้า กับ ฮอนด้า รวมกันแล้วกินตลาดไป 83.3% รถ 100 คัน ตีว่าเป็นรถโตโยต้า 49 คันครึ่ง และเป็นฮอนด้า 37 คัน
ในปีที่ผ่านมา รถเก๋งมีรถญี่ปุ่น 2 ค่ายที่ถือว่าตัวเลขขายถดถอย คือ มิตซูบิชิ กับ นิสสัน สาเหตุก็มาจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากกว่าอย่างอื่นๆ ทำให้แผนต่างๆ ล่าช้าไป มิตซูบิชิหนักหน่อย ถึงกับพับแผนหลายอย่างไป เพราะว่าปัญหาอยู่ที่บริษัทแม่ในเมืองนอก ส่วนนิสสัน ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยน เพราะว่าญี่ปุ่นเข้ามาบริหารตลาด ทำให้ต้องรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน ในปีนี้นิสสันน่าจะคืนฟอร์มได้ไม่ช้า ในแง่ของการจัดการภายใน เพราะว่าปัญหาไม่ได้ใหญ่โต ส่วนมิตซูบิชิ ต้องรอดูลูกอึดจากสินค้าใหม่อย่างพี คาร์
หันมาดูรถเก๋งยูโรป และเกาหลีบ้าง ตลาดรถยุโรปอยู่ในภาพที่ไม่สวยงามเหมือนในอดีต เรียกว่า มีผู้เล่นที่มีกำลังจริงๆ นั้น 3-4 รายเท่านั้น คือตลาดพรีเมี่ยมเป็นเบนซ์ กับบีเอ็มดับเบิลยู ตลาดแมสก็เป็นฟอร์ด เชฟโรเลต และมีรถเกาหลียี่ห้อเกีย เข้ามาสอดแทรก ซึ่งรถเกาหลีรายใหญ่อย่างฮุนได ก็ไม่มีขายในเมืองไทยนานแล้ว เหลือแต่เกีย และซังยอง สำหรับเกีย มีรถราคาต่ำจนถึงราคาสูง แต่ซังยอง เป็นรถราคาสูงทั้งหมด ตลาดแคบ การขายจึงไม่มากมายนัก และชื่อชั้นก็อาจจะเป็นรอง ยิ่งการสื่อสารการตลาดไม่เข้มข้น โอกาสก็น้อยลง
รถยุโรปอย่างเปอโยต์ โฟล์ก ออดี้ เป็นกลุ่มที่เคยใหญ่โต แต่ตัวเลขปิดปลายปีค่อนข้างน่าตกใจ เพราะว่ามีการขายรถปีละไม่ถึง 200 คัน หายไปครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งรถที่เคยเป็นเจ้ายุโรปอย่างเปอโยต์คงจะเป็นอดีต รถอย่างวอลโว่ก็มียอดขายลดลง ไม่ต่างไปจากฟอร์ด ซึ่งดูเหมือนรถเก๋งยังเป็นขาลงตามเพื่อนไปด้วย
ส่วนประมาณการปีนี้ ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ประเมินสถานการณ์ใกล้กันมาก นั่นเพราะเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่าจะยังมีเสถียรภาพและขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าปี 2548 ตลาดรถรวมจะมียอดขายรวม 690,000 คัน หรือมีอัตราการเจริญเติบโต 10% ผมเห็นตัวเลขแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการตั้งแบบอนุรักษนิยมมากๆ
โตโยต้าเขาประเมินแยกแบบนี้...
ประมาณการยอดขายรถยนต์ ในปี 2548
ปริมาณการขายรวม 690,000 คัน เติบโต 10%
รถยนต์นั่ง 215,000 คัน เติบโต 2.8%
รถเพื่อการพาณิชย์ 475,000 คัน เติบโต 13.9%
รถกระบะขนาด 1 ตัน 412,000 คัน เติบโต 11.7%
ที่จริงหากว่าบรรยากาศดีๆ 7 แสนคัน น่าจะเป็นเป้าจริงมากกว่า เพราะว่า รถแม่เหล็ก อีกหลายตัว กำลังจะออกมา จึงต้องมาลุ้นว่าจะทะลุหลัก 7 แสนคันหรือไม่
ตลาดรถยนต์ปี 2547 ปิดตัวลงไปแล้ว รวมรถทุกประเภทที่ขายกันทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือตัวเลขที่ 626,026 คัน ยอดสูงสุดในเดือนธันวาคม ขายถึง 73,251 คัน
รถทุกประเภทนั้น หมายถึง รถเก๋ง รถกระบะ รถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้อ 6 ล้อ หรือรถหัวลาก
ถ้าถามว่าในปีที่ผ่านมา รถอะไรขายมากสุด จากตัวเลขคือรถกระบะ ที่มียอดขายรวม 368,911 คัน เป็นกระบะของ 7 ยี่ห้อรวมกัน สำหรับรถกระบะปีที่ผ่านมา มีสองยี่ห้อใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันชนิดไม่ยอมแพ้ นั่นคือ อีซูซุ ในฐานะเจ้าตลาด กับ โตโยต้า ในฐานะผู้ท้าชิง เกมต่อเกมเป็นการแก้กันในทุกตลาดอย่างน่าดูชม
สองยี่ห้อนี้ รวมกันแล้ว กินตลาดไปราว 71.3% ที่เหลือ 5 ยี่ห้อไปแย่งกันเอา 28.7% ปีนี้โตโยต้าบอกว่าจะขายให้ได้ 40% จาก 33.4% ซึ่งอีซูซุที่ทำได้ 37.9% คงไม่ปล่อยให้โตโยต้ากวาดไปคนเดียว 40% แน่ ทั้งไม่คิดเหลือเผื่อ 5 ยี่ห้อ ว่าจะกินอะไร จะอยู่รอดอย่างไร เห็นที 5 ยี่ห้อที่เหลือจะต้องมีของใหม่ออกมาแข่งให้แรงแบบสุดๆ ไปเลยเสียแล้ว
นิสสัน มิตซูฯ ฟอร์ด มาสด้า แน่นอนว่ามีรถใหม่เป็นรถออลนิว คือปรับโฉมใหม่หมดทั้งคัน แต่ ผมไม่รวมเอาเชฟโรเลตไปด้วยในแง่ว่าจะมีของใหม่หรือไม่ เพราะว่าเชฟโรเลตใช้แพทฟอร์มของอีซูซุ ลำพังอีซูซุเพิ่งไมเนอร์เชนไป หน้าตาเพิ่งปรับ ไม่มีทางที่จะปรับในเร็วๆ นี้
ส่วนรถเก๋งขายกันทั้งหมดไม่น้อย นั่นคือ 209,110 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถของค่ายญี่ปุ่น ครองตลาดไปเสีย 91% รถญี่ปุ่น 5 ยี่ห้อหลัก คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ และ มาสด้า ปล่อย 9% ที่เหลือให้กับรถยุโรปและเกาหลี 8 ยี่ห้อหลักแย่งกัน
เก๋งญี่ปุ่นนั้น น่าดูชม เพราะว่าสองยี่ห้อ คือ โตโยต้า กับ ฮอนด้า รวมกันแล้วกินตลาดไป 83.3% รถ 100 คัน ตีว่าเป็นรถโตโยต้า 49 คันครึ่ง และเป็นฮอนด้า 37 คัน
ในปีที่ผ่านมา รถเก๋งมีรถญี่ปุ่น 2 ค่ายที่ถือว่าตัวเลขขายถดถอย คือ มิตซูบิชิ กับ นิสสัน สาเหตุก็มาจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากกว่าอย่างอื่นๆ ทำให้แผนต่างๆ ล่าช้าไป มิตซูบิชิหนักหน่อย ถึงกับพับแผนหลายอย่างไป เพราะว่าปัญหาอยู่ที่บริษัทแม่ในเมืองนอก ส่วนนิสสัน ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยน เพราะว่าญี่ปุ่นเข้ามาบริหารตลาด ทำให้ต้องรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน ในปีนี้นิสสันน่าจะคืนฟอร์มได้ไม่ช้า ในแง่ของการจัดการภายใน เพราะว่าปัญหาไม่ได้ใหญ่โต ส่วนมิตซูบิชิ ต้องรอดูลูกอึดจากสินค้าใหม่อย่างพี คาร์
หันมาดูรถเก๋งยูโรป และเกาหลีบ้าง ตลาดรถยุโรปอยู่ในภาพที่ไม่สวยงามเหมือนในอดีต เรียกว่า มีผู้เล่นที่มีกำลังจริงๆ นั้น 3-4 รายเท่านั้น คือตลาดพรีเมี่ยมเป็นเบนซ์ กับบีเอ็มดับเบิลยู ตลาดแมสก็เป็นฟอร์ด เชฟโรเลต และมีรถเกาหลียี่ห้อเกีย เข้ามาสอดแทรก ซึ่งรถเกาหลีรายใหญ่อย่างฮุนได ก็ไม่มีขายในเมืองไทยนานแล้ว เหลือแต่เกีย และซังยอง สำหรับเกีย มีรถราคาต่ำจนถึงราคาสูง แต่ซังยอง เป็นรถราคาสูงทั้งหมด ตลาดแคบ การขายจึงไม่มากมายนัก และชื่อชั้นก็อาจจะเป็นรอง ยิ่งการสื่อสารการตลาดไม่เข้มข้น โอกาสก็น้อยลง
รถยุโรปอย่างเปอโยต์ โฟล์ก ออดี้ เป็นกลุ่มที่เคยใหญ่โต แต่ตัวเลขปิดปลายปีค่อนข้างน่าตกใจ เพราะว่ามีการขายรถปีละไม่ถึง 200 คัน หายไปครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งรถที่เคยเป็นเจ้ายุโรปอย่างเปอโยต์คงจะเป็นอดีต รถอย่างวอลโว่ก็มียอดขายลดลง ไม่ต่างไปจากฟอร์ด ซึ่งดูเหมือนรถเก๋งยังเป็นขาลงตามเพื่อนไปด้วย
ส่วนประมาณการปีนี้ ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ประเมินสถานการณ์ใกล้กันมาก นั่นเพราะเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่าจะยังมีเสถียรภาพและขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าปี 2548 ตลาดรถรวมจะมียอดขายรวม 690,000 คัน หรือมีอัตราการเจริญเติบโต 10% ผมเห็นตัวเลขแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการตั้งแบบอนุรักษนิยมมากๆ
โตโยต้าเขาประเมินแยกแบบนี้...
ประมาณการยอดขายรถยนต์ ในปี 2548
ปริมาณการขายรวม 690,000 คัน เติบโต 10%
รถยนต์นั่ง 215,000 คัน เติบโต 2.8%
รถเพื่อการพาณิชย์ 475,000 คัน เติบโต 13.9%
รถกระบะขนาด 1 ตัน 412,000 คัน เติบโต 11.7%
ที่จริงหากว่าบรรยากาศดีๆ 7 แสนคัน น่าจะเป็นเป้าจริงมากกว่า เพราะว่า รถแม่เหล็ก อีกหลายตัว กำลังจะออกมา จึงต้องมาลุ้นว่าจะทะลุหลัก 7 แสนคันหรือไม่
ยอดขายรวมปี 48 มีลุ้น 7 แสนคัน (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ยอดขายรวมปี 48 มีลุ้น 7 แสนคัน (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
ตลาดรถยนต์ปี 2547 ปิดตัวลงไปแล้ว รวมรถทุกประเภทที่ขายกันทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือตัวเลขที่ 626,026 คัน ยอดสูงสุดในเดือนธันวาคม ขายถึง 73,251 คัน
รถทุกประเภทนั้น หมายถึง รถเก๋ง รถกระบะ รถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้อ 6 ล้อ หรือรถหัวลาก
ถ้าถามว่าในปีที่ผ่านมา รถอะไรขายมากสุด จากตัวเลขคือรถกระบะ ที่มียอดขายรวม 368,911 คัน เป็นกระบะของ 7 ยี่ห้อรวมกัน สำหรับรถกระบะปีที่ผ่านมา มีสองยี่ห้อใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันชนิดไม่ยอมแพ้ นั่นคือ อีซูซุ ในฐานะเจ้าตลาด กับ โตโยต้า ในฐานะผู้ท้าชิง เกมต่อเกมเป็นการแก้กันในทุกตลาดอย่างน่าดูชม
สองยี่ห้อนี้ รวมกันแล้ว กินตลาดไปราว 71.3% ที่เหลือ 5 ยี่ห้อไปแย่งกันเอา 28.7% ปีนี้โตโยต้าบอกว่าจะขายให้ได้ 40% จาก 33.4% ซึ่งอีซูซุที่ทำได้ 37.9% คงไม่ปล่อยให้โตโยต้ากวาดไปคนเดียว 40% แน่ ทั้งไม่คิดเหลือเผื่อ 5 ยี่ห้อ ว่าจะกินอะไร จะอยู่รอดอย่างไร เห็นที 5 ยี่ห้อที่เหลือจะต้องมีของใหม่ออกมาแข่งให้แรงแบบสุดๆ ไปเลยเสียแล้ว
นิสสัน มิตซูฯ ฟอร์ด มาสด้า แน่นอนว่ามีรถใหม่เป็นรถออลนิว คือปรับโฉมใหม่หมดทั้งคัน แต่ ผมไม่รวมเอาเชฟโรเลตไปด้วยในแง่ว่าจะมีของใหม่หรือไม่ เพราะว่าเชฟโรเลตใช้แพทฟอร์มของอีซูซุ ลำพังอีซูซุเพิ่งไมเนอร์เชนไป หน้าตาเพิ่งปรับ ไม่มีทางที่จะปรับในเร็วๆ นี้
ส่วนรถเก๋งขายกันทั้งหมดไม่น้อย นั่นคือ 209,110 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถของค่ายญี่ปุ่น ครองตลาดไปเสีย 91% รถญี่ปุ่น 5 ยี่ห้อหลัก คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ และ มาสด้า ปล่อย 9% ที่เหลือให้กับรถยุโรปและเกาหลี 8 ยี่ห้อหลักแย่งกัน
เก๋งญี่ปุ่นนั้น น่าดูชม เพราะว่าสองยี่ห้อ คือ โตโยต้า กับ ฮอนด้า รวมกันแล้วกินตลาดไป 83.3% รถ 100 คัน ตีว่าเป็นรถโตโยต้า 49 คันครึ่ง และเป็นฮอนด้า 37 คัน
ในปีที่ผ่านมา รถเก๋งมีรถญี่ปุ่น 2 ค่ายที่ถือว่าตัวเลขขายถดถอย คือ มิตซูบิชิ กับ นิสสัน สาเหตุก็มาจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากกว่าอย่างอื่นๆ ทำให้แผนต่างๆ ล่าช้าไป มิตซูบิชิหนักหน่อย ถึงกับพับแผนหลายอย่างไป เพราะว่าปัญหาอยู่ที่บริษัทแม่ในเมืองนอก ส่วนนิสสัน ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยน เพราะว่าญี่ปุ่นเข้ามาบริหารตลาด ทำให้ต้องรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน ในปีนี้นิสสันน่าจะคืนฟอร์มได้ไม่ช้า ในแง่ของการจัดการภายใน เพราะว่าปัญหาไม่ได้ใหญ่โต ส่วนมิตซูบิชิ ต้องรอดูลูกอึดจากสินค้าใหม่อย่างพี คาร์
หันมาดูรถเก๋งยูโรป และเกาหลีบ้าง ตลาดรถยุโรปอยู่ในภาพที่ไม่สวยงามเหมือนในอดีต เรียกว่า มีผู้เล่นที่มีกำลังจริงๆ นั้น 3-4 รายเท่านั้น คือตลาดพรีเมี่ยมเป็นเบนซ์ กับบีเอ็มดับเบิลยู ตลาดแมสก็เป็นฟอร์ด เชฟโรเลต และมีรถเกาหลียี่ห้อเกีย เข้ามาสอดแทรก ซึ่งรถเกาหลีรายใหญ่อย่างฮุนได ก็ไม่มีขายในเมืองไทยนานแล้ว เหลือแต่เกีย และซังยอง สำหรับเกีย มีรถราคาต่ำจนถึงราคาสูง แต่ซังยอง เป็นรถราคาสูงทั้งหมด ตลาดแคบ การขายจึงไม่มากมายนัก และชื่อชั้นก็อาจจะเป็นรอง ยิ่งการสื่อสารการตลาดไม่เข้มข้น โอกาสก็น้อยลง
รถยุโรปอย่างเปอโยต์ โฟล์ก ออดี้ เป็นกลุ่มที่เคยใหญ่โต แต่ตัวเลขปิดปลายปีค่อนข้างน่าตกใจ เพราะว่ามีการขายรถปีละไม่ถึง 200 คัน หายไปครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งรถที่เคยเป็นเจ้ายุโรปอย่างเปอโยต์คงจะเป็นอดีต รถอย่างวอลโว่ก็มียอดขายลดลง ไม่ต่างไปจากฟอร์ด ซึ่งดูเหมือนรถเก๋งยังเป็นขาลงตามเพื่อนไปด้วย
ส่วนประมาณการปีนี้ ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ประเมินสถานการณ์ใกล้กันมาก นั่นเพราะเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่าจะยังมีเสถียรภาพและขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าปี 2548 ตลาดรถรวมจะมียอดขายรวม 690,000 คัน หรือมีอัตราการเจริญเติบโต 10% ผมเห็นตัวเลขแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการตั้งแบบอนุรักษนิยมมากๆ
โตโยต้าเขาประเมินแยกแบบนี้...
ประมาณการยอดขายรถยนต์ ในปี 2548
ปริมาณการขายรวม 690,000 คัน เติบโต 10%
รถยนต์นั่ง 215,000 คัน เติบโต 2.8%
รถเพื่อการพาณิชย์ 475,000 คัน เติบโต 13.9%
รถกระบะขนาด 1 ตัน 412,000 คัน เติบโต 11.7%
ที่จริงหากว่าบรรยากาศดีๆ 7 แสนคัน น่าจะเป็นเป้าจริงมากกว่า เพราะว่า รถแม่เหล็ก อีกหลายตัว กำลังจะออกมา จึงต้องมาลุ้นว่าจะทะลุหลัก 7 แสนคันหรือไม่
ตลาดรถยนต์ปี 2547 ปิดตัวลงไปแล้ว รวมรถทุกประเภทที่ขายกันทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือตัวเลขที่ 626,026 คัน ยอดสูงสุดในเดือนธันวาคม ขายถึง 73,251 คัน
รถทุกประเภทนั้น หมายถึง รถเก๋ง รถกระบะ รถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้อ 6 ล้อ หรือรถหัวลาก
ถ้าถามว่าในปีที่ผ่านมา รถอะไรขายมากสุด จากตัวเลขคือรถกระบะ ที่มียอดขายรวม 368,911 คัน เป็นกระบะของ 7 ยี่ห้อรวมกัน สำหรับรถกระบะปีที่ผ่านมา มีสองยี่ห้อใหญ่ที่ขับเคี่ยวกันชนิดไม่ยอมแพ้ นั่นคือ อีซูซุ ในฐานะเจ้าตลาด กับ โตโยต้า ในฐานะผู้ท้าชิง เกมต่อเกมเป็นการแก้กันในทุกตลาดอย่างน่าดูชม
สองยี่ห้อนี้ รวมกันแล้ว กินตลาดไปราว 71.3% ที่เหลือ 5 ยี่ห้อไปแย่งกันเอา 28.7% ปีนี้โตโยต้าบอกว่าจะขายให้ได้ 40% จาก 33.4% ซึ่งอีซูซุที่ทำได้ 37.9% คงไม่ปล่อยให้โตโยต้ากวาดไปคนเดียว 40% แน่ ทั้งไม่คิดเหลือเผื่อ 5 ยี่ห้อ ว่าจะกินอะไร จะอยู่รอดอย่างไร เห็นที 5 ยี่ห้อที่เหลือจะต้องมีของใหม่ออกมาแข่งให้แรงแบบสุดๆ ไปเลยเสียแล้ว
นิสสัน มิตซูฯ ฟอร์ด มาสด้า แน่นอนว่ามีรถใหม่เป็นรถออลนิว คือปรับโฉมใหม่หมดทั้งคัน แต่ ผมไม่รวมเอาเชฟโรเลตไปด้วยในแง่ว่าจะมีของใหม่หรือไม่ เพราะว่าเชฟโรเลตใช้แพทฟอร์มของอีซูซุ ลำพังอีซูซุเพิ่งไมเนอร์เชนไป หน้าตาเพิ่งปรับ ไม่มีทางที่จะปรับในเร็วๆ นี้
ส่วนรถเก๋งขายกันทั้งหมดไม่น้อย นั่นคือ 209,110 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถของค่ายญี่ปุ่น ครองตลาดไปเสีย 91% รถญี่ปุ่น 5 ยี่ห้อหลัก คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ และ มาสด้า ปล่อย 9% ที่เหลือให้กับรถยุโรปและเกาหลี 8 ยี่ห้อหลักแย่งกัน
เก๋งญี่ปุ่นนั้น น่าดูชม เพราะว่าสองยี่ห้อ คือ โตโยต้า กับ ฮอนด้า รวมกันแล้วกินตลาดไป 83.3% รถ 100 คัน ตีว่าเป็นรถโตโยต้า 49 คันครึ่ง และเป็นฮอนด้า 37 คัน
ในปีที่ผ่านมา รถเก๋งมีรถญี่ปุ่น 2 ค่ายที่ถือว่าตัวเลขขายถดถอย คือ มิตซูบิชิ กับ นิสสัน สาเหตุก็มาจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากกว่าอย่างอื่นๆ ทำให้แผนต่างๆ ล่าช้าไป มิตซูบิชิหนักหน่อย ถึงกับพับแผนหลายอย่างไป เพราะว่าปัญหาอยู่ที่บริษัทแม่ในเมืองนอก ส่วนนิสสัน ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยน เพราะว่าญี่ปุ่นเข้ามาบริหารตลาด ทำให้ต้องรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน ในปีนี้นิสสันน่าจะคืนฟอร์มได้ไม่ช้า ในแง่ของการจัดการภายใน เพราะว่าปัญหาไม่ได้ใหญ่โต ส่วนมิตซูบิชิ ต้องรอดูลูกอึดจากสินค้าใหม่อย่างพี คาร์
หันมาดูรถเก๋งยูโรป และเกาหลีบ้าง ตลาดรถยุโรปอยู่ในภาพที่ไม่สวยงามเหมือนในอดีต เรียกว่า มีผู้เล่นที่มีกำลังจริงๆ นั้น 3-4 รายเท่านั้น คือตลาดพรีเมี่ยมเป็นเบนซ์ กับบีเอ็มดับเบิลยู ตลาดแมสก็เป็นฟอร์ด เชฟโรเลต และมีรถเกาหลียี่ห้อเกีย เข้ามาสอดแทรก ซึ่งรถเกาหลีรายใหญ่อย่างฮุนได ก็ไม่มีขายในเมืองไทยนานแล้ว เหลือแต่เกีย และซังยอง สำหรับเกีย มีรถราคาต่ำจนถึงราคาสูง แต่ซังยอง เป็นรถราคาสูงทั้งหมด ตลาดแคบ การขายจึงไม่มากมายนัก และชื่อชั้นก็อาจจะเป็นรอง ยิ่งการสื่อสารการตลาดไม่เข้มข้น โอกาสก็น้อยลง
รถยุโรปอย่างเปอโยต์ โฟล์ก ออดี้ เป็นกลุ่มที่เคยใหญ่โต แต่ตัวเลขปิดปลายปีค่อนข้างน่าตกใจ เพราะว่ามีการขายรถปีละไม่ถึง 200 คัน หายไปครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งรถที่เคยเป็นเจ้ายุโรปอย่างเปอโยต์คงจะเป็นอดีต รถอย่างวอลโว่ก็มียอดขายลดลง ไม่ต่างไปจากฟอร์ด ซึ่งดูเหมือนรถเก๋งยังเป็นขาลงตามเพื่อนไปด้วย
ส่วนประมาณการปีนี้ ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ประเมินสถานการณ์ใกล้กันมาก นั่นเพราะเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2548 ว่าจะยังมีเสถียรภาพและขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าปี 2548 ตลาดรถรวมจะมียอดขายรวม 690,000 คัน หรือมีอัตราการเจริญเติบโต 10% ผมเห็นตัวเลขแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการตั้งแบบอนุรักษนิยมมากๆ
โตโยต้าเขาประเมินแยกแบบนี้...
ประมาณการยอดขายรถยนต์ ในปี 2548
ปริมาณการขายรวม 690,000 คัน เติบโต 10%
รถยนต์นั่ง 215,000 คัน เติบโต 2.8%
รถเพื่อการพาณิชย์ 475,000 คัน เติบโต 13.9%
รถกระบะขนาด 1 ตัน 412,000 คัน เติบโต 11.7%
ที่จริงหากว่าบรรยากาศดีๆ 7 แสนคัน น่าจะเป็นเป้าจริงมากกว่า เพราะว่า รถแม่เหล็ก อีกหลายตัว กำลังจะออกมา จึงต้องมาลุ้นว่าจะทะลุหลัก 7 แสนคันหรือไม่
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
'แคสเทสต์' ควรมีได้แล้ว (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
'แคสเทสต์' ควรมีได้แล้ว (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
เลยปีใหม่มาแล้ว ภาพเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดเพราะภัยธรรมชาติที่ภาคใต้ ยังติดตามาจนถึงวันนี้ เมื่อรวมตัวเลขคนที่เสียชีวิตในช่วงรอยต่อเทศกาลปีใหม่ ปีเก่า โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็จัดว่า เป็นข่าวร้ายของบ้านเราเช่นเคย แม้จะลดลงกว่าปีก่อนๆ ก็ตาม
ชีวิตราคาแพง เราเอาคืนไม่ได้ คงทราบกันดี การประมาท แม้เล็กน้อย เราจะสูญเสียยิ่งใหญ่ สำหรับทางการ คงต้องพยายามรณรงค์เรื่องการลดจำนวนอุบัติเหตุลง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่มีพื้นฐานแบบไทยๆ นิสัย ทัศนคติของคนขับรถแบบเรา อาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน
แม้ว่าหลายฝ่ายจะช่วยรณรงค์เพิ่มความรู้ให้แก่คนขับรถ แต่บางครั้งผมกำลังสังเกตว่า 'ความรู้ที่ผิดๆ เป็นอันตรายกว่าความไม่รู้' ใครที่พูดเรื่อง เทคนิค ความรู้ ความเชื่อเรื่องการขับรถ ก็ขอให้รู้จริง และมีที่มาที่ไป จะได้ไม่ใส่ยาพิษลงไปบนท้องถนน เจตนานะดี ที่จะปรับทัศนคติของผู้ใช้รถให้มีความปลอดภัยขึ้น องค์ความรู้ก็ต้องมีเป็นพื้นฐาน และถูกต้องเป็นอย่างดี
ผมอยากจะเปิดเรื่องในช่วงต้นปี 2548 ด้วยข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย ดังนั้น จึงขออนุญาตเล่าแต่เรื่องอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ผมมองว่ามันต้องใช้เวลาอีกนาน แต่เป็นเรื่องที่ได้มีคนริเริ่มคิดที่จะทำ และน่าจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นในบ้านเรา
นั่นคือการสร้างมาตรฐานการทดสอบการชนขึ้น เพื่อให้เป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ที่จะขายกันในบ้านเรา ว่าก่อนจะขายนั้น จะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของการชนที่เราเรียกว่า 'แคสเทสต์' เสียก่อน
ทุกวันนี้รถที่ขายกันในบ้านเรานั้น ไม่มีมาตรฐานบังคับเรื่องแคสเทสต์ แต่ที่เราเห็นโฆษณา เพราะว่าเป็นเรื่องของผู้ผลิตทำกันเอง ต้องการนำมาเสนอและโฆษณาให้ตลาดสนใจ
มาตรฐานการชน มีไว้เพื่ออะไร โดยหลักของวิศวกรรมแล้ว มาตรฐานการชนมีไว้สำหรับการ บังคับหรือการยอมรับได้ของรถเมื่อถูกชนในกรณีต่างๆ ซึ่งห้องโดยสารและชิ้นส่วนประกอบ จะไม่เสียหายจนไปทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ในต่างประเทศนั้น เจ้าใหญ่ที่ทำมาตรฐานการชนไว้สูง คือ ยูโนเอ็นแคป หน่วยงานด้าน มาตรฐานของยุโรป ทางอเมริกา คือสถาบันการประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง อเมริกาจะจัดการทดสอบการชนของรถประเภทต่างๆ ทุกๆ ปี
ในบ้านเราก็ยังไม่มีใครจะมาบังคับ เพียงแต่มีปัจจัยให้คิดว่า ในอนาคตที่ตลาดรถยนต์เปิดกว้างขึ้น จากเขตการค้าเสรี สุดท้ายรถยนต์จะไม่มีภาษีน้ำเข้า และคิดๆ ดูจะเห็นว่ารถยนต์จากแหล่งผลิตที่ไหนๆ ก็สามารถส่งเข้ามาขายในบ้านเราได้ ซึ่งมีคำถามว่า ทำอย่างไรเราจะทราบว่ามาตรฐานของรถเหล่านั้น ปลอดภัยต่อการใช้งาน ในระดับที่เพียงพอ ซึ่งลึกๆ แล้วเราจะมีมาตรฐานนี้ไว้ด้วยเหตุผล ทางด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือเป็นกำแพงกั้นสำหรับไม่ให้รถทะลักเข้ามามากนัก แต่ผมว่าด้านความปลอดภัย ก็น่าจะเป็นเหตุเป็นผลที่จะให้มีเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะคนที่ได้ประโยชน์ คือคนใช้รถ
ทางการไทย เริ่มคิดเรื่องนี้ ก็มองว่าหากภาษีลดลง รถยนต์ราคาถูกจากจีน อินเดีย หรือบางแหล่ง ที่ต้องการดัมพ์ราคา จะส่งรถแบบคุณภาพต่ำๆ ของเขาเข้ามาขาย ก็จะทำได้ยากหน่อย เพราะ ต้องได้มาตรฐานการชน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่ต้องใช้เทคนิคสูง หากจะผลิตรถยนต์ให้ผ่านกติกา ทั้งนี้ ต้องดูว่ากติกาจะอิงจากแหล่งไหน แต่ส่วนตัวผมแล้ว คาดเดาเอาเองว่า บ้านเราใช้มาตรฐานยานยนต์ ส่วนใหญ่นั้นเป็นของยุโรป โดยเฉพาะมาตรฐานด้านไอเสีย ซึ่งค่ายยุโรปก็แข็งแกร่ง ทางด้านมาตรฐานการชน คิดว่าไม่น่าจะผิดไปจากนี้
สำหรับงานมาตรฐานรถยนต์นั้น ผมให้ความรู้เป็นพื้นฐานว่า มาตรฐานนี้เขาแบ่งกลุ่มกันออกเป็นส่วนๆ เช่น มาตรฐานที่ใครจะทำก็ได้, มาตรฐานที่ต้องทำ, มาตรฐานสำหรับรถใหม่ เป็นต้น และก็ในแต่ละประเทศก็ใช้กฎไม่เหมือนกัน ประเทศไหนเข้มงวดก็อาจตั้งกฎของเขาขึ้นมาเอง หรือบางประเทศในบางแห่งก็ใช้มาตรฐานรวมกัน เป็นบางหัวข้อ
สำหรับในบ้านเรา เรื่องมาตรฐานยานยนต์ แบบบังคับต้องทำ ถือว่าสูงพอสมควร เพราะกฎเราก้าวหน้ากว่าสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน อาจจะเป็นเพราะว่าบ้านเราเป็นฐานของการผลิตรถยนต์ในย่านนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ความเข้มงวดของมาตรฐาน เช่น มาตรฐานไอเสีย มีผลมากต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรถยนต์ ซึ่งจะเห็นได้จากไทยเป็นประเทศที่บังคับเรื่องไอเสียเครื่องยนต์ดีเซล ขนาดเล็กไปใช้ยูโร 3 แล้ว
ครับ มาตรฐานการชน คงเป็นเรื่องของภาครัฐเตรียมศึกษา ส่วนภาคผลิตก็คงต้องรองรับรถที่มีมาตรฐานการชนผ่านเกณฑ์ยุโรปมาแล้ว ก็คงเบาใจ ส่วนค่ายใดที่ขายอยู่แล้วไม่เคย หรือไม่สามารถผ่านมาตรฐานมาก่อน คงจะต้องเป็นการบ้านที่คิดหนัก ผมเชื่อว่ามาตรฐานการชนจะถูกผลักดันออกมาใช้แน่ เว้นเสียแต่ว่า มีเหตุให้สะดุด จนมาตรฐานกระโดดหายตัวไปจากแผนเท่านั้นแหละ
เลยปีใหม่มาแล้ว ภาพเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดเพราะภัยธรรมชาติที่ภาคใต้ ยังติดตามาจนถึงวันนี้ เมื่อรวมตัวเลขคนที่เสียชีวิตในช่วงรอยต่อเทศกาลปีใหม่ ปีเก่า โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็จัดว่า เป็นข่าวร้ายของบ้านเราเช่นเคย แม้จะลดลงกว่าปีก่อนๆ ก็ตาม
ชีวิตราคาแพง เราเอาคืนไม่ได้ คงทราบกันดี การประมาท แม้เล็กน้อย เราจะสูญเสียยิ่งใหญ่ สำหรับทางการ คงต้องพยายามรณรงค์เรื่องการลดจำนวนอุบัติเหตุลง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่มีพื้นฐานแบบไทยๆ นิสัย ทัศนคติของคนขับรถแบบเรา อาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน
แม้ว่าหลายฝ่ายจะช่วยรณรงค์เพิ่มความรู้ให้แก่คนขับรถ แต่บางครั้งผมกำลังสังเกตว่า 'ความรู้ที่ผิดๆ เป็นอันตรายกว่าความไม่รู้' ใครที่พูดเรื่อง เทคนิค ความรู้ ความเชื่อเรื่องการขับรถ ก็ขอให้รู้จริง และมีที่มาที่ไป จะได้ไม่ใส่ยาพิษลงไปบนท้องถนน เจตนานะดี ที่จะปรับทัศนคติของผู้ใช้รถให้มีความปลอดภัยขึ้น องค์ความรู้ก็ต้องมีเป็นพื้นฐาน และถูกต้องเป็นอย่างดี
ผมอยากจะเปิดเรื่องในช่วงต้นปี 2548 ด้วยข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย ดังนั้น จึงขออนุญาตเล่าแต่เรื่องอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ผมมองว่ามันต้องใช้เวลาอีกนาน แต่เป็นเรื่องที่ได้มีคนริเริ่มคิดที่จะทำ และน่าจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นในบ้านเรา
นั่นคือการสร้างมาตรฐานการทดสอบการชนขึ้น เพื่อให้เป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ที่จะขายกันในบ้านเรา ว่าก่อนจะขายนั้น จะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของการชนที่เราเรียกว่า 'แคสเทสต์' เสียก่อน
ทุกวันนี้รถที่ขายกันในบ้านเรานั้น ไม่มีมาตรฐานบังคับเรื่องแคสเทสต์ แต่ที่เราเห็นโฆษณา เพราะว่าเป็นเรื่องของผู้ผลิตทำกันเอง ต้องการนำมาเสนอและโฆษณาให้ตลาดสนใจ
มาตรฐานการชน มีไว้เพื่ออะไร โดยหลักของวิศวกรรมแล้ว มาตรฐานการชนมีไว้สำหรับการ บังคับหรือการยอมรับได้ของรถเมื่อถูกชนในกรณีต่างๆ ซึ่งห้องโดยสารและชิ้นส่วนประกอบ จะไม่เสียหายจนไปทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ในต่างประเทศนั้น เจ้าใหญ่ที่ทำมาตรฐานการชนไว้สูง คือ ยูโนเอ็นแคป หน่วยงานด้าน มาตรฐานของยุโรป ทางอเมริกา คือสถาบันการประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง อเมริกาจะจัดการทดสอบการชนของรถประเภทต่างๆ ทุกๆ ปี
ในบ้านเราก็ยังไม่มีใครจะมาบังคับ เพียงแต่มีปัจจัยให้คิดว่า ในอนาคตที่ตลาดรถยนต์เปิดกว้างขึ้น จากเขตการค้าเสรี สุดท้ายรถยนต์จะไม่มีภาษีน้ำเข้า และคิดๆ ดูจะเห็นว่ารถยนต์จากแหล่งผลิตที่ไหนๆ ก็สามารถส่งเข้ามาขายในบ้านเราได้ ซึ่งมีคำถามว่า ทำอย่างไรเราจะทราบว่ามาตรฐานของรถเหล่านั้น ปลอดภัยต่อการใช้งาน ในระดับที่เพียงพอ ซึ่งลึกๆ แล้วเราจะมีมาตรฐานนี้ไว้ด้วยเหตุผล ทางด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือเป็นกำแพงกั้นสำหรับไม่ให้รถทะลักเข้ามามากนัก แต่ผมว่าด้านความปลอดภัย ก็น่าจะเป็นเหตุเป็นผลที่จะให้มีเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะคนที่ได้ประโยชน์ คือคนใช้รถ
ทางการไทย เริ่มคิดเรื่องนี้ ก็มองว่าหากภาษีลดลง รถยนต์ราคาถูกจากจีน อินเดีย หรือบางแหล่ง ที่ต้องการดัมพ์ราคา จะส่งรถแบบคุณภาพต่ำๆ ของเขาเข้ามาขาย ก็จะทำได้ยากหน่อย เพราะ ต้องได้มาตรฐานการชน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่ต้องใช้เทคนิคสูง หากจะผลิตรถยนต์ให้ผ่านกติกา ทั้งนี้ ต้องดูว่ากติกาจะอิงจากแหล่งไหน แต่ส่วนตัวผมแล้ว คาดเดาเอาเองว่า บ้านเราใช้มาตรฐานยานยนต์ ส่วนใหญ่นั้นเป็นของยุโรป โดยเฉพาะมาตรฐานด้านไอเสีย ซึ่งค่ายยุโรปก็แข็งแกร่ง ทางด้านมาตรฐานการชน คิดว่าไม่น่าจะผิดไปจากนี้
สำหรับงานมาตรฐานรถยนต์นั้น ผมให้ความรู้เป็นพื้นฐานว่า มาตรฐานนี้เขาแบ่งกลุ่มกันออกเป็นส่วนๆ เช่น มาตรฐานที่ใครจะทำก็ได้, มาตรฐานที่ต้องทำ, มาตรฐานสำหรับรถใหม่ เป็นต้น และก็ในแต่ละประเทศก็ใช้กฎไม่เหมือนกัน ประเทศไหนเข้มงวดก็อาจตั้งกฎของเขาขึ้นมาเอง หรือบางประเทศในบางแห่งก็ใช้มาตรฐานรวมกัน เป็นบางหัวข้อ
สำหรับในบ้านเรา เรื่องมาตรฐานยานยนต์ แบบบังคับต้องทำ ถือว่าสูงพอสมควร เพราะกฎเราก้าวหน้ากว่าสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน อาจจะเป็นเพราะว่าบ้านเราเป็นฐานของการผลิตรถยนต์ในย่านนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ความเข้มงวดของมาตรฐาน เช่น มาตรฐานไอเสีย มีผลมากต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรถยนต์ ซึ่งจะเห็นได้จากไทยเป็นประเทศที่บังคับเรื่องไอเสียเครื่องยนต์ดีเซล ขนาดเล็กไปใช้ยูโร 3 แล้ว
ครับ มาตรฐานการชน คงเป็นเรื่องของภาครัฐเตรียมศึกษา ส่วนภาคผลิตก็คงต้องรองรับรถที่มีมาตรฐานการชนผ่านเกณฑ์ยุโรปมาแล้ว ก็คงเบาใจ ส่วนค่ายใดที่ขายอยู่แล้วไม่เคย หรือไม่สามารถผ่านมาตรฐานมาก่อน คงจะต้องเป็นการบ้านที่คิดหนัก ผมเชื่อว่ามาตรฐานการชนจะถูกผลักดันออกมาใช้แน่ เว้นเสียแต่ว่า มีเหตุให้สะดุด จนมาตรฐานกระโดดหายตัวไปจากแผนเท่านั้นแหละ
สำรวจตลาดรถ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
สำรวจตลาดรถ (ยนตรกรรม / ยุทธพงษ์ ภาษี)
สัปดาห์ที่แล้ว ผมคุยถึงเรื่องความเคลื่อนไหวของค่ายรถ ไป 11 ค่าย คือ ออดี้ แอสตัน มาร์ตินเบนท์ลีย์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีตรอง ฟอร์ด เฟอร์รารี่ ฮอนด้า ฮัมเมอร์ อีซูซู ลัมโบร์กินี่
สัปดาห์นี้ จะคุยถึงรถส่วนที่เหลือ ตามความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นกันในปีหน้า เริ่มจาก
แลนด์โรเวอร์
เป็นค่ายรถที่มีแต่สินค้า สำหรับคนรักรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ปีหน้าเป็นปีที่ยากแน่ๆ สำหรับรถขนาดใหญ่ เพราะว่าภาษีที่กระโดดสูงขึ้น รถหลักยังเป็น ฟรีแลนเดอร์ หรือรถขับ 4 ล้อตัวเล็กสุดของตระกูล แลนด์ และจะมีขายเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล จากเดิมที่มีทั้งเบนซินและดีเซล เหตุผลก็คือภาษี ที่สูงขึ้นนั่นแหละ
ช่วงรอยต่อไตรมาสแรกกับไตรมาสที่ 2 แลนด์โรเวอร์ จะมีรถใหม่เข้ามาขยายตลาด นั่นคือ ดิสคัฟเวอรี่ 3 โดยจะมาแบบมีทางเลือก คือ 2.7 ลิตร ดีเซล เครื่องยนต์ตัวเดียวกันที่ใช้ในจากัวร์ เอ็กซ์ไทป์ และเบนซิน 4.4 ลิตร ทั้งจะออกมาในแนวของ ดิสโก สปอร์ต เวอร์ชั่น
มาสด้า
นับว่าปีที่ผ่านไป เป็นปีเริ่มต้นของมาสด้า ที่ทำยอด มาสด้า 3 รถเก๋งคอมแพ็คใหม่ ทะลุเป้ามาตั้งแต่ปลายปี สำหรับในปี 2548 รถหลักคงเป็นมาสด้า 3 แต่จะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาเสริมไลน์ เช่น รุ่นแวกอน 5 ประตู ซึ่งมาสด้าน่าจะไปด้วยดี
และปัจจุบัน มาสด้า 3 นั้น มีเครื่องยนต์และตัวถัง 2 ขนาด คือ ซีดาน และแฮค เครื่องยนต์ 1.6 และ 2.0 ลิตร รถแบบ แวกอน จะใช้เครื่องเท่าไร ต้องรอดู มาสด้านั้นมีบล็อก 2.3 ลิตรด้วย
เมอร์เซเดส-เบนซ์
รถหรูระดับบน รถหลักไม่ได้มีอะไรใหม่ ยกเว้นการเสริมรถแบบ เครื่องยนต์พิเศษ ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้ หรือไม่ก็เสริมรถเล็ก อย่าง เอ-คลาส และรถตู้ใหญ่ วีโต้
เป็นการเพิ่มสีสันให้กับตลาดพรีเมี่ยม คาร์ มากกว่า เพราะว่าขายแค่ ซีคลาส และอีคลาส ก็เป็นแชมป์ รถพรีเมี่ยมแล้ว
มิตซูบิชิ
การเปลี่ยนแปลงของมิตซูบิชิ คงจะหนีไม่พ้น การ model change กระบะ สตราด้า ใหม่ ซึ่งจะก้าวออกสู่ตลาดในปี 2548 ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาดใหญ่ และน่าจะแรงสุดในกลุ่มกระบะด้วยกัน คาดว่าจะเห็นตัวจริงในช่วงปลายปี รถเก๋งนั้น ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นเอาเก๋งใหญ่มาเสริมตลาด
นิสสัน
ปี 2548 นิสสัน จะเปิดตัวรถใหม่ อย่างน้อยสองรุ่น และหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นฟรอนเทียร์ กระบะ ที่จะต้องแปลงโฉมและเครื่องยนต์ใหม่ ส่วนรถเก๋งก็จะมีการเปลี่ยนโฉมใหม่ของ ซันนี่ ที่เมืองนอกนั้นออกมาเผยโฉมให้เห็นแล้ว และก็เป็นตัวเดียวกันที่จะขายในบ้านเรา สำหรับรถเก๋งขนาดกลาง เทียน่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ คงมีแต่การเปลี่ยนแปลงย่อยๆ
โตโยต้า
ค่ายใหญ่อย่างโตโยต้า ปีหน้าจะมีรถยนต์ที่ผลิตมาจากพื้นฐานของไอเอ็มวี ออกมาอีกตัว เป็นตัวสุดท้ายของรถในโครงการ แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องติดตาม รถหลักในตลาดอย่างปิกอัพ ถือว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนั้น รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พัฒนาจากฐานของกระบะ อย่าง ฟอร์จูนเนอร์ ก็จะเป็นช่วงที่ส่งมอบได้ ตลาดจะคึกคักอยู่ในกลุ่มรถของไอเอ็มวีมากกว่า สวนรถเก๋ง ถึงเวลาที่คัมรี่จะเปลี่ยนแปลง แต่เล็กหรือใหญ่จะต้องติดตาม
วอลโว่
ต้องตามดูว่ากระแสรถแวน จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหรือไม่ในบ้านเรา แต่อย่างน้อยผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็ทยอยกันเปิดตัวรถในแนวๆ นี้มากขึ้น รวมถึง วอลโว่ ที่มี วี 50 รถที่มาแทน วี 40 ในปัจจุบัน วอลโว่เลือกเปิดตัว วี 50 ก่อนที่จะเปิดตัวเอส 40 ใหม่ (ซีดาน) ตามมา
ซังยอง
ซังยอง รถยนต์จากเกาหลี เสริมตลาด รุ่น เร็กซ์ตัน ด้วยรุ่น อาร์เอ็กซ์ 270 เอ็กซ์ดีไอ เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เอาใจคนต้องการความประหยัด ช่วงน้ำมันราคาแพง ส่วนรถอื่นๆ ไม่เห็นแววที่จะได้เลือกซื้อจากซังยอง
ซูบารุ
รถเฉพาะกลุ่ม และเป็นค่ายรถเล็กๆ ที่ทำตลาดไปเรื่อยๆ สินค้านั้น จริงๆ ครอบไลน์แล้ว ทั้ง อิมเพรซ่า เลกาซี่ เอาท์แบคท์ ฟอร์เรสเตอร์ ซูบารุจะมีเพียงการอัพเกรดเครื่องยนต์ให้เลือก และการแต่งเป็นเวอร์ชั่นพิเศษให้เลือก มากกว่าการเปิดโมเดลใหม่
ซูซูกิ
ค่ายรถซูซูกินั้น ปี 2548 ซูซูกิจะมีเก๋ง สวิฟ ใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมและน่าใช้ขึ้นในปลายปี เปิดตัว เอพีวี รถนำเข้าจากอินโดนีเซียไปแล้ว คงเป็นการดันยอดตามปกติ สำหรับ เอพีวี เป็นเอ็มพีวี 8 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ราคาประมาณ 7-8 แสนบาท
ในบรรดารถใหม่ปี 2548 นั้น ผู้เล่นรายใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า และนิสสัน ถือว่ามีไม้เด็ดๆ ในการเปลี่ยนโฉมอย่างต่ำค่ายละตัว
ตลาดรถปี 48 จึงสนุกไม่แพ้ปีที่กำลังจะหมดไปครับ
สัปดาห์ที่แล้ว ผมคุยถึงเรื่องความเคลื่อนไหวของค่ายรถ ไป 11 ค่าย คือ ออดี้ แอสตัน มาร์ตินเบนท์ลีย์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีตรอง ฟอร์ด เฟอร์รารี่ ฮอนด้า ฮัมเมอร์ อีซูซู ลัมโบร์กินี่
สัปดาห์นี้ จะคุยถึงรถส่วนที่เหลือ ตามความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นกันในปีหน้า เริ่มจาก
แลนด์โรเวอร์
เป็นค่ายรถที่มีแต่สินค้า สำหรับคนรักรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ปีหน้าเป็นปีที่ยากแน่ๆ สำหรับรถขนาดใหญ่ เพราะว่าภาษีที่กระโดดสูงขึ้น รถหลักยังเป็น ฟรีแลนเดอร์ หรือรถขับ 4 ล้อตัวเล็กสุดของตระกูล แลนด์ และจะมีขายเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล จากเดิมที่มีทั้งเบนซินและดีเซล เหตุผลก็คือภาษี ที่สูงขึ้นนั่นแหละ
ช่วงรอยต่อไตรมาสแรกกับไตรมาสที่ 2 แลนด์โรเวอร์ จะมีรถใหม่เข้ามาขยายตลาด นั่นคือ ดิสคัฟเวอรี่ 3 โดยจะมาแบบมีทางเลือก คือ 2.7 ลิตร ดีเซล เครื่องยนต์ตัวเดียวกันที่ใช้ในจากัวร์ เอ็กซ์ไทป์ และเบนซิน 4.4 ลิตร ทั้งจะออกมาในแนวของ ดิสโก สปอร์ต เวอร์ชั่น
มาสด้า
นับว่าปีที่ผ่านไป เป็นปีเริ่มต้นของมาสด้า ที่ทำยอด มาสด้า 3 รถเก๋งคอมแพ็คใหม่ ทะลุเป้ามาตั้งแต่ปลายปี สำหรับในปี 2548 รถหลักคงเป็นมาสด้า 3 แต่จะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาเสริมไลน์ เช่น รุ่นแวกอน 5 ประตู ซึ่งมาสด้าน่าจะไปด้วยดี
และปัจจุบัน มาสด้า 3 นั้น มีเครื่องยนต์และตัวถัง 2 ขนาด คือ ซีดาน และแฮค เครื่องยนต์ 1.6 และ 2.0 ลิตร รถแบบ แวกอน จะใช้เครื่องเท่าไร ต้องรอดู มาสด้านั้นมีบล็อก 2.3 ลิตรด้วย
เมอร์เซเดส-เบนซ์
รถหรูระดับบน รถหลักไม่ได้มีอะไรใหม่ ยกเว้นการเสริมรถแบบ เครื่องยนต์พิเศษ ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้ หรือไม่ก็เสริมรถเล็ก อย่าง เอ-คลาส และรถตู้ใหญ่ วีโต้
เป็นการเพิ่มสีสันให้กับตลาดพรีเมี่ยม คาร์ มากกว่า เพราะว่าขายแค่ ซีคลาส และอีคลาส ก็เป็นแชมป์ รถพรีเมี่ยมแล้ว
มิตซูบิชิ
การเปลี่ยนแปลงของมิตซูบิชิ คงจะหนีไม่พ้น การ model change กระบะ สตราด้า ใหม่ ซึ่งจะก้าวออกสู่ตลาดในปี 2548 ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาดใหญ่ และน่าจะแรงสุดในกลุ่มกระบะด้วยกัน คาดว่าจะเห็นตัวจริงในช่วงปลายปี รถเก๋งนั้น ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นเอาเก๋งใหญ่มาเสริมตลาด
นิสสัน
ปี 2548 นิสสัน จะเปิดตัวรถใหม่ อย่างน้อยสองรุ่น และหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นฟรอนเทียร์ กระบะ ที่จะต้องแปลงโฉมและเครื่องยนต์ใหม่ ส่วนรถเก๋งก็จะมีการเปลี่ยนโฉมใหม่ของ ซันนี่ ที่เมืองนอกนั้นออกมาเผยโฉมให้เห็นแล้ว และก็เป็นตัวเดียวกันที่จะขายในบ้านเรา สำหรับรถเก๋งขนาดกลาง เทียน่า ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ คงมีแต่การเปลี่ยนแปลงย่อยๆ
โตโยต้า
ค่ายใหญ่อย่างโตโยต้า ปีหน้าจะมีรถยนต์ที่ผลิตมาจากพื้นฐานของไอเอ็มวี ออกมาอีกตัว เป็นตัวสุดท้ายของรถในโครงการ แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องติดตาม รถหลักในตลาดอย่างปิกอัพ ถือว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนั้น รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พัฒนาจากฐานของกระบะ อย่าง ฟอร์จูนเนอร์ ก็จะเป็นช่วงที่ส่งมอบได้ ตลาดจะคึกคักอยู่ในกลุ่มรถของไอเอ็มวีมากกว่า สวนรถเก๋ง ถึงเวลาที่คัมรี่จะเปลี่ยนแปลง แต่เล็กหรือใหญ่จะต้องติดตาม
วอลโว่
ต้องตามดูว่ากระแสรถแวน จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหรือไม่ในบ้านเรา แต่อย่างน้อยผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็ทยอยกันเปิดตัวรถในแนวๆ นี้มากขึ้น รวมถึง วอลโว่ ที่มี วี 50 รถที่มาแทน วี 40 ในปัจจุบัน วอลโว่เลือกเปิดตัว วี 50 ก่อนที่จะเปิดตัวเอส 40 ใหม่ (ซีดาน) ตามมา
ซังยอง
ซังยอง รถยนต์จากเกาหลี เสริมตลาด รุ่น เร็กซ์ตัน ด้วยรุ่น อาร์เอ็กซ์ 270 เอ็กซ์ดีไอ เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เอาใจคนต้องการความประหยัด ช่วงน้ำมันราคาแพง ส่วนรถอื่นๆ ไม่เห็นแววที่จะได้เลือกซื้อจากซังยอง
ซูบารุ
รถเฉพาะกลุ่ม และเป็นค่ายรถเล็กๆ ที่ทำตลาดไปเรื่อยๆ สินค้านั้น จริงๆ ครอบไลน์แล้ว ทั้ง อิมเพรซ่า เลกาซี่ เอาท์แบคท์ ฟอร์เรสเตอร์ ซูบารุจะมีเพียงการอัพเกรดเครื่องยนต์ให้เลือก และการแต่งเป็นเวอร์ชั่นพิเศษให้เลือก มากกว่าการเปิดโมเดลใหม่
ซูซูกิ
ค่ายรถซูซูกินั้น ปี 2548 ซูซูกิจะมีเก๋ง สวิฟ ใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมและน่าใช้ขึ้นในปลายปี เปิดตัว เอพีวี รถนำเข้าจากอินโดนีเซียไปแล้ว คงเป็นการดันยอดตามปกติ สำหรับ เอพีวี เป็นเอ็มพีวี 8 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ราคาประมาณ 7-8 แสนบาท
ในบรรดารถใหม่ปี 2548 นั้น ผู้เล่นรายใหญ่อย่างโตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า และนิสสัน ถือว่ามีไม้เด็ดๆ ในการเปลี่ยนโฉมอย่างต่ำค่ายละตัว
ตลาดรถปี 48 จึงสนุกไม่แพ้ปีที่กำลังจะหมดไปครับ