: หนองปลาปาก : ตำบลกวนวัน : ตำบลในเมือง : ตำบลค่ายบกหวาน : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลพระธาตุบังพวน : ตำบลปะโค : ตำบลโพนสว่าง : ตำบลโพธิ์ชัย : ตำบลเมืองหมี : ตำบลมีชัย : ตำบลเวียงคุก : ตำบลวัดธาตุ : ตำบลสีกาย : ตำบลหาดคำ : ตำบลหนองกอมเกาะ : ตำบลหินโงม : ตำบลกุดบง : ตำบลชุมช้าง : ตำบลจุมพล : ตำบลทุ่งหลวง : ตำบลเซิม : ตำบลนาหนัง : ตำบลบ้านโพธิ์ : ตำบลบ้านผือ : ตำบลวัดหลวง : ตำบลสร้างนางขาว : ตำบลเหล่าต่างคำ : ตำบลกองนาง : ตำบลท่าบ่อ : ตำบลโคกคอน : ตำบลน้ำโมง : ตำบลนาข่า : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลบ้านถ่อน : ตำบลโพนสา : ตำบลบ้านว่าน : ตำบลหนองนาง : ตำบลนาดี : ตำบลเฝ้าไร่ : ตำบลหนองหลวง : ตำบลวังหลวง : ตำบลอุดมพร : ตำบลบ้านต้อน : ตำบลนาทับไฮ : ตำบลพระบาทนาสิงห์ : ตำบลโพนแพง : ตำบลบ้านหม้อ : ตำบลรัตนวาปี : ตำบลพระพุทธบาท : ตำบลพานพร้าว : ตำบลแก้งไก่ : ตำบลบ้านม่วง : ตำบลนางิ้ว : ตำบลผาตั้ง : ตำบลสังคม : ตำบลโพนทอง : ตำบลด่านศรีสุข : ตำบลโพธิ์ตาก : ตำบลสระใคร : ตำบลบ้านฝาง : ตำบลคอกช้าง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แวดวงหนังสือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แวดวงหนังสือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หนังสือทำมือ อินดี้บุ๊คเดย์ พื้นที่ของคนนอกกระแส

รายงานพิเศษ(3) / นภาพร แจ่มทับทิม คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
หนังสือทำมือ อินดี้บุ๊คเดย์ พื้นที่ของคนนอกกระแสพื้นที่ศิลปะของคนหัวใจนอกกระแส หรือที่เรียกว่า 'อินดี้' ได้ถูกเปิดกว้างให้เป็นทางเลือกใหม่ของทั้งผู้ผลิตผลงานและคนเสพที่แสวงหาความแปลก แตกต่าง ที่นับว่าสร้างสีสันอยู่ไม่น้อยไม่เว้นแม้แต่งานสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือเล่มและนิตยสาร ก็มีกระแสอินดี้อยู่เหมือนกัน
หากแต่ธุรกิจสำนักพิมพ์กระแสหลัก ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อันมีระบบสายส่งเป็นโซ่ล่าม ส่งผลให้ราคาหนังสือต่อเล่มสูงเกินปกติ
อย่างไรก็ตาม การปรากฏของนักเขียนนอกกรอบอย่าง ปราบดา หยุ่น หรือ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ แห่ง a day ที่สร้างความโดดเด่นในวงการหนังสือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นผู้มีส่วนในการจุดไฟแนวคิดสร้างสรรค์งานสิ่งพิมพ์ที่ออกนอกกฎเกณฑ์ ทั้งรูปแบบ-เนื้อหา และวิธีการเขียน
การระดมนักเขียน-นักอ่าน เพื่อเข้ามาพัฒนารูปแบบความหลากหลายในงานมหกรรมหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย จึงเป็นแนวคิดสำคัญ ที่แม้งานนี้จะไม่มีสำนักพิมพ์ที่ลงทุนสูง หนังสือของคนดัง หรือเบสเซลเลอร์ หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ของคนที่คิดสร้างสรรค์ในการเผยแพร่ผลงานความคิดและเนื้อหาที่เป็นอิสระ
เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ ผู้ประสานเครือข่ายหนังสืออิสระ กล่าวถึงภาพรวมของ 'อินดี้บุ๊คเดย์' งานมหกรรมหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ปีนี้จัดเป็นปีที่ 3 โดยเริ่มต้นจากปรากฏการณ์หนังสือทำมือ เป็นที่รู้กันในคนกลุ่มเล็กๆ ในงานหนังสือริมน้ำ ที่สวนสันติชัยปราการเมื่อปลายปี พ.ศ.2543 จากนั้นผู้คนทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้ร่วมกันสร้างความหนักแน่นให้กับวัฒนธรรมหนังสือทำมืออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และสานต่อแนวทางดังกล่าว
"คอนเซปต์ของงานหนังสือที่อาจเรียกว่าเป็นสงคราม คือเหมือนการแย่งชิงพื้นที่กัน เราต้องพยายามทำเพื่อให้คนทำหนังสือเหล่านี้ไม่กลืนหายไป ต้องทำสิ่งที่จะก่อให้เกิดกระแส อย่างเช่นการรวมกลุ่มเป็นงานเฉพาะ ไม่เช่นนั้นคนก็จะรู้จักและอ่านแต่หนังสือของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นทางเลือกในอีกกระแสหนึ่ง ว่ามันมีกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีความตั้งใจจริง ที่อยากจะทำงานด้านวรรณกรรม เพื่อให้วงการจะได้มีคนทำหนังสือคุณภาพ
"คอนเซปต์อีกอย่างหนึ่งของงานคือ การจัดงานหนังสือทำมือที่เราไปจัดในต่างจังหวัดนั้น เราไปจัดที่ร้านหนังสือ ซึ่งเป็นร้านหนังสือเล็กๆ สำหรับกลุ่มคนที่สนใจการอ่าน คือเราอยากให้คนทำหนังสือ และร้านหนังสือเล็กๆ ได้มีบทบาทในชุมชนหรือท้องถิ่นตัวเองด้วย"
เมื่อถามนิยามของหนังสืออินดี้? เขากล่าวว่า
"ก็เป็นหนังสือของคนทำงาน ซึ่งเป็นอิสระ คนทำ-คนเขียนไม่ต้องอิงกับกระแสตลาด พอทำมาแล้วหนังสือเหล่านี้มันขายได้หรือไม่ก็ตาม แต่เป็นการทำหนังสือที่อยากจะสื่อสารกับคนอ่าน ที่มีเนื้อหาในเชิงสร้างสรรค์สังคม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานวรรณกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง อย่างเช่น สำนักพิมพ์โอเพ่น จะไม่ใช่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีตลาดหรือกลุ่มธุรกิจรองรับ"
โดยการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมของกลุ่มได้ทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถาบันการศึกษา และการประกวดหนังสือทำมือเป็นประจำทุกปี
"ก่อนหน้านี้เราเคยจัดหนังสือทำมือในสถานศึกษาประมาณ 15 สถาบัน ที่จะช่วยเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ กลุ่มนี้จะมีส่วนในการสร้างการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น เพราะผลงานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะกระจัดกระจายไปตามงานต่างๆ อย่างเช่น งานแฟทบ้าง หนังสือก็เป็นส่วนหนึ่งของงานนั้น แต่ว่ามันไม่เป็นงานเฉพาะ งานนี้เราอยากจัดให้เป็นงานเฉพาะ โดยมีพื้นที่ของเราเอง"
เพราะพื้นที่เล็กๆ ของคนสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการเปิดมุมมองเพื่อถ่ายทอดในแนวทางอิสระ จึงไม่แปลกอะไร หากการสัญจรไปในแต่ละพื้นที่นั้น จะเป็นเวทีของ 'งานเขียนชั้นดี'
"สำหรับที่จัดขึ้นในต่างจังหวัด แต่ละตัวพื้นที่เอง ก็จะมีเพื่อนที่ทำกัน นิตยสารท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แล้วกลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ ที่เป็นองค์กร พอมีงานนี้ก็จะมีการรวมกลุ่มกัน
"มันจะได้ในแง่การร่วมกลุ่ม ความร่วมไม้ร่วมมือกันขององค์กรเหล่านี้ แต่ในด้านกว้าง เราก็อยากให้คนที่ไม่รู้จักหนังสือทำมือหรือหนังสืออิสระ ได้รู้จักเรามากขึ้น เพราะเรายังไม่เห็นภาพในด้านกว้างมากนัก แต่ว่าเราพยายามให้เป็นงานในด้านกว้างมากขึ้น ค่อยๆ พัฒนา ต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง อย่างที่เชียงใหม่กับภูเก็ตก็ดีมาก ในงานนี้ก็เป็นการจุดประกายให้นักเขียนแต่ละจังหวัดสร้างรูปแบบหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกต่อไป
"และงานที่จะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ เราก็จะมีการเชิญตัวแทนจากทั้งภูเก็ตและเชียงใหม่มาร่วมแสดงนิทรรศการเพื่อเผยแพร่อีกด้วย"
ในภาวการณ์ที่ต้นทุนกระบวนการผลิตหนังสือต่อเล่มสูง หากแต่กลับกลายเป็นผลดีต่อกลุ่มคน ''หนังสือทำมือ' ด้วยเหตุที่ว่า
"ถ้าไปพิมพ์ในระบบ ต้องพิมพ์ประมาณที่ต้องเป็น 1,000 เล่มขึ้นไป ซึ่งจะแพงมาก แต่หนังสือทำมือเราทำได้เรื่อยๆ และไม่ต้องลงทุนมาก เวลาขายได้ก็สามารถพิมพ์เพิ่มเรื่อยๆ เวลาที่ไปพิมพ์เราบางทีมันขายไม่ได้
"แต่กลุ่มพวกนี้ได้มีพื้นที่ในงานเฉพาะของพวกเรา เพราะถ้าเป็นงานสัปดาห์หนังสือก็จะเป็นของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เมื่อสำนักพิมพ์เล็กๆ จะเอาหนังสือไปฝากขาย มันก็ยาก พื้นที่มันมีอยู่จำกัดและมันก็ค่าเช่าแพง คือสิ่งหนึ่งที่เราจัดหนังสือทำมือขึ้นมา เพราะเราอยากมีพื้นที่เล็กๆ สำนักพิมพ์อิสระ คนทำหนังสืออิสระขึ้นมารวมตัวกัน มีกิจกรรมกัน พูดคุยกัน"
สำหรับความคาดหวังจากงานที่เขามุ่งหมายตั้งใจให้ดำเนินต่อไป
"เพิ่งเริ่มเดิน ที่จริงเราก็อยากให้มันแข็งแรงกว่านี้ต่อไป วันข้างหน้าก็อาจจะโตขึ้นอยู่แล้ว เพราะคนที่เข้ามาทำ ก็ถือว่าเป็นคนคุณภาพ" เรืองกิตติ์ กล่าว
และไม่ผิดหากความโดดเด่นของผลงานในพื้นที่เล็กๆ จะมีเป้าสู่การเป็นทางเลือกใหม่ และสู่การเติบโตในกระแสหลักอยู่นั่นเอง
(ล้อมกรอบ)
ที่มาของสนามวรรณกรรมอิสระ
กลุ่มคนเล็กๆ ที่ก่อร่างสร้างงาน 'หนังสือทำมือ' อันเกิดจากการรวมตัวกันของเครือข่ายหนังสืออิสระ INDY BOOK NET เมื่อ พ.ศ.2545 เพื่อดำเนินการจัดงาน 'มหกรรมหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกแห่งประเทศไทย' (INDEPENDENT BOOK DAY) ที่เกิดจากคนทำงานด้านวรรณกรรมและหนังสือด้วยเจตนารมณ์ที่ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมอันมีคุณค่า และมีความหมายต่อนักเขียน-นักอ่านรุ่นใหม่ ที่ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ
โดยความมุ่งหมายของพวกเขาได้ประกาศหลักการและเหตุผลเอาไว้ว่า
"ด้วยการแปรรูปหนังสือให้เป็นสินค้า สำนักพิมพ์ต่างๆ ได้เร่งการผลิตหนังสือ จนกล่าวว่าได้เป็นอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ภายใต้ผลการผลิตหนังสือแบบอุตสาหกรรมนี้ หนังสือถูกผลักดันและส่งเสริมด้วยเครื่องมือทางการตลาดทุกวิถีทาง จริงอยู่มีหนังสือคุณภาพปรากฏขึ้นเป็นหนังสือขายดีภายใต้กระแสจำนวนนี้ไม่น้อย แต่ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่สำนักพิมพ์ต่างๆ จะพิมพ์หนังสือดีหรือไม่ดี ปัญหาสำคัญอยู่ที่การสร้างวัฒนธรรมการเสพหนังสือเพียงไม่กี่แบบนั้น ได้ทำลายโอกาสของหนังสือที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก ทำลายงานสร้างสรรค์ที่ต่างไปจากรสนิยมหลัก"
และด้วยเหตุนี้ หนังสือทำมือจึงก่อเกิดขึ้น เป็นทางออกของการเผยแพร่ผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่ๆ เป็นเวทีให้กับความคิดเห็น และภูมิปัญญาที่แตกต่าง จากกระแสเล็กๆ ของคนทำไม่กี่กลุ่ม เริ่มขยายกระแสไปสู่ระดับกว้างมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีกลุ่มผู้จัดทำหนังสือทำมือกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
โดยมีนักเขียนจำนวนหนึ่งก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนักเขียนอาชีพจากการทำหนังสือทำมือ มีหนังสือหลายเล่มที่เป็นหนังสือทำมือขายดีมาก่อนที่สำนักพิมพ์จะเล็งเห็นผลประโยชน์ และนำไปจัดพิมพ์ในระบบ กล่าวได้ว่า ตลาดกระแสหลักก็ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากพื้นที่นอกระบบที่ไร้มาตรฐานนี้มาไม่น้อย จนไม่อาจปฏิเสธถึงประโยชน์และคุณูปการของหนังสือทำมือ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หนังสือทำมือในปัจจุบันเริ่มขยายการยอมรับจากนักอ่านไปสู่ระดับกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสื่อทางเลือกใหม่ในวงการธุรกิจหนังสือ โดยหนังสือทำมือหลายเล่มได้สร้างสถิติยอดขายมากกว่าหนังสือจากสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติในรอบปีที่ผ่านมา
Independent Book Day จึงก่อเกิดขึ้นภายใต้การรวมตัวของหนุ่มสาวนักอ่าน-นักเขียนอิสระ และกลุ่มผู้จัดทำหนังสือทำมือ ตลอดจนสำนักพิมพ์เล็กๆ ของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ปัญญา และเพิ่มช่องทางการเผยแพร่หนังสือทำมือและหนังสือทางเลือกไปสู่เพื่อนนักอ่านทั่วประเทศ
สำหรับงานอินดี้บุ๊คเดย์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้มีการสัญจรไปแล้วที่ เชียงใหม่ และภูเก็ต ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระดาษดั๊บเบิ้ลเอ
และที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 16-18 ธันวาคม 2548 ที่สวนสันติชัยปราการ ถ.พระอาทิตย์ กรุงเทพฯ อันเป็นที่ก่อเกิดการนัดพบของคนในแวดวงหนังสือทำมือและสื่อทางเลือกตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่จะมาพร้อมกับกิจกรรมดีๆ ให้เลือกเสพ ทั้ง ดนตรี หนังสั้น หนังสือทำมือ และกิจกรรมหนังสือทำมือแบบฉบับคนคิดสร้างสรรค์หรือบุ๊คเฟ่อีกด้วย

'วาณิช จรุงกิจอนันต์' กู้ศักดิ์ศรี จำใจฟ้อง 'มติชน' ล้างภาพ 'เนรคุณ-ไส้ศึก'

วาณิช / เสี้ยมเส้าหลง คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
'วาณิช จรุงกิจอนันต์' กู้ศักดิ์ศรี จำใจฟ้อง 'มติชน' ล้างภาพ 'เนรคุณ-ไส้ศึก'ศึกเทคโอเวอร์สื่อแบบไม่เป็นมิตรยังไม่จบ! และมีแนวโน้มว่าจะเป็น 'อากู๋ฮุบมติชน' ภาค 2 หรือตอน 'แค้นสั่งฟ้า' เมื่อ วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2527 และอดีตคอลัมนิสต์ในเครือมติชน ลุกขึ้นมากู้ศักดิ์ศรีและภาพพจน์ ที่เสียหายไปในสมรภูมิยึดสื่อของ 'อากู๋' ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
ข่าวนี้เล็ดลอดออกมาจากตึกมติชน ทำเอาผู้คนในแวดวงน้ำหมึก โจษขานกันเสียงดังอึงมี่! มันเป็นไปได้ยังไง?
เพราะวันก่อน 'วาณิช' กับคู่ชีวิต ยังควงคู่ไปร่วมงานวันเกิดของ นิวัติ กองเพียร ที่บ้านหลังใหญ่ชานเมืองปทุมธานี ซึ่งในงานวันนั้น ก็มี 'มิตรน้ำหมึก' ที่เขียนคอลัมน์ใน 'มติชนสุดสัปดาห์' มาร่วมงานกันหลายคน
ว่ากันว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน 'วาณิช' กำลังต่อกลอนสดกับเพื่อนๆ อย่างออกรส ภรรยาก็ชิงดึงตัวสามีนักเขียนกลับบ้านก่อนที่วงเหล้าจะเลิกรา
การปรากฏตัวในกลุ่มเพื่อนมิตรมติชน ทำให้เกิดเสียงร่ำลือว่า 'วาณิช' จะกลับไปเขียนคอลัมน์ที่ชายคามติชนอีกครั้ง!
แต่แล้วก็เหมือน 'ฟ้าผ่ากลางแดดหนาว' เมื่อ 'น้องพี่ช้าง' ตัดสินใจฟ้อง 'ลูกน้องพี่ช้าง' และ 'บริษัทพี่ช้าง'
ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ ภรรยา 'วาณิช' ให้สัมภาษณ์ผ่าน 'ผู้จัดการออนไลน์' ว่า ได้ฟ้องคดีอาญา และแพ่ง เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท กับพิเชียร คุระทอง ผู้เขียนคอลัมน์ 'ทวนน้ำขวางโลก' สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และหนังสือพิมพ์มติชน กรณีที่พิเชียร ได้เขียนบทความหมิ่นประมาท และกล่าวเท็จในคอลัมน์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา
"ในบทความชื่อ มิตรแท้ มิตรเทียม ที่นายพิเชียรเขียนถึงวาณิช ถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง โดยที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเขียนว่า วาณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) รู้ความลับเรื่องแกรมมี่ซื้อหุ้นมติชน แต่ไม่มาบอกกับมติชน ที่เป็นเพื่อนกัน ซึ่งเป็นการเนรคุณ กินบนเรือน ขี้บนหลังคา เป็นไส้ศึก และหนอนบ่อนไส้ อย่างที่รู้กันอยู่ว่า มติชนเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทุกคนก็สามารถรู้ข้อมูลเท่ากันหมด ถ้าวาณิช นำความลับของบริษัท จีเอ็มเอ็มมีเดียไปบอกคนอื่น ก็เท่ากับเป็นการผิดจริยธรรม ซึ่งไม่มีใครเขาทำกัน" ทอรุ้งกล่าว
จริงๆ แล้ว ในตอนแรก 'ทอรุ้ง' ต้องการจะฟ้อง 'พิเชียร' เพียงคนเดียวในคดีอาญา แต่หลังจากทำจดหมายไปหา 'พี่ช้าง' ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการเครือมติชน เพื่อจะขอเข้าไปพูดคุยด้วย และให้ลงขอโทษในหนังสือพิมพ์เป็นจำนวน 3 ฉบับ ติดต่อกัน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ และยังแสดงความไม่พอใจอีกด้วย จึงตัดสินใจทำการฟ้องร้องดังกล่าว
แหล่งข่าวข้างบ้าน 'วาณิช' รายงานว่า ตัวนักเขียนอารมณ์ขันไม่ประสงค์จะค้าความ แต่ภรรยามองว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย เสียเกียรติภูมิ จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรม เรียกความเป็น 'วาณิช' คืนกลับมา
'ทอรุ้ง' คือใคร? ถ้าใครเป็นแฟนมติชนพันธุ์แท้ จะทราบว่าคอลัมน์ครัวสุดสัปดาห์ ในมติชนรายวัน โดยผู้ที่ใช้นามปากกาว่า 'คุณนายติ่ง' นั้น เป็นคนๆ เดียวกับภรรยาวาณิช
'ทอรุ้ง' เป็นสาวแปดริ้ว เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา จนพบรักกับ 'หนุ่มบางปลาม้า' ขณะเรียนอยู่ที่ 'แคลิฟอร์เนีย สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้แอทลองบีช' เมื่อกลับเมืองไทย สาวทอรุ้งเป็นอาจารย์ ประจำสถาบันภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนหนุ่มสุพรรณฯ ก็เขียนหนังสือเป็นอาชีพ
เมื่อปี 2527 นักเขียนหนุ่มให้สัมภาษณ์ในนิตยสารถนนหนังสือ ถึงการก่อร่างสร้างรังรัก ที่ช่วยกันหาเงิน ช่วยกันผ่อนธนาคาร โดยเวลานั้นทอรุ้งใช้รถมาสด้าราคาคันละสามแสนเศษ ซึ่งวาณิชบอกว่าถ้าไม่ผ่อนรถ ก็อยู่แบบสบายๆ
ปัจจุบัน ครอบครัวจรุงกิจอนันต์ มีฐานะมั่งคั่งจากการทำงานหนักของสองสามี-ภรรยา โดยวาณิช สมัยที่ยังเป็นนักเขียนในชายคามติชน เขาได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ให้เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์เครือมติชนแทบทุกฉบับ โดยเป็นเจ้าของคอลัมน์วาณิช จรุงกิจอนันต์ ในมติชนสุดสัปดาห์, คอลัมน์วาณิชเข้าครัว ในมติชนรายวัน, คอลัมน์ถกแถลง ในข่าวสดรายวัน, คอลัมน์ลูกทุ่ง ในข่าวสดรายวัน นอกจากนั้น วาณิชยังมีรายได้จากการเป็นกรรมการบริษัทในเครือแกรมมี่
0 0 0
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ศาลรับคำฟ้องในคดีที่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ อดีตคอลัมนิสต์ในเครือมติชน และกรรมการ บ.จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พิเชียร คุระทอง ผู้เขียนคอลัมน์ทวนน้ำขวางโลก สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายจำนวน 30 ล้านบาท กรณีเขียนและตีพิมพ์บทความชื่อ มิตรแท้ มิตรเทียม เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 ทำนองว่าวาณิชเป็นไส้ศึก และหนอนบ่อนไส้ ให้แกรมมี่ซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์มติชน ไว้พิจารณาแล้ว
ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 09.00 น.
ด้านแกนนำกลุ่มเฟรนด์ ออฟ มติชน ที่ก่อเกิดช่วงแกรมมี่ฮุบหุ้นมติชน ได้แสดงปฏิกิริยาว่าเป็นวิธีการที่ไม่สมควรยิ่ง แม้วาณิชจะเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเรื่องที่น่าจะตกลงภายในกันได้ในหมู่มิตร เพราะถือว่าเป็นคนในวงการสื่อสารมวลชนด้วยกัน
พร้อมมองว่า การใช้รูปแบบกฎหมายและเรียกร้องเงิน เป็นวิธีการที่พวกกลุ่มทุนใหญ่ใช้กัน วาณิชก็เป็นนักคิด นักเขียน เป็นถึงนักเขียนรางวัลซีไรต์ น่าจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้
ถ้ามองจากข่าวสารที่ออกมาจากค่ายประชาชื่น คาดว่าศึกนี้คงยืดเยื้อยาวนาน และหากมองแค่ครอบครัวจรุงกิจอนันต์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากอ่านเรื่องประกอบอีก 2 ชิ้น มันน่าจะมองเห็นถึง 'สงครามสื่อ' ภาค 2 อยู่รำไร

เรื่องเล่าจากเวทีซีไรต์ ของ 'กรรมการตกรอบ' คะนองฤทธิ์ อนุฤทธิ์

รายงานพิเศษ / อิสรีอิน คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
รายงานพิเศษ / อิสรีอิน
เรื่องเล่าจากเวทีซีไรต์ ของ 'กรรมการตกรอบ' คะนองฤทธิ์ อนุฤทธิ์
ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่ภาพชาย-หญิงทั้ง 7 ชีวิต ที่ล้อมรอบโต๊ะประชุมในโรงแรมหรูริมน้ำชื่อดังแห่งนั้น ยังคงกระจ่างอย่างแจ่มชัดในความทรงจำของชายร่างเล็กวัยสี่สิบต้นๆ นาม คะนองฤทธิ์ อนุฤทธิ์ แม้เขาจะได้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นเรื่องสั้นเรียบร้อยไปหนึ่งเรื่องแล้วก็ตาม
เหตุที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรืออะไรทั้งสิ้น หากแต่เป็นคนที่ยึดถือ 'ความจริง' จึงต้องการที่จะสะท้อนภาพออกมาหลายๆ รูปแบบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ดีกว่า นั่นเอง
"ผมเป็นคนที่ชอบความจริง ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ผมไม่เคยมีความลับครับ และคิดว่าความลับไม่มีในโลก มีอะไรก็จะบอกไปตามนั้นตรงๆ"
คะนองฤทธิ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลายคนที่ติดตามข่าวซีไรต์ปีนี้ โดยเฉพาะเรื่อง 'กรรมการตกรอบ' คงเห็นชื่อนี้มาบ้างแล้ว และอาจนึกสงสัยต่อไปว่า เจ้าของชื่อนี้เป็นใครมาจากไหน-ไยถึงได้ต่อกรกับ 'กรรมการที่เหลือ' หรือ 'กรรมการเสียงข้างมาก' ซึ่งมีประสบการณ์การเป็นกรรมการซีไรต์มาแล้วหลายสมัย
อีกทั้งจดหมายชี้แจงของคะนองฤทธิ์ที่ตีพิมพ์ในจุดประกายวรรณกรรม ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2548 นั้น ยังสร้างความปวดหัวและอาการหนาวๆ ร้อนๆ ให้กับกรรมการบางคน ไม่น้อยทีเดียวอีกต่างหาก
โดยเฉพาะส่วนหนึ่งในย่อหน้าสุดท้ายที่ระบุว่า "...กรรมการทุกคนจะพร้อมที่จะติดคุกหรือไม่ เพราะผมได้ยินอะไรแปลกๆ ในที่ประชุมด้วย" นั้นเอง ยิ่งสร้างความสงสัยในตัวผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง-ว่าเขาเป็นใคร?
แต่ใครที่เคยเข้าร่วมประชุมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยยุคปัจจุบัน ที่มี ไมตรี ลิมปิชาติ เป็นนายกสมาคมฯ นั้น จะรู้จักเขาในฐานะ 'ผู้ช่วยเหรัญญิก'
ส่วนใครที่เคยไปร่วมงานประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้นและบทกวีการเมือง รางวัล 'พานแว่นฟ้า' ของรัฐสภา คงจะคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดี ว่าชายร่างเล็ก เจ้าของเสียงเรียบๆ คนนี้ เป็นกรรมการและเลขานุการรางวัลพานแว่นฟ้ามาตั้งแต่สมัยแรก (2545)
และเป็นคนเสนอให้มีโครงการประกวดวรรณกรรมการเมืองนี้ก็ว่าได้ เพราะโดยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำมาเกือบ 20 ปีจนถึงปัจจุบันนี้ ก็คือ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นั่นเอง
0 0 0
แต่ถ้าย้อนช่วงเวลาไปเมื่อประมาณ 20 ปี ก่อนที่คะนองฤทธิ์จะทำงานเป็นข้าราชการรัฐสภานั้น ถือได้ว่าเขาเป็น 'นักเขียน' คนหนึ่ง และเป็นประเภท 'ผมยาว สะพายย่าม' อีกต่างหาก มีผลงานทั้งเรื่องสั้นและบทกวี แต่ดูเขาจะชอบเรื่องสั้นเป็นพิเศษ
เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ส่งไปแล้วได้รับการตีพิมพ์ (ช่วงปี 2525-2526) ก็คือ 'กว่าจะบินแรงก็หมด' ในนิตยสารใหม่ชื่อ 'ใกล้ศาล' เป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตาชีวิตคนงานที่โดนหลอกไปทำงานตะวันออกกลาง โดยใช้นามปากกาว่า 'ดอกกระเจียว'
ต่อมาส่งไปพิสูจน์ฝีไม้ลายมือที่ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ก็ได้ตีพิมพ์หลายเรื่อง (ช่วงปี 2529-2531) เท่าที่เจ้าตัวจำได้ เช่น กรรมสิทธิ์แห่งสายน้ำ, เพียงระยะทาง, ความต่างที่กลมกลืน, ความจริงที่แอบเห็น เป็นต้น
แต่น่าเสียดายว่าหลังรับราชการได้สักประมาณ 4 ปีกว่าๆ (หรือตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา) งานประจำรัดตัวมากขึ้น มือเรื่องสั้นคนนี้จึงไม่มีงานออกมาอีกเลย จะมีก็เพียงพล็อตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บไว้ มิเช่นนั้นอาจจะมีผลงานรวมเล่มส่งชิงรางวัลใดรางวัลหนึ่งเหมือนคนอื่นเขาไปแล้วก็เป็นได้
และนี่คือที่มาของนามปากกา 'ดอกกระเจียว' อันสะท้อนถึงการปวารณาตัวสู่บรรณพิภพแห่งน้ำหมึกของเขาเป็นอย่างดี เฉกเช่นพืชพันธุ์พื้นถิ่นอีสานชนิดนี้ หากเบ่งบานขึ้นที่ใดย่อมหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินถิ่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ตอนหลังก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ ชื่อ-นามสกุลจริง แทน
"คิดว่าใช้ชื่อจริงดีกว่า จะเป็นอะไรก็เป็น"
แน่นอนว่า ก่อนจะเป็นนักเขียนนั้น ย่อมผ่านเส้นทางการเป็นนักอ่านมาก่อนเสมอ คะนองฤทธิ์เองก็เช่นกัน
เขาเริ่มอ่านมากๆ ตอนเรียนระดับชั้น มศ.2 ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ถึงขั้น 'กินหนังสือแทนข้าว' เลยทีเดียว
เพราะที่ร้อยเอ็ดวิทยาลัยนั้น มีวิชาภาษาไทย 22 สอนเกี่ยวกับนวนิยายและเรื่องสั้นด้วย พอพักเที่ยงทีไร ลูกชายครูใหญ่โรงเรียนประชาบาลจากจังหวัดมหาสารคามคนนี้ จะพยักหน้ารู้กันกับเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อ สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร (ผู้เขียนคอลัมน์วิจารณ์หนังสือ 'ร่มรื่นในเงาคิด' ในมติชนสุดสัปดาห์) แล้วพากันไปอ่านหนังสือในห้องสมุดอยู่เสมอ
หนังสือเล่มที่ทำให้ชีวิตของคะนองฤทธิ์สนใจงานวรรณกรรม เห็นจะเป็น 'สงครามชีวิต' ของ ศรีบูรพา ที่เพื่อนให้เป็นของขวัญสมัยเรียนอยู่โรงเรียนบพิตรพิมุข นั่นเอง
ถัดจากนั้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาก็ไปฝังตัวอยู่ที่ห้องสมุดอีกเช่นเคย
ในห้วงเวลานั้นเองที่นักศึกษาผมยาวสะพายย่ามคนนี้มีภารกิจไปแถวๆ เทเวศร์ ด้วย ในฐานะ 'ยุวชนพรรคสังคมประชาธิปไตย' (ในยุคของ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม เป็นหัวหน้าพรรค) เขาได้รู้จัก ประเสริฐ จันดำ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเหมือนกัน
ด้วยโชคชะตาบวกกับความคิดความอ่านคล้ายๆ กัน ทั้งคู่จึงคบหาเป็นพี่เป็นน้องเรื่อยมา รวมถึงการซึมซับงานเขียนจากเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นนักเขียนเพียงคนเดียวที่เขาได้คลุกคลีด้วย
"ผมเกือบจะติดเหล้าเพราะพี่ประเสริฐ"
คะนองฤทธิ์คิดถึงความหลังและยืนยันงานของประเสริฐไปด้วยว่า 'ตัวนักเขียน' เมา แต่ 'ตัวหนังสือ' ไม่เมา
แต่ถ้าถามถึงคนที่เขาชื่นชอบและกลายเป็นแรงดลใจให้เขาอยากเป็นนักเขียนจริงๆ จังๆ มีอยู่ 2 คน คือ นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ และ สุรชัย จันทิมาธร ซึ่งถือเป็นมือเรื่องสั้นสุดยอดกันทั้งคู่
นอกจากอ่านงานของศรีบูรพาแล้ว เขาก็มาคลั่งไคล้งานเขียนของ สมชาย ปรีชาเจริญศิลป์, ศิลป พิทักษ์ชน, บรรจง บรรเจิดศิลป์ ไม่น้อยเลยทีเดียว
"พอจะเขียนหนังสือก็คิดทันทีว่า หนังสือที่เราเขียนก็จะต้องออกไปรับใช้สังคมรับใช้คนส่วนมาก ตั้งใจว่าจะเขียนให้สะท้อนสังคมหรือคนส่วนมากเป็นหลัก งานเขียนผมถึงจะเป็นแบบนั้น ถ้าให้เขียนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องการกดขี่ทางเพศ ผมจะไม่เขียน"
ภาพสังคมที่นักเขียนอย่างคะนองฤทธิ์วาดหวังตอนนั้น ก็คือ อยากจะต่อสู้เรื่องที่รัฐบาลหรือผู้ปกครองในยุคนั้นไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร
"วิธีการต่อสู้ด้านที่เราจะทำได้ ก็คือ การเขียนหนังสือ"
อย่างไรก็ตาม อยู่วันหนึ่งประมาณปี 2528-2529 ชายหนุ่มวัย 20 กว่าๆ ก็ตัดสินตัดผมยาวสยายทิ้งไป แขวนย่ามไว้ข้างฝาแล้วเดินเข้าสู่รัฐสภา ในฐานะข้าราชการ
แม้จะไม่ได้เขียนงานออกมาอีกในช่วงหลัง ทว่า ความรักที่มีวรรณกรรมไม่เคยจางหายไปไหน ในปี 2545 หรือ 3 ปีที่แล้ว เมื่อหัวหน้าถามถึงโครงการใหม่ๆ เขาจึงได้พลิกฟื้นความตั้งใจเดิมด้วยการเสนอการจัดประกวดวรรณกรรมรางวัล 'พานแว่นฟ้า' (ชื่อนี้มาจากความคิดของ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) มาจากการเสนอขึ้นทันที และทำต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 4 แล้ว
ปีแรกๆ มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะขาดความเชี่ยวชาญหลายๆ ด้าน แต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องดี ที่ทำให้เขาเองถึงกับเกิดอาการขนลุกทุกครั้งเวลานึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เนื่องจากตอนที่ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แนะให้ติดต่อสมาคมนักเขียนฯ เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับ 'พานแว่นฟ้า' นั้น ไม่เพียงทำให้เขาได้พบกับนักเขียนคนโปรด-นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ แล้ว ยังทำให้เขาได้มีโอกาสไปเยือนบ้านของศรีบูรพา ในซอยพระนางเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งนักเขียนทั้งคู่นั้นถือว่ามีอิทธิพลต่อเขาเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง
0 0 0
ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น คะนองฤทธิ์บอกว่ารักการเป็นนักเขียนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะเป็นกรรมการเลย เคยทำหน้าที่นี้มาบ้างเหมือนกัน สมัยอยู่ชมรมเทพศรีกวีศิลป์เพียงครั้งเดียว แต่ก็นานมาแล้ว การเป็นกรรมการซีไรต์รอบคัดเลือก จึงถือเป็นงานใหญ่ครั้งแรกก็ว่าได้
แม้การเข้าไปครั้งนี้จะเป็นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำเต็มหน้าที่ตะลุยอ่านอย่างหนักกระทั่งตาแทบมองไม่เห็นอะไรไปหลายวัน
"เราอยู่กับหนังสือมาอย่างนี้ ในใจเรามั่นใจอยู่แล้วล่ะว่าเรามีธงของเราอยู่แล้วว่าหนังสือลักษณะไหนที่เราจะยกย่องเชิดชูใน 7-10 เล่มนี้ เพราะทุกปีที่ผ่านมา เราก็เคยศึกษาอยู่เหมือนกันว่าเขาเขียนยังไง แล้วเล่มที่ได้รางวัลมา มีจุดบกพร่องตรงไหน เราก็ติดตามมาอยู่ตลอด"
ทำหน้าที่อย่างจริงจังและคร่ำเคร่งตั้งใจไปราวีกับหนังสือแนวไม่เหมาะสมอย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดาย-แพ้ฟาวล์เสียก่อน
"แต่ก็ดีนะครับ การที่เราได้อ่านมา มันก็เป็นประสบการณ์ชั้นหนึ่งของเราเหมือนกัน ผมยังมองในมุมที่ดีว่าผมโชคดีที่ได้อ่านหนังสือเยอะขนาดนั้น"
คะนองฤทธิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เช่นเคย ไม่มีทีท่าเยาะหยันหรือประชดใดๆ ราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ที่สำคัญ ถ้าถือว่า 'ตกรอบ' ครั้งนี้เป็น 'วิกฤติ' เขาก็สามารถพลิกเป็น 'โอกาส' ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะหลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง เขาก็สามารถสะบัดปลายปากกาเขียนเรื่องสั้นจบได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และเป็นเรื่องแรกในรอบ 16 ปี
นอกจากนี้ก็ยังเขียนบทความอีก 2-3 เรื่อง อย่างที่ปรากฏก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนที่กำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ก็คือ 'ชำแหละหนังสือเข้ารอบซีไรต์ ชันสูตรใจกรรมการ' โดยเปิดหนังสือบางเล่มที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรมาเขียนถึงแบบหน้าต่อหน้ากันเลยทีเดียว
"เพื่อให้คนอ่านตามไปอ่านว่า เป็นจริง อย่างที่เราชำแหละออกมาหรือไม่ แล้วก็ชันสูตรใจกรรมการด้วย ตรงที่ว่า หนังสือที่เขียนอย่างนี้ให้ผ่านไปได้ยังไง"
อย่างไรก็ตาม คะนองฤทธิ์ ก็มิได้เสียใจ แม้ว่าจะไม่ได้นั่งร่วมบนเวทีแถลงข่าววันประกาศผล 8 เล่มสุดท้ายที่เข้ารอบก็ตาม แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง
"เราได้ความรู้จากตรงนั้นเยอะเลย แล้วก็ภูมิใจที่เราได้มีโอกาสได้อ่านมากถึง 79 เล่ม เพราะถ้าเราไม่อยู่ตรงนั้น เราคงไม่ได้อ่านมากขนาดนั้น"
ที่สำคัญ (กว่า) ตอนนี้พลังแห่งการสร้างสรรค์งานเขียนกลับคืนมาแล้ว
"อยากจะให้นักอ่านประชาชนทั่วไปพยายามเอาหนังสือทั้ง 8 เล่มนี้มาอ่าน ว่ามันเป็นยังไง แล้วจะใช้วิจารณญาณของตัวเองตัดสินล่วงหน้าก่อนกรรมการเขาจะตัดสินจริงๆ"
คะนองฤทธิ์ฝากทิ้งท้ายไปถึงหนอนหนังสือทั้งหลาย แต่เรื่องที่ใครจะมาชวนเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมใดต่อไปนั้น ยังไม่รับปากหรือปฏิเสธทันที แต่ขอดูรายละเอียดก่อน
ทั้งนี้ คะนองฤทธิ์ไม่ได้ระบุต่อว่า รายละเอียดที่จะขอดูแบบเน้นๆ นั้น ใช่เรื่อง 'กรรมการ' หรือเปล่า? หากเป็นนั้น-คงต้องคุยกันยาวแน่!!
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
'ซีไรต์ลาว'
ก้าวหน้ากว่าซีไรต์ไทย
เนื้อเรื่อง
ประเด็นกฎ กติกา มารยาท ในการตัดสินรางวัลซีไรต์ ไม่ใช่เพิ่งมีการถกเถียงกัน มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีแรกๆ ถ้าจะให้เล่าย้อนหลังคงต้องใช้ 'พื้นที่' หลายร้อยหน้า
โดยเฉพาะเรื่องคณะกรรมการตัดสินรางวัล ที่ควร 'เปิดโฉมหน้า' ออกมาให้ประชากรวรรณกรรมได้รับรู้ มิใช่ทำลับๆ ล่อๆ รู้กันในแวดวงกรรมการผู้ทรงเกียรติไม่กี่คน
วันดีคืนดี กรรมการบางท่านก็แอบนำ 'ความลับ' ไปเขียนรายงานทำนอง 'โหรซีไรต์' ได้ค่าเรื่อง 1,000-2,000 บาท หรือกรรมการบางท่านไม่พอใจผลการตัดสิน ก็ส่งข้อมูลให้ 'ลูกศิษย์' ไปเขียนรายงานเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่ววงการ และเมื่อการประกาศผลรอบสุดท้ายเสร็จสิ้น ทุกก็จบ ไม่มีใครคิดจะวางกรอบกติกาจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เหตุการณ์ในที่ประชุมกรรมการซีไรต์รอบคัดเลือก พ.ศ.นี้ ก็เนื่องมาจากความพยายามจะ 'ปิดลับ' อีกนั่นแหละ
ทั้งที่ในความเป็นจริง นักเขียนผู้ส่งผลงานเข้าประกวดหลายคน ต่างทราบกันดีว่า กรรมการมีใครบ้าง? และทันทีที่ผลการตัดสิน 8 เล่มสุดท้ายออกมา นักเขียนที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยลี้..ก็รู้ว่าเรื่องสั้นตัวเอง 'เข้ารอบ'
ตรงกันข้ามกับความวุ่นวายของคณะกรรมการซีไรต์ไทย ทางฟากฝั่งดินแดนดวงจำปา การประกวดวรรณกรรมสร้างสรรค์รางวัลซีไรต์ กลับดำเนินไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการปิดบังอำพราง 'หน้าตากรรมการ'
ดั่งประกาศรัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม สปป.ลาว เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ของลาว ประจำปี 2005
ชุดที่ 1 เรียกว่า คณะกรรมการรอบคัดเลือก มี 5 ท่าน คือ
1.ท่านกาวิน เกียงคำชนนี นักประพันธ์ นักค้นคว้าวรรณคดีจากกรมพิมพ์จำหน่าย
2.ท่านพันตรีซงเดด วงพูทอน นักประพันธ์ คณะบริหารงานสมาคมนักประพันธ์ จากกองทัพประชาชนลาว
3.ท่านหงเหิน ขุนพิทัก นักประพันธ์ กวี นักหนังสือพิมพ์ มาจากวารสารเที่ยวเมืองลาว
4.ท่านทะนงสัก วงสักดา นักประพันธ์ กวี นักแปล
5.ท่านนางจันเพ็ด คำฟอง นักประพันธ์ นักวรรณคดี มาจากกรมวัฒนธรรมมหาชน
ชุดที่ 2 เรียกว่า คณะกรรมการตัดสิน (สุดท้าย) มี 5 ท่าน คือ
1.ท่านวิเสด สะแหวงสึกสา รองประธานสมาคมนักประพันธ์ลาว
2.ท่านสีเวียงแขก กอนนิวง นักประพันธ์ มาจากกรมพิมพ์จำหน่าย
3.ท่านทองใบ โพทิสาน กวีซีไรต์ มาจากวารสารวันนะสิน
4.ท่านสมแสง ไซยะวง นักค้นคว้า มาจากสถาบันภาษาศาสตร์
5.ท่านคำวิสัน แก้วสุวัน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ มาจากสถาบันสื่อมวลชน
ประกาศฉบับนี้ได้ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ พร้อมคำประกาศรับสมัครเรื่องสั้นประกวดรางวัลซีไรต์ โดยท้ายประกาศแต่งตั้งระบุว่า
"10 ท่านที่เสนอชื่อและสถานที่อยู่นั้น ก็เพราะว่าพวกเขาคือผู้ตัดสินเด็ดขาดว่า ปีนี้ใครจะเป็นนักประพันธ์ซีไรต์ ประเภทเรื่องสั้น"
เรียกว่าบอกกล่าวกันให้ชัดแจ้งไปเลย ไม่ต้องมาแอบใบ้ชื่อกรรมการ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เหมือนบางประเทศ เกือบ 3 ทศวรรษแล้วก็ยัง 'พายเรือในอ่าง'
คะนองฤทธิ์ อนุฤทธิ์
ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่ภาพชาย-หญิงทั้ง 7 ชีวิต ที่ล้อมรอบโต๊ะประชุมในโรงแรมหรูริมน้ำชื่อดังแห่งนั้น ยังคงกระจ่างอย่างแจ่มชัดในความทรงจำของชายร่างเล็กวัยสี่สิบต้นๆ นาม คะนองฤทธิ์ อนุฤทธิ์ แม้เขาจะได้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นเรื่องสั้นเรียบร้อยไปหนึ่งเรื่องแล้วก็ตาม
เหตุที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรืออะไรทั้งสิ้น หากแต่เป็นคนที่ยึดถือ 'ความจริง' จึงต้องการที่จะสะท้อนภาพออกมาหลายๆ รูปแบบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ดีกว่า นั่นเอง
"ผมเป็นคนที่ชอบความจริง ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ผมไม่เคยมีความลับครับ และคิดว่าความลับไม่มีในโลก มีอะไรก็จะบอกไปตามนั้นตรงๆ"
คะนองฤทธิ์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลายคนที่ติดตามข่าวซีไรต์ปีนี้ โดยเฉพาะเรื่อง 'กรรมการตกรอบ' คงเห็นชื่อนี้มาบ้างแล้ว และอาจนึกสงสัยต่อไปว่า เจ้าของชื่อนี้เป็นใครมาจากไหน-ไยถึงได้ต่อกรกับ 'กรรมการที่เหลือ' หรือ 'กรรมการเสียงข้างมาก' ซึ่งมีประสบการณ์การเป็นกรรมการซีไรต์มาแล้วหลายสมัย
อีกทั้งจดหมายชี้แจงของคะนองฤทธิ์ที่ตีพิมพ์ในจุดประกายวรรณกรรม ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2548 นั้น ยังสร้างความปวดหัวและอาการหนาวๆ ร้อนๆ ให้กับกรรมการบางคน ไม่น้อยทีเดียวอีกต่างหาก
โดยเฉพาะส่วนหนึ่งในย่อหน้าสุดท้ายที่ระบุว่า "...กรรมการทุกคนจะพร้อมที่จะติดคุกหรือไม่ เพราะผมได้ยินอะไรแปลกๆ ในที่ประชุมด้วย" นั้นเอง ยิ่งสร้างความสงสัยในตัวผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง-ว่าเขาเป็นใคร?
แต่ใครที่เคยเข้าร่วมประชุมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยยุคปัจจุบัน ที่มี ไมตรี ลิมปิชาติ เป็นนายกสมาคมฯ นั้น จะรู้จักเขาในฐานะ 'ผู้ช่วยเหรัญญิก'
ส่วนใครที่เคยไปร่วมงานประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้นและบทกวีการเมือง รางวัล 'พานแว่นฟ้า' ของรัฐสภา คงจะคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดี ว่าชายร่างเล็ก เจ้าของเสียงเรียบๆ คนนี้ เป็นกรรมการและเลขานุการรางวัลพานแว่นฟ้ามาตั้งแต่สมัยแรก (2545)
และเป็นคนเสนอให้มีโครงการประกวดวรรณกรรมการเมืองนี้ก็ว่าได้ เพราะโดยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำมาเกือบ 20 ปีจนถึงปัจจุบันนี้ ก็คือ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นั่นเอง
0 0 0
แต่ถ้าย้อนช่วงเวลาไปเมื่อประมาณ 20 ปี ก่อนที่คะนองฤทธิ์จะทำงานเป็นข้าราชการรัฐสภานั้น ถือได้ว่าเขาเป็น 'นักเขียน' คนหนึ่ง และเป็นประเภท 'ผมยาว สะพายย่าม' อีกต่างหาก มีผลงานทั้งเรื่องสั้นและบทกวี แต่ดูเขาจะชอบเรื่องสั้นเป็นพิเศษ
เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ส่งไปแล้วได้รับการตีพิมพ์ (ช่วงปี 2525-2526) ก็คือ 'กว่าจะบินแรงก็หมด' ในนิตยสารใหม่ชื่อ 'ใกล้ศาล' เป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตาชีวิตคนงานที่โดนหลอกไปทำงานตะวันออกกลาง โดยใช้นามปากกาว่า 'ดอกกระเจียว'
ต่อมาส่งไปพิสูจน์ฝีไม้ลายมือที่ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ก็ได้ตีพิมพ์หลายเรื่อง (ช่วงปี 2529-2531) เท่าที่เจ้าตัวจำได้ เช่น กรรมสิทธิ์แห่งสายน้ำ, เพียงระยะทาง, ความต่างที่กลมกลืน, ความจริงที่แอบเห็น เป็นต้น
แต่น่าเสียดายว่าหลังรับราชการได้สักประมาณ 4 ปีกว่าๆ (หรือตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา) งานประจำรัดตัวมากขึ้น มือเรื่องสั้นคนนี้จึงไม่มีงานออกมาอีกเลย จะมีก็เพียงพล็อตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บไว้ มิเช่นนั้นอาจจะมีผลงานรวมเล่มส่งชิงรางวัลใดรางวัลหนึ่งเหมือนคนอื่นเขาไปแล้วก็เป็นได้
และนี่คือที่มาของนามปากกา 'ดอกกระเจียว' อันสะท้อนถึงการปวารณาตัวสู่บรรณพิภพแห่งน้ำหมึกของเขาเป็นอย่างดี เฉกเช่นพืชพันธุ์พื้นถิ่นอีสานชนิดนี้ หากเบ่งบานขึ้นที่ใดย่อมหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินถิ่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ตอนหลังก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ ชื่อ-นามสกุลจริง แทน
"คิดว่าใช้ชื่อจริงดีกว่า จะเป็นอะไรก็เป็น"
แน่นอนว่า ก่อนจะเป็นนักเขียนนั้น ย่อมผ่านเส้นทางการเป็นนักอ่านมาก่อนเสมอ คะนองฤทธิ์เองก็เช่นกัน
เขาเริ่มอ่านมากๆ ตอนเรียนระดับชั้น มศ.2 ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ถึงขั้น 'กินหนังสือแทนข้าว' เลยทีเดียว
เพราะที่ร้อยเอ็ดวิทยาลัยนั้น มีวิชาภาษาไทย 22 สอนเกี่ยวกับนวนิยายและเรื่องสั้นด้วย พอพักเที่ยงทีไร ลูกชายครูใหญ่โรงเรียนประชาบาลจากจังหวัดมหาสารคามคนนี้ จะพยักหน้ารู้กันกับเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อ สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร (ผู้เขียนคอลัมน์วิจารณ์หนังสือ 'ร่มรื่นในเงาคิด' ในมติชนสุดสัปดาห์) แล้วพากันไปอ่านหนังสือในห้องสมุดอยู่เสมอ
หนังสือเล่มที่ทำให้ชีวิตของคะนองฤทธิ์สนใจงานวรรณกรรม เห็นจะเป็น 'สงครามชีวิต' ของ ศรีบูรพา ที่เพื่อนให้เป็นของขวัญสมัยเรียนอยู่โรงเรียนบพิตรพิมุข นั่นเอง
ถัดจากนั้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาก็ไปฝังตัวอยู่ที่ห้องสมุดอีกเช่นเคย
ในห้วงเวลานั้นเองที่นักศึกษาผมยาวสะพายย่ามคนนี้มีภารกิจไปแถวๆ เทเวศร์ ด้วย ในฐานะ 'ยุวชนพรรคสังคมประชาธิปไตย' (ในยุคของ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม เป็นหัวหน้าพรรค) เขาได้รู้จัก ประเสริฐ จันดำ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเหมือนกัน
ด้วยโชคชะตาบวกกับความคิดความอ่านคล้ายๆ กัน ทั้งคู่จึงคบหาเป็นพี่เป็นน้องเรื่อยมา รวมถึงการซึมซับงานเขียนจากเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นนักเขียนเพียงคนเดียวที่เขาได้คลุกคลีด้วย
"ผมเกือบจะติดเหล้าเพราะพี่ประเสริฐ"
คะนองฤทธิ์คิดถึงความหลังและยืนยันงานของประเสริฐไปด้วยว่า 'ตัวนักเขียน' เมา แต่ 'ตัวหนังสือ' ไม่เมา
แต่ถ้าถามถึงคนที่เขาชื่นชอบและกลายเป็นแรงดลใจให้เขาอยากเป็นนักเขียนจริงๆ จังๆ มีอยู่ 2 คน คือ นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ และ สุรชัย จันทิมาธร ซึ่งถือเป็นมือเรื่องสั้นสุดยอดกันทั้งคู่
นอกจากอ่านงานของศรีบูรพาแล้ว เขาก็มาคลั่งไคล้งานเขียนของ สมชาย ปรีชาเจริญศิลป์, ศิลป พิทักษ์ชน, บรรจง บรรเจิดศิลป์ ไม่น้อยเลยทีเดียว
"พอจะเขียนหนังสือก็คิดทันทีว่า หนังสือที่เราเขียนก็จะต้องออกไปรับใช้สังคมรับใช้คนส่วนมาก ตั้งใจว่าจะเขียนให้สะท้อนสังคมหรือคนส่วนมากเป็นหลัก งานเขียนผมถึงจะเป็นแบบนั้น ถ้าให้เขียนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องการกดขี่ทางเพศ ผมจะไม่เขียน"
ภาพสังคมที่นักเขียนอย่างคะนองฤทธิ์วาดหวังตอนนั้น ก็คือ อยากจะต่อสู้เรื่องที่รัฐบาลหรือผู้ปกครองในยุคนั้นไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร
"วิธีการต่อสู้ด้านที่เราจะทำได้ ก็คือ การเขียนหนังสือ"
อย่างไรก็ตาม อยู่วันหนึ่งประมาณปี 2528-2529 ชายหนุ่มวัย 20 กว่าๆ ก็ตัดสินตัดผมยาวสยายทิ้งไป แขวนย่ามไว้ข้างฝาแล้วเดินเข้าสู่รัฐสภา ในฐานะข้าราชการ
แม้จะไม่ได้เขียนงานออกมาอีกในช่วงหลัง ทว่า ความรักที่มีวรรณกรรมไม่เคยจางหายไปไหน ในปี 2545 หรือ 3 ปีที่แล้ว เมื่อหัวหน้าถามถึงโครงการใหม่ๆ เขาจึงได้พลิกฟื้นความตั้งใจเดิมด้วยการเสนอการจัดประกวดวรรณกรรมรางวัล 'พานแว่นฟ้า' (ชื่อนี้มาจากความคิดของ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) มาจากการเสนอขึ้นทันที และทำต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 4 แล้ว
ปีแรกๆ มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะขาดความเชี่ยวชาญหลายๆ ด้าน แต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องดี ที่ทำให้เขาเองถึงกับเกิดอาการขนลุกทุกครั้งเวลานึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เนื่องจากตอนที่ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แนะให้ติดต่อสมาคมนักเขียนฯ เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับ 'พานแว่นฟ้า' นั้น ไม่เพียงทำให้เขาได้พบกับนักเขียนคนโปรด-นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ แล้ว ยังทำให้เขาได้มีโอกาสไปเยือนบ้านของศรีบูรพา ในซอยพระนางเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งนักเขียนทั้งคู่นั้นถือว่ามีอิทธิพลต่อเขาเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง
0 0 0
ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น คะนองฤทธิ์บอกว่ารักการเป็นนักเขียนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะเป็นกรรมการเลย เคยทำหน้าที่นี้มาบ้างเหมือนกัน สมัยอยู่ชมรมเทพศรีกวีศิลป์เพียงครั้งเดียว แต่ก็นานมาแล้ว การเป็นกรรมการซีไรต์รอบคัดเลือก จึงถือเป็นงานใหญ่ครั้งแรกก็ว่าได้
แม้การเข้าไปครั้งนี้จะเป็นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำเต็มหน้าที่ตะลุยอ่านอย่างหนักกระทั่งตาแทบมองไม่เห็นอะไรไปหลายวัน
"เราอยู่กับหนังสือมาอย่างนี้ ในใจเรามั่นใจอยู่แล้วล่ะว่าเรามีธงของเราอยู่แล้วว่าหนังสือลักษณะไหนที่เราจะยกย่องเชิดชูใน 7-10 เล่มนี้ เพราะทุกปีที่ผ่านมา เราก็เคยศึกษาอยู่เหมือนกันว่าเขาเขียนยังไง แล้วเล่มที่ได้รางวัลมา มีจุดบกพร่องตรงไหน เราก็ติดตามมาอยู่ตลอด"
ทำหน้าที่อย่างจริงจังและคร่ำเคร่งตั้งใจไปราวีกับหนังสือแนวไม่เหมาะสมอย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดาย-แพ้ฟาวล์เสียก่อน
"แต่ก็ดีนะครับ การที่เราได้อ่านมา มันก็เป็นประสบการณ์ชั้นหนึ่งของเราเหมือนกัน ผมยังมองในมุมที่ดีว่าผมโชคดีที่ได้อ่านหนังสือเยอะขนาดนั้น"
คะนองฤทธิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เช่นเคย ไม่มีทีท่าเยาะหยันหรือประชดใดๆ ราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ที่สำคัญ ถ้าถือว่า 'ตกรอบ' ครั้งนี้เป็น 'วิกฤติ' เขาก็สามารถพลิกเป็น 'โอกาส' ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะหลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง เขาก็สามารถสะบัดปลายปากกาเขียนเรื่องสั้นจบได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และเป็นเรื่องแรกในรอบ 16 ปี
นอกจากนี้ก็ยังเขียนบทความอีก 2-3 เรื่อง อย่างที่ปรากฏก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนที่กำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ก็คือ 'ชำแหละหนังสือเข้ารอบซีไรต์ ชันสูตรใจกรรมการ' โดยเปิดหนังสือบางเล่มที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรมาเขียนถึงแบบหน้าต่อหน้ากันเลยทีเดียว
"เพื่อให้คนอ่านตามไปอ่านว่า เป็นจริง อย่างที่เราชำแหละออกมาหรือไม่ แล้วก็ชันสูตรใจกรรมการด้วย ตรงที่ว่า หนังสือที่เขียนอย่างนี้ให้ผ่านไปได้ยังไง"
อย่างไรก็ตาม คะนองฤทธิ์ ก็มิได้เสียใจ แม้ว่าจะไม่ได้นั่งร่วมบนเวทีแถลงข่าววันประกาศผล 8 เล่มสุดท้ายที่เข้ารอบก็ตาม แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง
"เราได้ความรู้จากตรงนั้นเยอะเลย แล้วก็ภูมิใจที่เราได้มีโอกาสได้อ่านมากถึง 79 เล่ม เพราะถ้าเราไม่อยู่ตรงนั้น เราคงไม่ได้อ่านมากขนาดนั้น"
ที่สำคัญ (กว่า) ตอนนี้พลังแห่งการสร้างสรรค์งานเขียนกลับคืนมาแล้ว
"อยากจะให้นักอ่านประชาชนทั่วไปพยายามเอาหนังสือทั้ง 8 เล่มนี้มาอ่าน ว่ามันเป็นยังไง แล้วจะใช้วิจารณญาณของตัวเองตัดสินล่วงหน้าก่อนกรรมการเขาจะตัดสินจริงๆ"
คะนองฤทธิ์ฝากทิ้งท้ายไปถึงหนอนหนังสือทั้งหลาย แต่เรื่องที่ใครจะมาชวนเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมใดต่อไปนั้น ยังไม่รับปากหรือปฏิเสธทันที แต่ขอดูรายละเอียดก่อน
ทั้งนี้ คะนองฤทธิ์ไม่ได้ระบุต่อว่า รายละเอียดที่จะขอดูแบบเน้นๆ นั้น ใช่เรื่อง 'กรรมการ' หรือเปล่า? หากเป็นนั้น-คงต้องคุยกันยาวแน่!!
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
'ซีไรต์ลาว'
ก้าวหน้ากว่าซีไรต์ไทย
เนื้อเรื่อง
ประเด็นกฎ กติกา มารยาท ในการตัดสินรางวัลซีไรต์ ไม่ใช่เพิ่งมีการถกเถียงกัน มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีแรกๆ ถ้าจะให้เล่าย้อนหลังคงต้องใช้ 'พื้นที่' หลายร้อยหน้า
โดยเฉพาะเรื่องคณะกรรมการตัดสินรางวัล ที่ควร 'เปิดโฉมหน้า' ออกมาให้ประชากรวรรณกรรมได้รับรู้ มิใช่ทำลับๆ ล่อๆ รู้กันในแวดวงกรรมการผู้ทรงเกียรติไม่กี่คน
วันดีคืนดี กรรมการบางท่านก็แอบนำ 'ความลับ' ไปเขียนรายงานทำนอง 'โหรซีไรต์' ได้ค่าเรื่อง 1,000-2,000 บาท หรือกรรมการบางท่านไม่พอใจผลการตัดสิน ก็ส่งข้อมูลให้ 'ลูกศิษย์' ไปเขียนรายงานเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่ววงการ และเมื่อการประกาศผลรอบสุดท้ายเสร็จสิ้น ทุกก็จบ ไม่มีใครคิดจะวางกรอบกติกาจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เหตุการณ์ในที่ประชุมกรรมการซีไรต์รอบคัดเลือก พ.ศ.นี้ ก็เนื่องมาจากความพยายามจะ 'ปิดลับ' อีกนั่นแหละ
ทั้งที่ในความเป็นจริง นักเขียนผู้ส่งผลงานเข้าประกวดหลายคน ต่างทราบกันดีว่า กรรมการมีใครบ้าง? และทันทีที่ผลการตัดสิน 8 เล่มสุดท้ายออกมา นักเขียนที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยลี้..ก็รู้ว่าเรื่องสั้นตัวเอง 'เข้ารอบ'
ตรงกันข้ามกับความวุ่นวายของคณะกรรมการซีไรต์ไทย ทางฟากฝั่งดินแดนดวงจำปา การประกวดวรรณกรรมสร้างสรรค์รางวัลซีไรต์ กลับดำเนินไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการปิดบังอำพราง 'หน้าตากรรมการ'
ดั่งประกาศรัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม สปป.ลาว เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ของลาว ประจำปี 2005
ชุดที่ 1 เรียกว่า คณะกรรมการรอบคัดเลือก มี 5 ท่าน คือ
1.ท่านกาวิน เกียงคำชนนี นักประพันธ์ นักค้นคว้าวรรณคดีจากกรมพิมพ์จำหน่าย
2.ท่านพันตรีซงเดด วงพูทอน นักประพันธ์ คณะบริหารงานสมาคมนักประพันธ์ จากกองทัพประชาชนลาว
3.ท่านหงเหิน ขุนพิทัก นักประพันธ์ กวี นักหนังสือพิมพ์ มาจากวารสารเที่ยวเมืองลาว
4.ท่านทะนงสัก วงสักดา นักประพันธ์ กวี นักแปล
5.ท่านนางจันเพ็ด คำฟอง นักประพันธ์ นักวรรณคดี มาจากกรมวัฒนธรรมมหาชน
ชุดที่ 2 เรียกว่า คณะกรรมการตัดสิน (สุดท้าย) มี 5 ท่าน คือ
1.ท่านวิเสด สะแหวงสึกสา รองประธานสมาคมนักประพันธ์ลาว
2.ท่านสีเวียงแขก กอนนิวง นักประพันธ์ มาจากกรมพิมพ์จำหน่าย
3.ท่านทองใบ โพทิสาน กวีซีไรต์ มาจากวารสารวันนะสิน
4.ท่านสมแสง ไซยะวง นักค้นคว้า มาจากสถาบันภาษาศาสตร์
5.ท่านคำวิสัน แก้วสุวัน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ มาจากสถาบันสื่อมวลชน
ประกาศฉบับนี้ได้ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ พร้อมคำประกาศรับสมัครเรื่องสั้นประกวดรางวัลซีไรต์ โดยท้ายประกาศแต่งตั้งระบุว่า
"10 ท่านที่เสนอชื่อและสถานที่อยู่นั้น ก็เพราะว่าพวกเขาคือผู้ตัดสินเด็ดขาดว่า ปีนี้ใครจะเป็นนักประพันธ์ซีไรต์ ประเภทเรื่องสั้น"
เรียกว่าบอกกล่าวกันให้ชัดแจ้งไปเลย ไม่ต้องมาแอบใบ้ชื่อกรรมการ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เหมือนบางประเทศ เกือบ 3 ทศวรรษแล้วก็ยัง 'พายเรือในอ่าง'

บทเรียนจาก OPEN เสมือนบทนำและบทอำลาของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

รายงานพิเศษ / ผู้สื่อข่าวพิเศษ คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
บทเรียนจาก OPEN เสมือนบทนำและบทอำลาของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมานิตยสารโอเพน ฉบับลาพักร้อน คงหายไปจากแผงแล้ว คิดว่าหลายคนคงเคยได้อ่าน open here อันเป็นเสมือนบทนำและบทอำลาของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ก่อการทำคลอดนิตยสารฉบับนี้เมื่อ 6 พ.ศ.ที่ผ่านมา
'โญ' ได้เล่าประสบการณ์การทำนิตยสารเล่มหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา คนรุ่นใหม่ที่ริจะลงทุนทำนิตยสารน่าศึกษาบทเรียนของคนหนุ่มกลุ่มนี้
บ่อยครั้งที่เจอกันตามงานต่างๆ 'โญ' บอกกเล่าถึงสถานะของนิตยสารโอเพน โดยไม่ห่วงเรื่อง 'ภาพลักษณ์' หรือพูดง่ายๆ 'รักษาฟอร์ม' เพราะตระหนักดีว่า เขาทำธุรกิจหนังสือ ไม่ใช่พวกช่างฝันบนหอคอยงาช้าง
"แม้ยอดขายจะไปได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับความเป็นนิตยสารใหม่ แต่ความที่มีทุนน้อย ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนเงินทุนเริ่มต้นก็หมดเสียก่อน ต้องอาศัยหยิบยืมเงินจากพี่ๆ ที่รักใคร่กันบ้าง หมุนเวียนแลกเปลี่ยนเช็คบ้าง กู้หนี้ยืมสินบ้าง กว่าจะประคับประคองกิจการน้อยๆ มาได้แต่ละปี เรียกว่าสาหัสสากรรจ์อยู่
"การทำนิตยสาร จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติคอย่างที่หลายคนคิด..
"ตลอดระยะเวลาการทำงานหลายปีที่ผ่านมา ผมจึงไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนับสนุน แม้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ภาษีของกระดาษที่ใช้ผลิตหนังสือประเภทสาระความรู้จะถูกกว่าภาษีกระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือโป๊ แต่ในประเทศร้อนๆ และฝนตกชุกที่หนังสือโป๊ขายดีกว่าวรรณกรรมเยาวชนจะมีประโยชน์อันใดที่เราจะเอ่ยปากในเรื่องเหล่านี้
"กระทั่งการเรียกร้องให้เอเจนซี่โฆษณาในบ้านนี้เมืองนี้หัดทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมและวัฒนธรรมเสียบ้าง อย่างน้อยก็เพียงการแสร้งแสดงออกภายนอกในการให้การสนับสนุนนิตยสารคุณภาพ (ที่ขายดีด้วย) และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ
"ผมไม่ได้หมายถึงนิตยสารที่เราทำกันอยู่ แต่นิตยสารอย่างศิลปวัฒนธรรม สารคดี และอีกหลายฉบับที่กองบรรณาธิการมุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากกลุ่มคนทำงานด้านการวางแผนสื่อเท่าที่ควร
"ในด้านหนึ่ง คนทำงานฝ่ายสร้างสรรค์ต่างแสวงหาความรู้จากนิตยสารเหล่านี้เพื่อต่อยอดในการคิดของตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรจะส่งกำลังบำรุงคืนกลับให้คนทำหนังสือกลุ่มนี้พอมีเรี่ยวแรงยืนหยัดได้ต่อเนื่อง กลับไม่เคยมีใครใส่ใจ
"ด้วยข้ออ้างที่ว่าเชยบ้าง หนักบ้าง เครียดบ้าง มีคนอ่านน้อยบ้าง ทั้งๆ ที่ข้อสรุปเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดเอาเองทั้งสิ้น
"ด้วยข้อมูลทั้งหลายที่ใช้กันอยู่ในวงการโฆษณานั้นหาได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงเป็นที่ตั้ง
"นิตยสารจึงจำเป็นต้องสร้างยอดพิมพ์ ยอดสมาชิก ยอดขายลวงๆ
"เพื่อให้เอเจนซี่ใช้คณิตศาสตร์คำนวณออกมาแล้วดูว่าคุ้มค่าในการลงโฆษณาอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็รู้กันดีอยู่ว่ายอดคนอ่านนิตยสารในประเทศนี้ไม่ได้สูงมากขนาดนั้น
"แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะทำงานอยู่บนความเท็จกันตั้งแต่ต้น จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความเท็จกันต่อไป ยอดพิมพ์ ยอดขายที่รู้กันในหมู่คนทำหนังสือตัวจริง จึงไม่เคยตรงกับยอดที่แจ้งต่อบริษัทโฆษณา
"เช่นเดียวกับธุรกิจท้งหลายในประเทศนี้ที่มักมีบัญชีมากกว่าหนึ่งเล่ม และยอดกำไรที่แจ้งต่อสรรพากรก็มักจะต่ำกว่ายอดจริงเสมอ ดำเนินการเช่นนี้กันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว...
"นิตยสารในยุคปัจจุบันจึงลดทอนความเป็นสื่อมวลชนที่สง่างามลงไปสู่การเป็นโบว์ชัวร์ขายเครื่องสำอาง แค็ตตาล็อกมือถือ กระทั่งเป็นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต บริษัทใดที่มีกำลังเงินมากพอจะสามารถซื้อได้ตั้งแต่หน้าปก บทบรรณาธิการ เนื้อใน จนกระทั่งห่อหุ้มเอาทั้งเล่มเลยก็ยังมี...
"เม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจโฆษณาที่ชี้เป็นชี้ตายนิตยสารอยู่ทำให้อำนาจในการกำหนดเนื้อหาของนิตยสารเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว จากสื่อผ่านทางเอเจนซี่ไปสู่มือเจ้าของสินค้าอย่างแยบยล"
มันเป็น 'ข้อเท็จจริง' ที่คนทำธุรกิจ และเมื่อต้อง "ปิด" ก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องเล่นลิเกกันให้ชาวบ้านร้านตลาดดู!!

ที่สุดในธุรกิจหนังสือ ตัวเลขน่ารู้ของสำนักพิมพ์!!

รายงานพิเศษ / อิสรีอิน คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
ที่สุดในธุรกิจหนังสือ ตัวเลขน่ารู้ของสำนักพิมพ์!!
กลายเป็นงานประจำปีที่คนในแวดวงหนังสือต้องติดตามอีกงานไปแล้วก็ว่าได้ สำหรับการแถลงข้อมูล 'ที่สุดในธุรกิจหนังสือ' ที่ ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ อาสาเป็น 'เจ้าภาพ' ในการหาตัวเลขการเติบโตในธุรกิจหนังสือในแต่ละปี มาให้ทราบกัน แต่ละครั้งจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะปีที่ 2 นี้ นอกจากจะบอกถึงตัวเลข 'ที่สุดในธุรกิจหนังสือ และสิ่งพิมพ์ ปี 2547' ที่น่าสนใจแล้ว ทนง โชติสรยุทธ์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึง 'ดาวรุ่ง' และแนะช่องทางให้แก่สำนักพิมพ์ที่ต้องการไปสู่ดวงดาวแห่งความสำเร็จอีกด้วย
เพราะหวังว่า การแบ่งปันข้อมูลอย่างเป็นทางการให้กับวงการหนังสือในภาพรวมครั้งนี้ น่าจะช่วยกระตุ้นให้แต่ละฝ่ายเห็นความสำคัญของข้อมูลมากขึ้น
อีกทั้งจะได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวในวงการหนังสือแง่มุมต่างๆ ที่จะนำไปปรับปรุงแผนงานของตนเองได้
ที่สำคัญ เป็นเรื่องแรงบันดาลใจ เพราะจากการได้เห็นระดับดาวรุ่งต่างๆ อาจจะเพิ่มความเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ได้ว่ามีความเป็นได้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ แผนกการตลาด ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ได้รวบรวมขึ้นนี้ มาจากฐานข้อมูลของซีเอ็ดฯ ทั้งสิ้น
ทั้งการประมวลจากยอดการขาย และระบบฐานข้อมูลที่ร้านหนังสือซีเอ็ดฯ, ร้าน Book Variety และเครือข่ายทั้งหมดของซีเอ็ดฯ รวม 174 สาขา และ 155 จุดขายย่อย ด้วยยอดขายประมาณ 2,400 ล้านบาท ในสิ้นปี 2547
ซึ่งทางซีเอ็ดฯ ได้ระบุด้วยว่า แม้ไม่อาจถือว่าเป็นข้อมูลทางการของวงการหนังสือได้ 100% แต่ก็อาจถือได้ว่าเป็นการช่วยให้เห็นแนวโน้มได้ดีขึ้นกว่าเดิม
0 0 0
จากตัวเลขมูลค่าตลาดหนังสือโดยรวมปี 2547 สูงถึง 13,500 ล้านบาท โตจากปี 2546 ถึง 14.17% ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 11,225 ล้านบาท
ปี 2547 ทั้งปี มีหนังสือออกใหม่ (ที่เข้าร้าน) มากถึง 11,120 ปก เฉลี่ยเดือนละ 900 กว่าปก หรือวันละ 30 ปก ซึ่งมากกว่าปีก่อน ถึง 1,000 กว่าปก
แต่เหตุที่จำนวนขอ ISBN มากถึงหลักหมื่น โดยเฉพาะ ปี 2547 ที่ตัวเลขการขอมากกว่าปี 2546 ถึง 1 หมื่นปกนั้น ก็เนื่องจากภายหลังนั้น ไม่เฉพาะหนังสือทั่วไป (ที่ขายผ่านระบบร้านหนังสือ) เท่านั้นที่ไปขอ ISBN กับทางหอสมุดแห่งชาติ แต่ยังมีทั้งวิทยานิพนธ์, หนังสืองานศพ, หนังสือที่ระลึก ฯลฯ อีกด้วย จึงทำให้ตัวเลขนี้สูงมาก ผลเสียที่ตามมาก็คือ อาจจะทำให้ตัวเลขนี้ขาดความเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดาย
จากพันกว่าปกในแต่ละเดือนนั้น พบว่า หมวดที่ 'ออกใหม่มากที่สุด' อันดับหนึ่ง ยังคงเป็น วรรณกรรม ทั้งปี 2,303 ปก รองลงมาเป็นคู่มือเรียน-สอบ, หนังสือเด็กเล็ก, ศาสนา-ปรัชญา, กฎหมาย-สัญญา-ภาษี
หมวดที่คนไทย 'อ่าน (และซื้อ) มากที่สุด' ได้แก่ หนังสือเด็ก, วรรณกรรม, คู่มือเรียน-สอบ, คอมพิวเตอร์และบริหารธุรกิจ
เทียบอันดับการเติบโตกับปี 2546 แล้ว หนังสือเด็กนั้นเติบโตมาก รองลงมาเป็นวรรณกรรม แต่ที่ไม่โต ก็คือแนวบริหารธุรกิจ
แนวโน้มนี้ก็น่าคิดเช่นกันถึงความต้องการของตลาด คือแนวใดกันแน่!!
โดยเล่มที่เป็นดาวรุ่ง (ขายดี) 'จำนวนเล่มขายสูงสุด' 10 อันดับ คือ ทองแดง (การ์ตูน), Unseen in Thailand-สัมผัสจริงเมืองไทย, กรรมกรข่าว, คู่มือวินโดว์ XP (ฉบับสมบูรณ์), เกิดแต่กรรม แม่ชีธนพร, คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์, มือใหม่หัดใช้คอมพิวเตอร์, คู่มือช่างคอมพิวเตอร์, รู้ทันทักษิณ, หม่ำ...ความลับในไหปลาแดก
ส่วนเล่มที่ (ขายดี) มียอดสูงสุดใน 12 เดือนแรก 5 อันดับแรก ก็คือ ทองแดง (การ์ตูน), Unseen in Thailand-สัมผัสจริงเมืองไทย, กรรมกรข่าว, เกิดแต่กรรม แม่ชีธนพร, รู้ทันทักษิณ
แต่ถ้าถามถึงเล่มที่ใครๆ ก็อยากสร้างประวัติศาสตร์ 6 เล่มก็คือ มหาชนก (การ์ตูน) ขายได้ 3,731,000 เล่ม, ทองแดง (การ์ตูน) 700,000 เล่ม, แฮรี่ พอตเตอร์ เล่มหนึ่ง 450,000 เล่ม, เล่มห้า ทำยอดได้ 100 ล้านบาทภายใน 12 วัน, พ่อรวยสอนลูก 270,000 เล่ม และ พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน 2542 ทำยอดได้ถึง 160,000 เล่ม
โดยเฉพาะแฮรี่ พอตเตอร์เล่มห้านั้น ถือว่าลบล้างความเชื่อของคนทำหนังสือหลายเรื่องทีเดียวที่ว่าหนังสือหนา-ราคาแพง ขายยาก ลงอย่างถล่มทลาย รวมถึงได้สำแดงถึงอำนาจต่อรองของหนังสือที่มีอิทธิพลทำให้เกมธุรกิจเปลี่ยนได้ เช่น ร้านค้าต้องซื้อขาด, เวลาขายก็ต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด และห้ามลดราคาด้วย
0 0 0
มาถึงสำนักพิมพ์กันบ้าง สำนักพิมพ์ที่ 'รวย' สุด ได้แก่ ซีเอ็ดยูเคชั่น (จากออกใหม่ 141 ปก), อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง (232 ปก), นานมีบุ๊คส์ (223 ปก), ไอดีซีอินโฟดิสทริบิวเตอร์เซนเตอร์ (46 ปก) และโปรวิชั่น (20 ปก)
ซึ่ง 2 อันดับหลังนี้ ถือเป็นสำนักพิมพ์ดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มหนังสือคอมพิวเตอร์
จากตัวเลขดังกล่าวนี้ก็น่าจะประมาณการได้ว่า สำนักพิมพ์คอมพิวเตอร์มาแรง จากแต่เดิม 2 อันดับดังกล่าวนี้ เป็นของใยไหม ครีเอทีฟ กรุ๊ป และสำนักพิมพ์แสงแดด
อย่างไรก็ตาม ใยไหมฯ ก็มีหนังสือที่ติด 20 อันดับหนังสือขายดียาวนานมากที่สุดของซีเอ็ดฯ อยู่ พอๆ กับหนังสือจากโปรวิชั่น
แต่สำนักพิมพ์ที่โตเกิน 100% และน่าจับตามอง น่าจะเป็น สำนักพิมพ์แจ่มใส นั่นเอง
เป็นทั้งสำนักพิมพ์ที่มียอดขายหนังสือออกใหม่ที่ 'ทำเงิน' ได้มากสุด (อันดับ4), มีรายการหนังสือติดใน 20 อันดับขายดีมากที่สุด (อันดับ 4) และนักเขียน (ต่างชาติ) ในสังกัด ยังขายได้มากเล่มที่สุด (เป็นอันดับหนึ่ง) อีกด้วย
ส่วนสำนักพิมพ์ที่มีรายการหนังสือติดอยู่ 20 อันดับหนังสือขายดีที่สุด คือ
บรรลือสาส์น (26 ปก), ซีเอ็ด (22 ปก), ใยไหมฯ (18 ปก), แจ่มใส (17 ปก) และโปรวิชั่น (14 ปก)
จากตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้เห็นชัดว่ายุคนี้สมัยนี้ สำนักพิมพ์ใหม่สามารถแทรกตัวมาเป็นรายใหญ่ได้ไม่ยากเลย และรายใหญ่เดิมเองก็ไม่สามารถจะโตตลอดได้
ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ สำนักพิมพ์แจ่มใส ที่มีอัตราการเติบโต 100%
ในส่วนของสายส่ง ก็เป็นตัวแปรสำคัญของการที่หนังสือจะขายได้ หรือสำนักพิมพ์จะอยู่ได้เช่นกัน
โดยผู้จัดจำหน่ายหนังสือที่มีหนังสือออกใหม่ส่งเข้าร้านมากปกที่สุด อันดับหนึ่ง ยังคงเป็น ซีเอ็ดยูเคชั่น ตามมาด้วย ธนบรรณปิ่นเกล้า, เคล็ดไทย (ตกมาหนึ่งอันดับ จากปี 2546 อยู่ที่อันดับ 2), อมรินทร์บุ๊คเซนเตอร์ และดวงกมลสมัย
และสุดยอดผู้จัดจำหน่ายที่ทำเงินได้มากสุด ก็คือ ซีเอ็ดยูเคชั่น ตามมาด้วย อมรินทร์บุ๊คเซนเตอร์, ดวงกมลสมัย, นานมีบุ๊คส์จำกัด และเคล็ดไทย
จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับแต่ละผู้จัดจำหน่ายว่าจะมีกลยุทธ์ใดที่ชักชวนให้สำนักพิมพ์ทั้งน้อยใหญ่จับมือเป็นพันธมิตรกันและช่วยเหลือกันต่อไปในอนาคต
ซึ่งครั้งนี้ทางซีเอ็ดฯ นอกจากได้เสนอตัวช่วยคิดค่าดัชนีที่ชี้วัดถึงสถานภาพของแต่ละสำนักพิมพ์ให้แล้ว ยังบอกด้วยว่าที่ซีเอ็ดฯ นั้น มีระบบข้อมูลเชื่อมโยงที่จะลดทั้งขั้นตอนของการสั่งซื้อสินค้าที่แม่นยำ ตลอดจนหลักการบริหารสินค้าให้อีกด้วย
ขณะที่ ทางอมรินทร์บุ๊คเซนเตอร์เอง ที่เพิ่งครบรอบ 10 ปี ก็เสนอการช่วยเหลือที่คล้ายๆ กัน ทั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล และการบริหารสินค้า ที่สำคัญ ยังมี 'ทีมที่ปรึกษา' สำหรับสำนักพิมพ์ที่ต้องการปรับหนังสือของตนเองด้วย
ตัวแปรนี้ก็ขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ ว่าจะเลือกใคร!!
0 0 0
มาถึง 'ร้านหนังสือ' กันบ้าง
ปีที่ผ่านมา ถ้านับจากร้านหนังสือจริงๆ (ไม่รวมแผงลอยทั่วไป) พบว่าปัจจุบันมีร้านมากถึง 759 ร้าน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 386 ร้าน และต่างจังหวัดอีก 373 ร้าน
ซึ่งจากตัวเลขนี้บวกกับพฤติกรรมการอ่าน-การใช้ชีวิตของคนซื้อทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้น นับวันจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกที ก็จะเห็นว่าอนาคตของร้านต่างจังหวัดจะสดใสกว่า เพราะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
และจากตัวเลขทั้งหมด 759 ร้าน แบ่งเป็น 'ร้านเครือข่ายเต็มรูปแบบ' (ที่ไม่สามารถสั่งซื้อหนังสือได้เองแต่ต้องผ่านบริษัทแม่) มีมากถึง 338 ร้าน คิดเป็น 45% ส่วนที่เหลือเป็นร้านไม่เต็มรูปแบบประมาณ 60%
แต่ในอนาคต ทุกร้านจะเดินเข้าสู่การเป็น ร้านเครือข่ายเต็มรูปแบบทั้งหมด
และระบบร้านดังกล่าวจะกลายเป็นหัวใจหลักในการผลักดันอัตราการเติบโตของตลาดหนังสือโดยรวม
เพราะดูจากร้านอิสระที่มีอัตราการเพิ่มเป็น 0% แม้ว่าจะเปิดมากถึง 32 แห่ง แต่ก็ปิดไปในจำนวนเท่ากัน
อนาคตของร้านหนังสืออิสระ ไม่เกิด มีแต่ทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ร้านหนังสือเครือข่าย ถึงแม้คาดว่าจะเปิดเพิ่มในปี 2548 นี้ อีกประมาณ 140-180 ร้าน แต่ในเชิงพื้นที่อาจจะไม่ขยายเพิ่มก็ได้ เพราะนับวันอย่างที่รู้กัน ก็คือ ร้านจะเล็กลง
ผลกระทบที่ตามมาก็คือ การวางสันหนังสือจะมากขึ้น
ถามว่าอนาคตของร้านหนังสือสดใสหรือไม่-มีแน่นอน ถ้าหากเทียบจำนวนคนกับร้านในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ซึ่งมีคนเข้าร้าน 8,000-20,000 คนต่อร้าน หรือในญี่ปุ่น ซึ่งมีประมาณ 5,000 คนต่อร้าน (แต่ก็อย่าลืมว่าต่างกันทั้งจำนวนประชากร จำนวนร้าน และวัฒนธรรมการอ่าน)
แต่สำหรับไทย มีมากถึง 84,800 คนต่อร้าน โดยร้านหนังสือในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีคนเข้าร้าน 26,000 คนต่อร้าน ต่างจังหวัด 135,500 คนต่อร้าน
ข้อสรุปที่ได้ก็คือ ร้านหนังสือไทยจะมีโอกาส 'โต' ได้อีก 2-4 เท่า!!
นั่นคือ จำนวนร้าน 759 ร้าน สามารถขยายไปเป็น 1,510-3,020 ร้าน เพื่อให้จำนวนร้านสามารถรองรับจำนวนคนที่เข้าร้านได้ราวๆ 5,000 คนต่อร้าน เทียบเท่ามาตรฐานประเทศอื่น
แนวโน้มร้านมากขึ้นเช่นนี้ จริงๆ แล้วน่าจะขายหนังสือได้มากขึ้น ก็น่าจะจริงอยู่ แต่ดูเหมือนสมมติฐานนี้ ไม่ได้เป็นที่น่าดีใจของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กหรือกลางๆ มากนัก เพราะการที่จำนวนร้านเพิ่มขึ้น ระบบการวางหนังสือที่พิมพ์จำนวนน้อย ก็จะกระจายไป หรือถ้าจะพิมพ์ให้เพียงพอต่อการวาง ก็ล้วนแล้วเสี่ยงทั้งขึ้นทั้งล่อง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานจะมีคนแสดงความยินดีไม่ถึง 10 ราย ทันทีที่ ทนง ถามว่า เป็นโอกาสที่น่าดีใจหรือไม่เพียงใด
ฉะนั้น ทางออกทางเลือกทางรอดของสำนักพิมพ์ในยุคนี้
ประการแรก - คงจะต้องเลือกพื้นที่เป้าหมายของตนเอง เลือกเฉพาะร้านที่คาดว่าจะ 'ขายได้'
และสอง - อาจจะต้องมีการปรับปรุงแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ เช่น มีการทำแผนการผลิตของสำนักพิมพ์เพื่อไปเสนอให้กับร้านค้าเป้าหมาย เพื่อจะได้เก็บออเดอร์ล่วงหน้า อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้หนังสือไปเผชิญโลกตามยถากรรมบนแผงหนังสือ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาเห็น
ทั้งนี้ อาจจะต้องเพิ่มช่องทางการขายทางออนไลน์ด้วย โดยเวบไซต์ที่มีการคนเข้าไปชมมากสุดผ่านทรูฮิต.เน็ต ได้แก่ หนึ่ง-ซีเอ็ด, สอง-ประพันธ์สาส์น, สาม-รักลูกแฟมิลีกรุ๊ป, สี่-บูรพัฒน์คอมมิคส์, ห้า-นายอินทร์, หก-อักษรเจริญทัศน์ และ เจ็ด-ศูนย์หนังสือจุฬา
0 0 0
จากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้น โจทย์หนึ่งที่ถามกันมากก็คือ แล้วจะทำอย่างไรที่จะให้ร้านใหญ่-ร้านเล็ก อยู่ร่วมกันได้? ซึ่งไม่ว่าจะร้านขนาดไหน ล้วนแล้วแต่เป็นที่ทำเงินของสำนักพิมพ์ทั้งสิ้น
ซึ่ง 'สงครามราคา' (ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน) จะทำให้ร้านเล็กสู้ไม่ได้ เพราะหน้าตักไม่พอที่จะยอมให้ลดรายได้ ก็จะต้องตายไป
ดังนั้น ถ้าถือว่าหนังสือคือสินค้าวัฒนธรรม ด้วยการขายไม่ลดราคา ก็น่าจะเป็นทางได้
สิ่งหนึ่งที่ซีเอ็ดฯ ได้ฝากการบ้านไว้ให้คิดก็คือ การสร้างระบบ RPM หรือการขาย 'ราคาปกตายตัว'
ยกตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ ก็มีการกำหนดว่าหนังสือจะไม่มีการลดราคาจนกว่าจะขายไปแล้ว 12 เดือน ที่เยอรมนีถึงกับออกกฎหมายเลยทีเดียว ส่วนที่ญี่ปุ่นหลังจากการถกเถียงกันมายาวนานก็ตกลงกันได้ และมีการใช้ระบบนี้ให้เป็นข้อตกลงระดับประเทศ
ทางด้านซีเอ็ดฯ ถือว่านี่เป็นข้อดีที่จะเป็นกลไกควบคุมเกมเพื่อให้ร้านเล็กอยู่รอด
แต่สำนักพิมพ์เล็กๆ ก็ห่วงชะตากรรมตัวเองเหมือนกัน ในแง่ของความชัดเจน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความชุลมุน ไม่ทำตามสัญญากันอีก
ที่สำคัญ ยังไงสำนักพิมพ์เล็กๆ ก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ในกรณีที่ไม่ลดราคา แต่ถ้าเจอแบบซื้อสองแถมหนึ่งอย่างนี้ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน
0 0
ส่งวรรณกรรมไทยไปนอก
อีกหนึ่งความน่าสนใจที่จะช่วยสำนักพิมพ์ไทยส่งหนังสือไทยไปเมืองนอกได้เหมือนกัน ก็คือ ศูนย์เผยแพร่ลิขสิทธิ์ไทย (Thailand Rigths Center-TRC) ตั้งขึ้นโดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย แห่งสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครั้งที่ได้เดินทางไปดูงาน-ออกงานแฟรงค์เฟิร์ตบุ๊คแฟร์ เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นมีต่างประเทศซื้อลิขสิทธิ์ไปถึง 3 ปก ด้วยกัน ทั้งๆ ที่นำไปเสนอเพียง 10 ปกเท่านั้น หากมีมากปกก็คิดว่าเปอร์เซ็นต์ของการขายก็น่าจะมากตามด้วย
ที่สำคัญ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการหนังสือของไทยด้วย หลังจากที่นำเข้าแต่หนังสือต่างประเทศมานาน ก็จะได้ประกาศศักดิ์ศรีในเวทีโลกกันเสียที
เพราะในแต่ละปีนี้ ทางดีเอ็มจี มีคิวไปร่วมงานกับบูทไทยพาวิเลียน ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว อย่างน้อยปีหนึ่งก็มีงานมหกรรมหนังสือระดับโลกถึง 3 งานยักษ์ด้วยกัน นี่ยังไม่นับรวมถึงงานในแถบเอเชีย ก็ถือว่ามีเวทีสำคัญรออยู่ไม่น้อยทีเดียว
แต่ละสำนักพิมพ์ที่ต้องการส่งผลงานไปต่างประเทศนั้น สามารถติดต่อได้ โดยส่งผลงานผ่านทางเวบไซต์ www.thailand-rights.com ซึ่งไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะคิดก็ต่อเมื่อขายผลงานนั้นได้ ในอัตรา 15% ของรายได้
โดยงานในช่วงแรกที่จะพิจารณานั้น เป็นงานที่มีรางวัลเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรางวัลซีไรต์, รางวัลหนังสือดีเด่นเซเว่นอวอร์ด, รางวัลนายอินทร์อวอร์ด (รวมถึงผลงานที่ชนะเลิศรางวัลอมตะ ก็อยู่ในข่ายพิจารณาด้วย)
ตอนนี้มีงานเข้าร่วมชุดแรก 5 หมวด ได้แก่ จิตวิญญาณตะวันออก, หนังสือเด็ก, วรรณกรรม, ธุรกิจและทั่วไป (สารคดี, ชีวประวัติ, บทวิเคราะห์ครอบครัว, สุขภาพ ฯลฯ) รวม 140 เรื่อง
ส่วนผู้สนใจดูตัวอย่างความภาคภูมิใจของไทย ไปดูได้ที่ร้านหนังสือบีทูเอส ซึ่งให้ความสนับสนุนด้วยการเปิดมุมพิเศษ 'หนังสือไทยที่ได้รับการตีพิมพ์ในต่างประเทศ' ให้ดูด้วย เผื่อเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไปในเวทีโลก
สำหรับศูนย์นี้ มีคณะกรรมการที่ปรึกษามาจากหลายฝ่าย
ภาครัฐ ได้แก่ พล.ต.ธันวาวัฒน์ ทิพยจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการติดตามและประสานงานตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรี, จักรภพ เพ็ญแข, สีหศักดิ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ, คณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมด้วย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์, ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล นายกสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่จะเป็นอีกแรงที่เข้ามาสนับสนุนให้วรรณกรรมไปสู่ระดับนานาชาติ
การตัดสินใจอยู่ที่ตัวสำนักพิมพ์ทั้งสิ้น!!

ท่องโลกหนังสือสีม่วง ยุคสมัย 'วรรณเกย์' ยึดแผง!

รายงานพิเศษ - นภาพร แจ่มทับทิม คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
ท่องโลกหนังสือสีม่วง ยุคสมัย 'วรรณเกย์' ยึดแผง!
ชั่วโมงนี้ หนังสือเล่มที่มีกระแสการตอบรับอย่างดี คงต้องยกให้หนังสือเกี่ยวกับเรื่องแฉ.. หรือความรักความลับของคนดัง รวมถึงหนังสือที่เผยตัวตนคนสีม่วง
ด้วยความที่สังคมเปิดกว้างขึ้นในกรอบเรื่องเพศ จึงไม่น่าแปลกใจที่งานเปิดตัวหนังสือ 'แม่ครับ ผมเป็นเกย์' ภายใต้ชื่องานปาร์ตี้คนสีม่วง จึงเป็นที่ชุมนุมอันอบอุ่นของพลพรรค 'คนรักสีม่วง' เคล้าด้วยกลิ่นอายกาแฟชั้นดี ณ บ้านใร่กาแฟ ย่านเอกมัย เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น
'แม่ครับ ผมเป็นเกย์' ผลงานของเวิร์คพอยท์สำนักพิมพ์ ได้รวบรวมประสบการณ์ของกลุ่มคนที่กายเป็นชาย หัวใจเป็นหญิง ไว้อย่างหลากหลาย ภายใต้การกุมคอนเซปต์ 'เจาะลึกหัวใจ โหด เอ็กซ์ ฮา คนสีม่วงแนวหน้า ที่จะทำให้คุณหัวเราะร่า น้ำตาทะลัก' ไว้ได้สมราคาของการรวมตัวชาวสีม่วงคนดังทั้ง 9 คน
แม้อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย เมื่อมีคนออกมาพูดเรื่องเพศที่สาม สี่ ห้า กันมากขึ้น แต่ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คนกลุ่มนี้มักไม่ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม จึงต้องหลบซ่อน ต้องอำพรางตัวตน ด้วยกฎเกณฑ์เรื่องเพศของสังคมไทย
หากจะถามว่าปัจจุบันการหยิบยกเรื่องไร้กรอบทางเพศมาถ่ายทอดให้ผู้คนในสังคมได้สัมผัส ได้รับรู้ หนังสือประเภทนี้จะได้รับการต้อนรับเป็นไปในทิศทางใดนั้น หรือปรากฏการณ์ 'ขายดี' จะเป็นแค่ภาพลวงตา เหมือนกระแส 'ดาราเขียนหนังสือ' เมื่อตลาดวายทุกอย่างก็จบ
นที ธีระโรจนพงษ์ หัวหน้ากลุ่มเส้นสีขาว ผู้สนับสนุนการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ (โดยเน้นกลุ่มเกย์) และผู้ประสานงานกลุ่มเกย์การเมืองไทย ซึ่งขณะนี้เขาพร้อมสู่การเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว โดยจะลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในปีหน้า
สำหรับหนังสือ 'แม่ครับ ผมเป็นเกย์' นั้น 'นที' ให้ความเห็นว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นเรื่องราวที่สนุก เป็นหนังสือที่มีคุณค่า ใน 9 กุลเกย์ มีความกตัญญู เพราะฉะนั้น พ่อแม่ควรที่จะให้โอกาสลูก อยู่บนพื้นที่ที่เขาจะอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข โดยมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง
แต่ก่อนหน้าที่เขาผู้นี้จะก้าวข้ามด่านการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ย้อนไปเมื่อกว่า 17 ปีก่อน จากครอบครัวลูกคนจีนที่ถูกคาดหวัง ได้ลูกชายไว้สืบสกุล กลับผิดฝาผิดเพศชนิดที่ต้นตระกูลทำใจไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวให้การยอมรับ และตัวเขาเองก็กล้าที่จะบอกให้กับสังคมรับทราบถึงความเป็นเกย์
ยังผลให้เขาเริ่มเปิดเผยครั้งแรกต่อสาธารณะผ่านนิตยสารนีออน ในบทบันทึก 'กว่าจะก้าวข้ามเส้นสีขาว' ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่สังคมยังไม่ให้การยอมรับ โดยเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2532 และได้ตีพิมพ์รวมเล่มเมื่อปี 2533 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างอบอุ่น
"ผลตอบรับเป็นท็อปเทนที่ร้านดอกหญ้า แต่หลังจากนั้นมันก็ถูกเก็บเลยนะ ก็ไม่น่าใจว่าเพราะอะไร แต่มีเสียงที่บอกว่ามันเป็นหนังสือที่แฮปปี้แอนดิ้ง จบลงด้วยความสุขที่แม่ยอมรับว่าเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะลูก แล้วก็ถูกแบน โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็นองค์ไหน แบนเพราะเขาเห็นว่าคนที่เป็นเกย์แล้วแฮปปี้ แล้วก็เป็นหนังสือที่หายไปจากวงการเลย"
17 ปีผ่านไป หลายคนที่ได้อ่านก็ยึดเรื่องราวของเขาในการดำเนินชีวิต และเมื่อได้รับทราบเรื่องราวของพิธีกรรายการทีวี 'อิ๋งอิ๋ง' ที่พบว่าแฟนที่คบกัน 7 ปีเป็นเกย์ จึงจุดประกายให้เขาเขียน 'แกะกล่องเกย์' ขึ้นมาทันที
"ด้วยความที่เป็นคนเปิดเผย เมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ก็เลยคิดว่าหากเราได้ทำประโยชน์ เพราะเราก็เคยหลอกผู้หญิง จีบเขา เราจึงคิดว่าหากเราได้เขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง มันเป็นการสร้างสิ่งที่ดีนะ ทำให้ผู้หญิงเข้าใจ แล้วผู้หญิงจะได้รอดพ้น ช่วยทำให้คนเข้าใจ แล้วก็ทำให้เกย์ไม่คิดจะหลอกผู้หญิง เพราะผู้หญิงเก่งขึ้น ทำให้เกย์ไม่กล้าหลอกผู้หญิง
"ก็เลยเขียนในหนังสือว่า 'หากคุณมีผู้หญิงที่รักและห่วงหวง แกะกล่องเกย์ก็คือเรื่องที่ผู้หญิงไทยต้องเรียนรู้ ส่วนเกย์ไทยต้องเลิกหลอกลวง' เพราะการหลอกไม่ใช่สิ่งที่ดี เป็นเรื่องที่สอนให้คนที่มีลูกสาวด้วย มันจึงเป็นหนังสือที่ขายได้ดีพอสมควรเลยไง เพราะว่าเป็นตลาดที่กว้าง ตอนนี้พิมพ์ไป 3 ครั้ง ครั้งแรกพิมพ์ 13,000 ครั้งที่ 2 จำนวน 2,500 เล่ม ครั้งที่ 3 จำนวน 3,000 เล่ม"
ไม่เพียงความรู้สึกร่วมของชาวสีม่วงที่มีผลตอบรับด้านดีเท่านั้น ในอีกด้านหนึ่งก็มี 'ก้อนอิฐ' ลอยมาเหมือนกัน
"ผลตอบรับด้านลบ ก็มีส่วนหนึ่งที่มีเกย์บางคนที่ออกมาด่าพี่ เพราะเขาอยากจะหลอกผู้หญิงอยู่แล้ว ให้ผู้หญิงหน้าโง่ถูกหลอกต่อไป ไม่รู้ต่อไป เพราะว่าผู้หญิงเป็นเพศแม่ เป็นเกย์ที่ไม่ถูกเกลาให้เกลากลืน พวกนี้ก็ยังเป็นพวกที่ยังคิดในสิ่งที่เลวร้าย"
รวมถึงผลงานที่เขาอยากผลักดัน เพื่อเกิดการเรียนรู้ถึงเรื่องเพศในสังคม
"อยากจะเขียนเรื่องเพศทางเลือกศึกษา ให้กับครูปกครองเด็กได้อ่าน เพื่อที่เขาจะดูแลเด็กที่มีความไม่เหมือนกับคนอื่น แต่ตอนนี้เรื่องพวกนี้น่าจะไปถึงสภา รอระยะเป็นสักอีกระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยดีกว่า เพราะบางทีกระแสสังคมที่เขาไม่เข้าใจแล้ว ตอนนี้ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสม
"นี่กำลังคิดว่าจะออกหนังสือ เลี้ยงลูกเกย์อย่างไรให้เป็นสุข ซึ่งอยู่ในความคิดที่พ่อแม่เกย์โทรหาเยอะ เขารู้สึกว่าลูกเป็นเกย์แล้วควรทำอย่างไร เรารู้แล้วล่ะว่าเกย์เป็นเรื่องที่เลิก หรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทำให้พ่อแม่ทำอย่างไรที่จะเลี้ยงลูกเกย์ให้เป็นสุข สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีการให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง ถ้าเขาเป็นแล้วเราก็ต้องปล่อยให้เขาเป็นเด็กที่มีความสุข"
เขายังย้ำตอนท้ายในสิ่งที่จะเป็นแนวรุกอีกด้านหนึ่งของชาวเกย์ คือรุกที่จะบอกสังคมว่า พวกเราอยากจะทำงานเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอันแสนงดงามนี้
0 0 0
ด้าน วิทยา แสงอรุณ ผู้อำนวยการไซเบอร์ฟิชมีเดีย เจ้าของคอลัมน์จิตวิทยาเกย์ ใน Metro life และคอลัมน์ 'เลิกแอบ (เสียที) กับวิทยา แสงอรุณ' ในนิตยสาร GM
สำหรับงานที่เขาพยายามสื่อสารโดยตรงต่อชาวสีรุ้งนี้ โดยมีบริษัท ไซเบอร์ฟิชมีเดีย ทำงานในสองส่วน คือ
"ในเรื่องให้การศึกษา ก็คือทำพอคเก็ตบุ๊ค ส่วนที่สองทำภาพยนตร์ ซึ่งสองอย่างนี้มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือ กลุ่มคนที่เป็นเกย์กับเลสเบี้ยน ด้วยการพยายามทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง และครูที่ยังเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ให้ความรู้เขาเรื่องการศึกษาเป็นหลัก คือทุกอย่างที่ออกมาจะมาอธิบายให้สังคมเข้าใจมากขึ้นและลดอคติลง"
ขณะนี้ผลงานของบริษัทที่ออกมาแล้ว คือหนังสือ 'สามีฉันเป็นเกย์' และ 'เธอและเขามาจากดาวอะไร' รวมถึง 'เรนโบบอยส์' ซึ่งเป็นหนังสือแปลที่ได้รับรางวัลห้องสมุดจากอเมริกาที่เขาเป็นบรรณาธิการ
"เรื่องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือเรื่องเรนโบบอยส์ ก็เป็นนิยาย 3 เล่มจบ ซึ่งพบว่าคนที่สนใจเรื่องเกย์มีเยอะกว่าที่เราคิด หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกสนาน ให้ความบันเทิง ให้ความรู้ เป็นหนังสือที่รวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเกย์
"โดยเป็นกลุ่มที่เขามีเพื่อนเป็น และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วเขาก็ไปแนะนำให้เพื่อนที่เป็นเกย์อ่าน แล้วทำให้มันกระจายวงกว้างออกไป ซึ่งอย่างเรนโบบอยส์เล่ม 1 ที่เพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้ว และมีการพิมพ์ครั้งที่ 2 แม้ไม่ถือว่ามากมายอะไร แต่ถือว่าตลาดหนังสือในลักษณะนี้เป็นตลาดใหม่ และได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งคนทำหนังสือแนวนี้ยังมีน้อยอยู่ มีหลายคนที่ทำออกมาแล้ว ไม่ตรงใจผู้อ่าน เพราะเขาไม่เข้าใจประเด็นเรื่องเกย์
"ภาคที่ 3 กำลังจะออกประมาณตุลาคม ซึ่งมีคนถามมากว่าทำไมออกช้า แต่ที่อเมริกาก็ออกเดือนตุลานี้เหมือนกัน เราออกพร้อมๆ กับอเมริกาด้วย เพราะฉะนั้นมันก็จะได้กระแสเยอะเหมือนกัน"
ส่วนหนังสือที่เขาได้เขียนเอง และรวมเล่มไปแล้ว คือ 'รุกรุกรับรับครับผม' และที่เพิ่งออกคือ 'ใช่แล้วครับผมเป็น gray' ซึ่งทั้งสองเล่ม จะเป็นเรื่องจิตวิทยา ให้กำลังใจ ให้แนวทางในการดำเนินชีวิต เสนอมุมมองชีวิตให้มีการเปิดประเด็นถกเถียงกัน
"หนังสือเป็นวิธีการ ขั้นตอนที่จะบอกให้คนในครอบครัวว่าควรบอกอย่างไร แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องเข้าใจ และรักตัวเองมากพอ ถ้ายังมีน้อยอยู่แล้วเราจะตอบคำถามพวกเขาไม่ชัดเจน คนที่ฟังก็จะไม่เข้าใจ แล้วถ้าจะเปิดเผยเราต้องเข้าใจตัวเองก่อน"
เพราะเมื่อเวลาได้แปรเปลี่ยนทัศนคติ เกี่ยวกับกลุ่มคนประเภทนี้ ทำให้เรื่องราวที่สื่อสารทำความเข้าใจนั้น เพิ่มมากขึ้นไปด้วย
"หนังสือเกย์ในอดีตเขาจะมองเรื่องที่น่าหดหู่ น่าสงสารเป็นเรื่องโชคร้าย เรื่องจะรักษาหายไหม ความทุกข์ระทมในเรื่องความรัก แต่หนังสือในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือไทยหรือเทศมีการเปลี่ยนแปลง เขาต้องการมองชีวิตในแง่มุมอื่น งานมุมการทำงานที่ประสบความสำเร็จ แง่มุมความสัมพันธ์ ความรัก ซึ่งในอดีตไม่เคยพูดถึง
"แต่หนังสือเกย์ในยุคใหม่ที่เป็นชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ว่าเป็นเกิดขึ้นกับคนที่เป็นเกย์ อย่างเช่นการที่ยอมรับตัวเองกับคนรอบข้างเป็นอย่างไร การที่จะมีความสุข และเข้าใจตัวเองไม่เกลียดตัวเอง
"คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเขารักตัวเองมากขึ้น มันเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เขามีชีวิตที่ดีต่อไป โดยที่ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ในชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นบั่นทอนตัวเขา แม้ว่าเขาไม่ต้องออกมาบอกใครๆ แต่เขารู้สึกกับตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว ความรู้สึกละลายใจ เป็นบาป ที่ทำให้เขามีทัศนคติที่ดีขึ้น"
ส่วนกระแสการตอบรับจากผลงานทั้งพอคเก็ตบุ๊คและบทความที่ออกสู่สายตาผู้อ่านนั้น เขากล่าวว่า
"ผลตอบรับคือตั้งแต่ทำมาไม่เคยโดนใครโจมตีเลย ไม่มีใครไม่เห็นด้วยที่ทำเลย ทุกคนเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ครู คนที่ทำงานด้านเรื่องโรคเอดส์ เห็นด้วยที่จะมีข้อมูลเข้าไปในสังคมมากขึ้น ไม่เคยโดนใครมาบอกว่าให้หยุดทำเลย"
"ส่วนคอลัมน์ใน Metrao Life คอลัมน์ที่เกี่ยวกับเกย์ ที่ปรากฏว่าจะได้รับจดหมายจากคนอายุ 50 แล้วไม่เคยพูดกับใครเลยว่าตัวเองเป็นเกย์ อาจจะมีครอบครัว เขาจะมาระบายความรู้สึก รู้สึกดีเป็นครั้งแรกที่มีคนพูดดีๆ กับเขา ว่าชีวิตเขาเป็นชีวิตที่ดีๆ ได้ ไม่ต้องหลบซ่อน อีกกลุ่มก็จะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ยังสับสน ที่ยังหาคนคุยด้วยไม่ได้ ก็จะมาปรึกษาปัญหาเยอะ
"เขาจะรู้สึกว่าเขาสามารถเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ได้ คือว่าจะมีทั้งอีเมลที่มาจากทั้งในและต่างประเทศที่เขาสงสัย แล้วยังหาคนตอบไม่ได้ เรารู้สึกเป็นที่พึ่ง เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างปกติธรรมดา ซึ่งอันนี้สำคัญ ถ้าเขาดูตัวอย่างที่ไม่ดี แล้วอาจทำตัวเองที่ไม่ดีได้"
อีกทั้งตลาดที่จะสื่อสารเรื่องราวให้ความรู้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ยังสามารถขยายไปสู่วงกว้างของทั้งคนเขียน และคนอ่าน
"มีหลายคนๆ ที่เป็นนักเขียน นักแสดงปัจจุบันที่เป็นเกย์อยู่ เขาอาจจะรู้สึกขึ้นกับตัวเอง จนกระทั่งเขาออกมาเปิดเผยเขาเป็นเกย์ ถ้าเขาพูดความจริงไม่ได้ เขาจะอึดอัดไปตลอดชีวิต
"คิดว่าในอีกไม่กี่ปีเรื่องเกย์จะไม่ใช่เรื่องตลก ประหลาด แต่จะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากขึ้น เพราะสังคมเข้าใจมากขึ้นจากสื่อต่างๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย เพราะสื่อต่างประเทศเขาคิดว่าคนพวกนี้ก็เป็นคนส่วนหนึ่งของสังคม"
เฉกเช่นเดียวกัน ความรู้สึกในด้านลบก็มีปรากฏให้เห็นอยู่ ที่เขารู้สึกว่า
"ไม่เคยมีคนมาว่าต่อหน้า หรือโทรศัพท์มาต่อว่า ไม่เคยมี บอกได้เลยว่าเป็นศูนย์ตั้งแต่ที่ทำงานมา แต่สิ่งที่เรายังพบอยู่บทความที่ลงในเวบของผู้จัดการ แล้วจะมีเวบบอร์ดที่อยู่ข้างล่าง จะมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจเกย์อย่างรุนแรง แล้วบอกได้เลยในจำนวนคนที่ไม่พอใจ ครึ่งหนึ่งเป็นเกย์ เพราะว่าเขาเกลียดตัวเอง ในจำนวนที่เขียนในด้านลบ จะว่าเกย์ว่าเป็นพวกวิปริตเสียชาติเกิดบ้าง ที่คิดว่าเป็นเกย์ เพราะว่าถ้าคุณไม่เป็นเกย์คุณจะมาอ่านคอลัมน์นี้ทำไม นอกจากมีเพื่อนเป็นเกย์แล้วสนใจ issue นี้ ผู้ชายที่เป็นผู้ชาย รักผู้หญิงทั่วไปจะไม่อ่านคอลัมน์นี้ เพราะว่าเขาไม่มีความสนใจ"
เขายังกล่าวต่อไปถึงแนวโน้มของความสนใจในเรื่องราวของคนประเภทนี้ว่า
"ต่อไปน่าจะมีคนที่กล้าพูดเรื่องตัวเองมากยิ่งขึ้น แล้วจะมีนักเขียนที่เขามีเรื่องราวในใจเกี่ยวกับเกย์ออกมาเขียนมากขึ้น จะเห็นงานที่มีมุมมองใหม่ๆ ทัศนคติเรื่องเพศในสังคมไทยกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะว่าคนที่ทำเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น และจะมีคนพูดเรื่องเพศศึกษาที่ไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์นะ ทำให้คนเข้าใจมีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งยังไม่ใครไปศึกษาอย่างจริงจัง แต่ต่อไปนี้จะมีคนเริ่มเข้าไปศึกษา ทำงานวิจัย และเขียนหนังสือออกมามากขึ้น แล้วทำให้องค์ความรู้เรื่องเพศศึกษาของไทยมีมากขึ้น
และความเห็นเกี่ยวกับหนังสือประเภทที่มีผู้สนใจมากขึ้น
"ถ้ามีหนังสือเกี่ยวกับเกย์ เลสเบี้ยน เกี่ยวกับเพศศึกษามากขึ้น ทุกคนจะหันกลับมามองและศึกษาเรื่องเพศศึกษามากขึ้น ซึ่งคิดว่าความไม่เข้าใจในสังคมจะลดลง แล้วการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมีความสุข จะเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ใช่ว่ามีหนังสือประเภทนี้ออกมาเยอะๆ แล้วจะกระตุ้นให้ใครมาเป็นเกย์ อยู่ที่ว่าเขาจะเปิดเผย และยอมรับความจริงหรือเปล่าเท่านั้น"
ด้วยความมุ่งหวังบนแผงหนังสือของหัวใจสีม่วง ที่พยายามสื่อสารเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่จะก้าวผ่านไปสู่การยอมรับสังคมอย่างไรนั้น เราต้องรอดูกัน

'ทมยันตี' ตั้งพรรค จัดทอล์คโชว์ 'แลไฟใต้'

รายงานพิเศษ/อิสรีอิน คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
'ทมยันตี' ตั้งพรรค จัดทอล์คโชว์ 'แลไฟใต้'จากสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงระอุอยู่อย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายต่างระดมเข้าไปช่วยเหลืออย่างไม่หยุดยั้งล่าสุด นักเขียนอาวุโส 'ทมยันตี' หรือ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ เป็นอีกหนึ่งแรงที่ลงมาทำงานในเรื่องนี้ ด้วยการเตรียมจัดงานทอล์คโชว์ใหญ่ในวันที่ 11-12 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 2 รอบด้วยกัน ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ 'แลไฟใต้' หลังจากลงไปสัมผัสบรรยากาศในพื้นที่เรียบร้อย ตั้งใจนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโครงการบ้านแม่หม้าย
ทั้งๆ ที่มีความตั้งใจอยู่ว่า ปีหน้าเมื่ออายุครบ 70 ปีแล้ว เธอจะโกนหัวออกบวชและเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วยเรื่อง 'จอมศาสดา' เสียที แต่แล้วด้วยความรักที่เธอมีต่อแผ่นดินนี้เหลือคณานับ มิอาจให้เธอทำตามประสงค์เดิมต่อไปได้ เมื่อเห็นว่า 'ไฟใต้' หรือสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพี่น้องไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ช่างร้อนระอุและขมขื่นหัวใจยิ่งนัก!!
"ดิฉันจะเดินเข้าวัดได้หรือ ถ้าดิฉันหันดูคนพวกนี้ น้ำตายังเป็นสายเลือดอยู่" คุณหญิงนักเขียนตอกย้ำถึงความตั้งใจ
อันที่จริงแล้วคุณหญิงนักเขียนท่านนี้สนใจติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวมานานแล้วเหมือนกัน มีการลงพื้นที่จริงด้วย
แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน ผลักดันให้คุณหญิงนักเขียนตัดสินใจออกมาทำโครงการเป็น 'รูปธรรม' มากขึ้นนั้น คือวันที่สองนาวิกโยธินถูกฆ่าตายนั่นเอง
"คนตายทุกวันๆ สิ่งที่ดิฉันทนไม่ได้คือจุดที่ดิฉันดูค้อนปอนด์ ค้อนเหล็ก กับเหล็กแหลมที่โชกเลือดของนาวิกโยธิน ดิฉันถึงกับหันหลัง แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ดิฉันหันหน้าสู้อีกครั้ง"
จากระลอกคลื่นแห่งความเศร้าและเจ็บปวดใจที่ได้สัมผัสจากการลงพื้นที่สีแดงนี่เอง จึงทำให้คุณหญิงนักเขียน มิอาจอยู่เฉยต่อไปได้
แต่แทนที่จะเป็นการเขียนดั่งเคย ก็เปลี่ยนมาเป็นอีกหนึ่งพรสวรรค์เอกของทมยันตีที่มิอาจมีใครเทียบเท่า ก็คือ ศิลปะการพูดนั่นเอง ซึ่งหลายคนคงประจักษ์เป็นอย่างดีมาแล้ว
"ดิฉันจะมาพูดแทนพี่น้องคนภาคใต้ เพื่อมาบอกคนไทยภาคกลางว่า อย่าแยกกันด้วยพุทธ คริสต์ อิสลามได้มั้ย เรียกเขา 'คนภาคใต้' ได้มั้ย อย่าเรียก 'ไทยมุสลิม' เลย" คุณหญิงนักเขียนอ้อนวอน
ดังนั้น เมื่อคืนสู่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจไปแสดงปาฐกถายังวิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ เป็นครั้งแรกว่าด้วย 'แลไฟใต้' บอกเล่าถึงเรื่องราวที่ได้เห็นตั้งแต่ในหมู่บ้าน ตลาด วัด มัสยิด ไปจนถึงคุก โดยเน้นไปที่เด็กและผู้หญิงในพื้นที่มากเป็นพิเศษ เพราะทุกวันนี้เด็กกำพร้าและแม่หม้ายเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนน่าเป็นห่วง
แต่ 'แลไฟใต้' ที่จะเกิดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ นั้น 'เนื้อหา' ในการพูดจะเข้มข้นกว่ามาก มีรายละเอียดที่ 'ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน' ด้วย อาทิ ใบปลิวที่มีการแจกในพื้นที่สามจังหวัด ฯลฯ
อีกทั้งระหว่างพูดนั้น จะมีบทเพลงสันติภาพ จาก สุริยะ ตะวันฉาย กรรมการมูลนิธิดอกไม้และนกกระดาษเพื่อสันติภาพ หรือ 'ทูตสันติภาพ' ซึ่งทำงานในพื้นที่ จ.นราธิวาส อยู่แล้ว ขึ้นมาบรรเลงบทเพลง ประกอบด้วย โดยมีภาพบรรยากาศต่างๆ จากพื้นที่ (จริง) เป็นฉากหลัง
นอกจากนี้ก็จะได้รับฟัง 'ความจริง' จากปากของแม่หม้ายและลูกกำพร้าที่ประสบชะตากรรมอันแสนเศร้าด้วยตัวของพวกเขาเองด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทมยันตี ออกแบบสคริปต์ด้วยเองทั้งหมด ขนาดเพลงที่ทูตสันติภาพจะบรรเลงบนเวทีประมาณ 10 เพลงนั้น ก็นั่งฟังและคัดสรรเองกับมืออย่างตั้งอกตั้งใจ
ส่วนด้านหน้างาน ก็จะมี 'ของดีที่ขายไม่ได้' จากพื้นที่มาให้จับจ่ายกันเป็นพิเศษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นลองกอง หรือผ้าปักมือ, ดอกไม้ประดิษฐ์ และสินค้าอื่นๆ
บรรดาศิลปินหรือนักพูดบนเวทีนี้ถือว่ามาด้วยใจกันทั้งสิ้น ไม่มีการคิดค่าตัวแม้แต่บาทเดียว ส่วนรายได้จากการขายบัตรเข้าฟังทั้งหมดจะนำไปทูลเกล้าฯ ถวายสมทบโครงการบ้านแม่หม้าย ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้สำเร็จโดยเร็วไว
ขณะเดียวกัน ก็ขอตั้งพรรคใหม่โดยไม่ต้องจดทะเบียนในชื่อ 'พรรคไทยช่วยไทย' อีกด้วย หวังขอแรงคนไทยทั้งประเทศมารวมเป็นพรรคเดียวกัน เพื่อระดมทั้งกำลังและเงินไปช่วยทุกภาคส่วนของประเทศไทย โดยไม่จำกัดพื้นที่ แต่เป้าหมายแรกขอดูแลพี่น้องไทยทางภาคใต้ก่อน
"วันนี้คนภาคใต้คือคนไทย ไทยไม่ใช่ช่วยไทยแล้วใครจะมาช่วย ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พรรคไทยช่วยไทยของดิฉันที่ไม่ต้องจดทะเบียน มันจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วไม่ต้องมีหัวหน้าพรรค คนทุกคนสามารถอยู่ในพรรคนี้ได้ และพรรคเราไม่ได้แค่ช่วยพี่น้องทางใต้เท่านั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ตรงไหนมีเรื่องนี่ เห็นจะต้องไปช่วยทุกที่เช่นเดียวกัน"
อย่างไรก็ดี แม้บอกว่ายังไม่มีเวลาสำหรับงานเขียนเชิงบันทึกหรือนวนิยายออกมาเป็นเล่มๆ ว่าด้วยเรื่องราวไฟใต้โดยเฉพาะก็ตามที แต่ก็มีปรากฏในคอลัมน์ประจำของคุณหญิงนักเขียนหลายแห่ง อย่างคอลัมน์ 'ทิพยอาภาณ สนธยากาล' (ขวัญเรือน) ปกติ 'มายาวดี' จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับจิตต่างๆ แต่ในฉบับ 813 เธอก็ให้เป็นวาระพิเศษด้วยหัวข้อ 'ฤๅมิใช่คนไทย' และนอกจากนี้ก็ยังมีรายงานพร้อมภาพถ่ายตีพิมพ์ใน 'สกุลไทย' อีกเล่มหนึ่ง (เป็นอย่างน้อย)
สาเหตุที่บอกข่าวทุกทางเช่นนี้ คุณหญิงนักเขียนตอบให้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ พร้อมเชิดหน้าเล็กน้อยว่า หาใช่ความเป็น 'นักเขียน' ไม่ หากแต่เป็นเพราะ 'ความเป็นคนไทย' ต่างหากเล่า
"คนไทย หน้าที่ของเราไม่ต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปหาช่องโหว่ช่องแหว่งในรัฐธรรมนูญมาเถียงกัน หน้าที่ของคนไทยมันเป็นอย่างนี้ อยู่ในหัวใจเราทุกคน บรรพชนรักษาไว้ให้"
กับคำถามที่ว่า นอกเหนือไปจากรายได้ที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว คุณหญิงนักเขียนยังหวังสิ่งใดอีกในการมาพูดให้คนไทยภาคกลางได้ฟังกันในครั้งนี้
"หวังให้คนไทยลุกขึ้นมาบอกว่า นี่คือแผ่นดินของไทย เพราะหน้าที่ของคนไทย เป็นหน้าที่ต้องรักษาแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นเมื่อเราตายจะแบกหน้าไปบอกบรรพบุรุษได้อย่างไรว่าในรุ่นเรานี่ ขวานหัก อย่าทำเป็นอันขาด"
นั่นเป็นคำตอบที่มาพร้อมกับเสียงขึงขังดังฟังชัด (อีกครั้ง)
0 0 0
ทางด้าน สุริยะ หรือทูตสันติภาพนั้น รู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอย่างยิ่งกับการได้ทำงานด้านสันติภาพร่วมกับทมยันตีเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากคุณหญิงนักเขียนมีความเป็นกันเอง ไม่ถือเนื้อ ถือตัว และแนะนำในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในพื้นที่ของเขาเป็นอย่างมากแล้ว
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ มีคนเข้าใจแนวทางการทำงานของเขาในฐานะ 'ทูตสันติภาพ' อีกคนหนึ่งก็ถือว่าเป็นกำลังใจยิ่งนัก เพราะตอนคุณหญิงนักเขียนฟังเพลงของเขา ถึงกับน้ำตาไหลเลยทีเดียว
บางคนอาจสงสัยว่า ระหว่างทูตสันติภาพและทมยันตีนั้น รู้จักกันได้อย่างไร เรื่องนี้คุณหญิงนักเขียนเฉลยให้ฟังว่า หาใช่เรื่องแปลกใดๆ เลยสำหรับคนที่รักแผ่นดิน และทำงานด้านสันติภาพเหมือนกันนั่นเอง
จากจุดนั้นเองจึงต่อเนื่องมาถึงการได้ฟังเพลงสันติภาพที่สุริยะแต่งขึ้นพร้อมได้รับฟังที่มาที่ไปของเพลงว่าเป็นเช่นใด และกระทั่งกลายเป็นโครงการขึ้นแสดงบนเวทีทอล์คโชว์ 'แลไฟใต้' ที่กรุงเทพฯ ซึ่งสุริยะจะมาพร้อมกีตาร์ปืนคู่ใจของเขาแน่นอน
สิ่งที่สุริยะได้รับมอบหมาย ก็คือ จัดทำ 'ซีดี' (ชุดพิเศษ) รวมบทเพลงสันติภาพของอาจารย์สุริยะตามที่คุณหญิงนักเขียนได้คัดเลือกไว้แล้ว ว่าด้วยแม่หม้าย และการให้กำลังใจเป็นหลัก จำนวน 22 เพลง แต่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับฟังกันบนเวที ซึ่งบทเพลงใดที่โดนใจทมยันตีบ้างนั้น ต้องคอยติดตาม
สำหรับเรื่องความรักในแผ่นดินนั้น คุณหญิงนักเขียนมีมายาวนานแล้ว ปรากฏในงานเขียนของตัวเองก็มากมาย เรียงรายผ่านบทสัมภาษณ์มาก็ไม่น้อย ดังเช่นครั้งหนึ่งใน 'เนชั่นสุดสัปดาห์'
"พระองค์ท่านเสียพระทัยแค่ไหน 72 พรรษาทรงงานหนักอยู่ภาคใต้ ดิฉันเจ็บใจเหลือเกิน คนไทยนี่ดีนะ มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็คอยท่านทำงานให้
"ในฐานะดิฉันเป็นคนของแผ่นดิน ดิฉันสำนึกทุกเม็ดดิน บูรพกษัตรารักษาให้ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรท่านกู้อิสรภาพ ท่านบอกว่า อิสรภาพนี้ให้แก่ไทย ท่านไม่เคยบอกว่าให้ไทยพุทธ ไทยคริสต์ หรือไทยมุสลิมเลย แต่เป็นไทยคำเดียว พระนเรศวรท่านกู้อิสรภาพให้ไทยทั้งหมด ไปแยกกันทำไม..."
ชัดเจนเป็นยิ่งนัก!!

โตมากับลลนา ก็อยากให้วอลลุ่ม เป็นหนังสือในใจของเด็กๆ

สัมภาษณ์พิเศษ / อิสรีอิน คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
โตมากับลลนา ก็อยากให้วอลลุ่ม เป็นหนังสือในใจของเด็กๆ
ความฝันของ 'ลูกน้ำ' และเพื่อนๆ
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์อวดโฉมให้เห็นกันโดยถ้วนทั่วกันมาตั้งแต่ 5 พฤษภาคมเป็นต้นมาแล้ว ด้วยปก คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน และ ใหม่ เจริญปุระ
สำหรับ VOLUME นิตยสารหัวไทย (แท้) สไตล์อินเตอร์ ฝีมือการสร้างสรรค์ร่วมของ ลูกน้ำ-สุคนธ์ สีมารัตนกุล, อ๊อด-อนณ พวงทับทิม และ ตุ๊-วีระพจน์ อัศวาจารย์ 3 บรรณาธิการอำนวยการ แห่ง 'วอลลุ่ม พับลิชชิ่ง จำกัด' หลังจากเปิดแถลงข่าวถึงการมาครั้งนี้ล่วงหน้ากว่าหนึ่งเดือน
ท่ามกลางการรอคอยเช่นนี้ งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ ราฟเฟิลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงยิ่งใหญ่อลังการสมศักดิ์ศรีของ 3 ผู้บริหารยิ่งนัก
นอกจากเปิดตัวหนังสือแล้ว 3 ผู้บริหารวอลลุ่มฯ ยังถือโอกาสนี้เปิดตัว 'มูลนิธิวอลลุ่ม' อีกด้วย โดยประเดิมมอบให้กับมูลนิธิบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อนเป็นแห่งแรกจำนวนเงิน 2 แสนบาท
"นี่คือความตั้งใจมอบคืนกลับให้กับสังคมตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มมูลนิธิ เพื่อเป็นมงคลแก่หนังสือวอลลุ่ม วอลลุ่ม พับลิชชิ่ง และมูลนิธิวอลลุ่มเอง"
อนณบอกถึงแรงบันดาลใจ พร้อมเน้นย้ำว่านี่เป็น 'ความตั้งใจ' ไม่ใช่การ 'สร้างภาพ' เพราะปกติก็ทำกิจกรรมการกุศลกันอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการทำอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจที่หน้าตาของ 3 ผู้บริหารจะยิ้มปลื้มเป็นที่สุดกับการทำบุญอย่างเป็นทางการครั้งนี้
เพราะบอกแล้วว่าการมาของวอลลุ่ม-ไม่ธรรมดา!!
ยิ่งพลิกดูรูปแบบและเนื้อหาที่วอลลุ่มต้องการนำเสนอด้วยแล้ว นิตยสารผู้หญิงเล่มนี้-ยิ่งน่าสนใจ
เพราะภายใต้ 3 แนวคิดหลักที่ว่า Fashion, Emotion, Transformation วอลลุ่มในหนึ่งปักษ์จึงมีให้อ่านถึง 3 เล่ม 3 อารมณ์ คือ Volume เรื่องความงาม, Volume+ เรื่องครอบครัว และVolumeX เรื่องหวือหวาและฮาวทูของสาวโสด โดยให้สังเกตุ O+X เป็นสัญลักษณ์ก่อนเปิดอ่าน
และมั่นใจว่าเนื้อหาสาระครบถ้วนทุกอารมณ์แน่ เพราะมี ต่อ-เอกชยา สุขศิริ ที่เคยร่วมงานกันมาดูแลส่วนนี้ทั้งหมดในฐานะ บรรณาธิการบริหาร นั่นเอง
ด้วยความแรงบันดาลใจที่ได้จากนิตยสารในดวงใจหลายคนอย่าง 'ลลนา' บวกกับ ความเชื่อที่ว่า "นิตยสารมีไว้อ่าน ส่วนรูปเล่มสวยเทคนิคตระการตา ถือเป็นกำไร" นั้นเอง ทำให้เอกชยาต้องไปควานหาคอลัมนิสต์ทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่มาบรรณาการอย่างเต็มที่ หวังให้คนอ่านนิตยสารที่ต้องการสาระและบันเทิงไม่ผิดหวังในวอลลุ่ม
อย่างใน Volume เล่มใหญ่มี ไพโรจน์ สารีรัตน์ มือเรื่องสั้นชั้นยอดที่เคยเขียนให้กับลลนาก็คืนเวทีเขียนให้กับวอลลุ่ม, นิกกี้-สุระ ธีระกล นายแบบในภาพต้นปัญหาก็มาเป็น 'Prof.X' ศาสตราจารย์ด้านความรักและเซ็กซ์ ร่วมด้วย วรรณะ กวี, ปราณประมูล, จักรภพ เพ็ญแข ฯลฯ
ส่วนที่แนะนำให้ติดตามกันทุกตอน คือ Volumemotion ที่ให้คนดังมาผลัดกันเขียนชุดละ 5 คน 5 เล่ม พร้อมรูปพอร์ทเทรตสวยแปลกตา
อย่างเล่มแรกนี้ก็มี มังคุด-วงศ์ชนก ชีวะศิริ, ปูเป้, อริศรา ศิริชุมแสง, เจนนิเฟอร์คิ้ม และ คำผกา โดยเฉพาะคนหลังนี้ เป็นซีรีส์ที่เขียนให้กับนิตยสารชุดสุดท้ายก่อนจะบินไปเกียวโต
ส่วน Volume X ที่เน้นให้เป็นคัมภีร์สาวโสดล้วน นอกจากจะมีสาวๆ มาตั้งวงคุยเรื่องลับๆ แบบ XX กันแล้ว ยังมี X'read ที่เปิดรับผลงานเรื่องสั้นของนักเขียนด้วย แต่ขอรับเฉพาะแนว 'อิโรติก' เท่านั้น ที่เข้าแฟ้มรอแล้วตอนนี้ อาทิเช่น นิวัต พุทธประสาท, ฮ.นิกฮูกี้ (เจ้าเก่า) ฯลฯ
ทางด้าน Volume+ มี 'พี่ยีราฟ' เปิดคอลัมน์ 'หนูเขียน' และ 'หนูวาด' รอรับผลงานอยู่ นอกจากนี้ก็เอาใจเด็กๆ ด้วย 'ตุ๊กตากระดาษ' เป็นแผ่นแทรกให้ได้ตัดเล่นกัน ซึ่งออกแบบโดยดีไซเนอร์จากห้องเสื้อดังๆ ทั้งนั้น
"ผมเชื่อว่าคนเราจะมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขารู้สึกว่าเขาเติบโตไปกับมัน เหมือนผมที่โตมากับลลนา ผมก็อยากให้วอลลุ่มเป็นหนังสือในใจของเด็กๆ ให้เขารู้สึกได้เติบโตไปกับวอลลุ่มเช่นกัน"
ได้ฟังเอกชยายอมรับเช่นนี้แล้ว หลายคนคงไม่แปลกใจหากจะได้กลิ่นอายแบบลลนาในสไตล์วอลลุ่ม
"นี่เป็นสิ่งที่เรารัก และเป็นรูปแบบที่เราคิดขึ้นมาจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่เคยติดตามงานของพวกเรามา ก็อยากจะให้ติดตามดูและเป็นแฟนหนังสืออุดหนุนหนังสือของเราต่อ เพราะหนังสือวอลลุ่มก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับคนอ่านจริงๆ"
ลูกน้ำ-สุคนธ์ ย้ำถึงงานชิ้นสำคัญครั้งนี้ ที่มีความหมายไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่น่าจะหมายถึงศักดิ์ศรีแห่งชีวิตและหัวใจของเขาและเพื่อนๆ ด้วย
กว่า 5 เดือนแห่งการเตรียมตัวเป็นเช่นใด ต้องถามเมกอัพอาร์ติสมือหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารคนนี้ ให้รู้เรื่องกันไปเลย!!
0 ถามถึงความตั้งใจก่อนว่ามีมาเนิ่นนานแค่ไหน
จริงๆ แล้วตอนที่เรามีปัญหากับ 'ที่เก่า' ที่ออกกันมา เราเองก็ไม่คิดจะทำหนังสือหรอก ไม่ได้คิด ไม่ได้เตรียมอะไรเล...ย (เน้นเสียง) จนกระทั่งหลังจากออกมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 แล้วก็ประมาณเดือนธันวาคมช่วงคริสมาสต์เราก็จะเจอกับเพื่อน ก็คุยกัน
แต่สิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้ลุกขึ้นมาทำหนังสือเล่มนี้ ก็คือ เวลาที่เดินไปเจอกับคนที่เราไม่รู้จักหลายๆ คนแล้วทุกคนก็จะเดินมาให้กำลังใจเรา บอกว่าเป็นแฟนหนังสือ 'ที่เคยอยู่' มา แล้วชอบ บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต้องเสียใจ ให้กำลังใจแล้วก็อยากให้ทำหนังสือ แล้วก็เป็นคนที่มีความสามารถทำอีกเถอะนิตยสารน่ะ ถ้าทำเขาก็จะตามมาเป็นลูกค้า คือเจออย่างนี้หลายคนมาก แล้วแต่ละคนเป็นคนที่เราไม่รู้จักเลย แต่เขารู้จักเรา ติดตามงานของเราอยู่ แล้วก็แม้กระทั่งคุณอ๊อด (อนณ พวงทับทิม) เขาเองก็จะเจอแบบนี้เหมือนกัน พอเรามาคุยกัน ก็พบว่าเป็นสิ่งที่เราไปเจอมาเหมือนกัน ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เรามาทำหนังสืออีกครั้ง
0 การทำนิตยสารเล่มหนึ่ง ไม่ใช่ง่ายเลย ยิ่งในยุคเศรษฐกิจนี้ด้วย หนักใจหรือไม่?
หนักใจมาก เพราะว่าพอเราตัดสินใจตอนนั้นปุ๊ป เรามีเวลาน้อยมาก พอศักราชใหม่วันที่ 4 มกราคม 2548 พี่ก็จัดการรับสมัครหาคนเลย มองหาที่ แล้วใช้เวลาในเดือนมกราคมทั้งหมดเตรียมงาน พนักงานและหาออฟฟิศก็มาได้ที่นี่ (64 สุขุมวิท ซอย 2) ก็แต่งออฟฟิศ 1 กุมภาพันธ์ เปิดเลย ซึ่งทุกอย่างรวดเร็วมาก โดยที่ตัวพี่เองก็ไม่ได้ตั้งตัวว่าจะทำเร็วขนาดนี้ แต่ทุกอย่างมันเป็นไปตามอัตโนมัติว่า พอคิดทำปุ๊ป ได้ชื่อหนังสือปุ๊ป ไอเดียต่างๆ มันก็จะออกกันมา จนถึงตอนนี้ มันก็เหมือนกับว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แล้วทุกคนก็ตั้งใจหมดเลย คือทุ่มเททั้ง กายทั้งใจที่มีอยู่ทั้งหมด
แต่จากการที่เราทุกคนมีประสบการณ์ในวงการนี้มายี่สิบกว่าปี มันก็ทำให้เรากดดันด้วย เพราะว่า หนังสือที่เราทำออกมานี่ ทุกคนกำลังจับตามอง เนื่องจากอยู่ในกระแสข่าวตลอดเวลา ฉะนั้นมันก็จะเป็นแรงกดดันให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราทำนี้ ไม่รู้ว่าจะถูกใจกับสิ่งที่คนเขาคาดหวังเอาไว้มั้ย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ก็คือสิ่งที่ทีมงานทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจทุ่มเทอย่างดีที่สุด แต่คิดว่าเล่มแรกนี้ มันก็ยังอาจจะไม่ได้ 100% เพราะว่าอย่างน้อยเราก็ต้องการคำติชมมากกว่า คำติมีอะไรบ้างเราจะได้แก้ไขปรับปรุงหนังสือให้มันดีขึ้น
แล้วเราคิดว่าการจะทำหนังสือสวยสักเล่มหนึ่ง ใครๆ ก็ทำได้ แต่ทำยังไง 'สวย' ด้วย แล้วก็มี 'สาระ' ที่ให้คนอ่านได้ด้วย แล้วทุกอย่างในหนังสือนี้ 'สัมผัสได้-ใช้ได้จริง' ตรงนี้เป็นสิ่งที่เรานึกถึงเป็นจุดใหญ่ของการทำหนังสือของวอลลุ่ม
0 ถ้าจะบอกว่าที่สุดของความมั่นใจก่อนตัดสินใจคืออะไร?
คือการได้ไปเจอคน มันก็เป็นแรงบันดาลใจอยู่แล้วที่ทำให้เราลุกขึ้นมาทำหนังสือ พอเราลุกขึ้นมาทำหนังสือ คือพวกพี่ไม่กลัวอยู่แล้วไงครับ ตัวพี่เอง ตัวคุณอ๊อด คุณตุ๊ (วีระพจน์) แล้วก็ต่อ-เอกชยา ทุกคนล้วนอยู่ในวงการหนังสือหมด ทุกคนเต็มที่ ฉะนั้นการทำหนังสือตรงนี้ไม่มีอุปสรรค
0 สำรวจตลาดก่อนมั้ย?
ไม่สำรวจเลย เพียงแต่สิ่งที่เราคิดเอาไว้ เราอยากทำ 'หนังสือที่แตกต่าง' จากหนังสือที่มีอยู่แล้วบนแผง เนื่องจากเราเป็นหนังสือน้องใหม่ ฉะนั้นพอเราทำเราก็อยากทำหนังสือที่แตกต่างไม่ว่าจะเป็นไซส์หนังสือ การนำเสนอ แล้วเนื้อหาสาระต่างๆ เราพยายามทำออกมานำเสนอให้แตกต่างจากเล่มอื่น
0 มองตลาดนิตยสารเมืองไทยว่ายังมีที่ให้สนุกอีกเยอะหรือ?
จริงๆ ถ้าพูดตรงๆ ตลาดของการทำนิตยสารตอนนี้มันเยอะมาก ตอนนี้ใครที่มีเงินก็ลุกขึ้นมาทำหนังสือหรือว่าบริษัทที่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ก็ลุกขึ้นมาทำหนังสือ มีหนังสือหัวนอกมาเยอะมาก
ฉะนั้นตลาดตรงนี้ ถ้าถามว่า-มันยังทำได้มั้ย พี่คิดว่า ถ้าเกิดคนที่อยากจะทำก็ 'ยังทำได้' อยู่ แต่ถามว่าหนังสือตอนนี้มันเยอะมั้ย มันล้นตลาดมาก หนังสือเก่าก็ยังอยู่ หนังสือใหม่ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้มันต้องวัดกันด้วยคุณภาพของหนังสือ เล่มไหนที่ดีก็อยู่ได้ แต่เล่มไหนที่ไม่มีอะไรให้อ่าน แล้วไม่มีโฆษณา หนังสือก็ต้องปิดตัวลง พี่คิดว่า เก่าๆ บางเล่มก็อาจจะมีบางเล่มที่ต้องปิดตัวไป แล้วมีหนังสือใหม่ขึ้นมาชดเชย
0 ทำไมต้อง 'วอลลุ่ม'?
สิ่งแรกที่เราคิดชื่อหนังสือ เราคิดว่าทำยังไงจะให้ชื่อเป็นสากล คือไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกชื่อนี้คนฟังก็รู้เลยว่าคืออะไร ฉะนั้น วอลลุ่มเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของคนทั่วโลก
ไม่ว่าคุณจะเปิดวิทยุคุณก็ต้องเปิดวอลลุ่มเสียง เปิดทีวีต้องการเพิ่มเสียงให้มันดังขึ้น คุณก็ต้องกดวอลลุ่ม ไม่ว่าคุณจะไปร้านทำผม ให้ช่างผมทำผมให้มีน้ำหนัก ก็คือ วอลลุ่มผมก็ต้องมีผมที่มีมากขึ้นหรือใช้แชมพูที่สระผมที่ทำให้ปริมาณของผมมีวอลลุ่มหนาขึ้น หรือเล่นหุ้นหรือทำธุรกิจก็ต้องการให้มูลค่าของหุ้นนั้นเพิ่มขึ้น หรือเสื้อผ้าการแต่งตัว การที่คุณดีไซน์ออกแบบให้มีวอลลุ่ม ก็คือการเพิ่มชั้นเพิ่มชิ้นให้ชุดมากขึ้น
ความหมายมันคือ โพสิทีฟ (positive = บวก, เพิ่ม) ตลอดเวลา มันคือการเพิ่มขึ้นตลอดเวลาของทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง ฉะนั้นมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่เราเอามาใช้ แล้วไปประเทศไหนๆ ทุกคนรู้หมด มันเป็นความสากล คุ้นเคย และอยู่ใกล้ตัวทุกคน เพียงแต่บางทีเราลืมนึกไป พอมาตั้งเป็นชื่อหนังสือปุ๊ป มันก็กลายป็นคำฮิตเป็นคำที่คนนึกออก
0 ในแง่ต้นแบบ 'วอลลุ่ม' กับ 'ลลนา' เกี่ยวข้องกันมากน้อยเพียงใด
จริงๆ ถ้าถามว่า เกี่ยวมั้ย เกี่ยว แต่ไม่ใช่เราไปลอกเขามา แต่ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ กับทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้นได้จบไปแล้ว เขาก็เป็นตำนานที่มีแต่คนกล่าวถึง ซึ่งทุกครั้งที่พูดถึงก็จะมีแต่ความสุขกับสิ่งที่เราได้สัมผัสในอรรถรสของหนังสือ แต่ทุกอย่างมันหายไปแล้ว วันนี้เรานำกลับมาแล้วมันก็เป็นสิ่งที่พี่เคยเสพหนังสือนี้ แล้วก็รักหนังสือมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือลลนา หนังสือยี่สิบเอ็ด ที่คุณศิเรมอร อุณหธูป เป็นบรรณาธิการ แล้วพี่ก็ประทับในงานของทุกคนที่ทำ มันเป็นอินสไพเรชั่น (inspiration = แรงบันดาลใจ) ฝังใจพี่มาตลอดตั้งเป็นเด็กเลย พี่อ่านหนังสือเหล่านี้มาตลอดเวลา แต่มันไม่มี วันนี้เป็นวันที่เราคิด มันก็เป็นสิ่งที่เรานำเอากลับมา ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ดี
0 โมเดิร์นไทยสไตล์ลูกน้ำเป็นอย่างไร?
คือการทำหนังสือที่ผ่านมา พี่เป็นคนที่ทำแฟชั่นในตำแหน่งบรรณาธิการแฟชั่นมาตลอดเพราะฉะนั้นพี่เป็นคนที่จับแนวทาง ตอนที่พี่ทำหนังสือเล่มเก่านี่พี่ก็พยายามสร้างสรรค์ให้ดูมีความสากลก็เลยเอานางแบบฝรั่งเข้ามาถ่ายแบบใช้ในคอลัมน์บิวตี้ (beauty) ต่างๆ แล้วจะมีนางแบบฝรั่งเยอะมาก จนแฟชั่นนี้ดูเหมือนทำมาจากเมืองนอกเป็นของเมืองนอก ดังนั้นหนังสือที่ทำแฟชั่นในเมืองไทยก็นำนางแบบนายแบบฝรั่งไปใช้ในหนังสือเขา กลายเป็นว่าหนังสือทุกเล่มทำเหมือนกันหมด อย่างหนังสือบางเล่มไม่เคยใช้นางแบบฝรั่งเลย ก็หันมาใช้ มันเลยเกิดความเหมือนกันไปเลย
พอเรามาทำหนังสือเอง เราก็อยากให้หนังสือเรา เป็นหนังสือหัวไทย ซึ่งทำออกมาแล้วลุคส์อินเตอร์เนชั่นแนล มีความเป็นไทยที่มีลักษณะออกมาคือ โมเดิร์นไทย ที่ว่าถ้าแฟชั่น เราจะใช้นางแบบนายแบบไทยหมดเลย หรือถ้าเป็นลูกครึ่งก็ต้องลูกครึ่งไทย หรือเป็นเอเชี่ยนลุคส์
นี่คือสิ่งที่เราต้องการนำเสนอให้แตกต่างจากหนังสือที่มีอยู่แล้ว เราต้องการตอกย้ำให้มันชัดเจนว่า เมื่อคุณเปิดหนังสือวอลลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใหสัมภาษณ์ หรือในคอลัมน์อะไรก็แล้ว เปิดมาแล้วคุณจะพบจะ คนหน้าตาไทยๆๆๆๆๆ (เสียงเหมือนไทๆๆๆ...ทานิก) หมดเลย
เมื่อวันหนึ่งเราเป็นหนังสือเราเด่นชัดแบบนี้ การนำเสนอแฟชั่น เราก็บรรยายแฟชั่นทุกเซ็ท หันมาใช้กลอนลักษณะต่างๆ สี่สุภาพ กลอนเปล่า เราจะนำมาใช้บรรยายในแต่ละภาพของแฟชั่น ให้อ่านแล้วมีเรื่องราวเหมือนเราสนับสนุนให้คนหันมาอ่านกลอน ซึ่งกลอนก็เป็นเอกลักษณ์ของไทย ไม่มีใครสนับสนุนหรือหยิบจับขึ้นมา เราก็ต้องการเน้นตรงนี้
เหมือนเป็นแรงผลักดันให้เด็กๆ หรือคนที่ได้อ่านนี่เกิดการรักบทกลอนขึ้นมา นี่ก็เหมือนกับการทำให้คนหันมาสัมผัสกับสิ่งที่เป็นไทย ฉะนั้นเมื่อเรานำเสนอรูปแบบอย่างนี้แล้ว วันหนึ่งเราถือหนังสือเล่มนี้เมืองนอก ฝรั่งเห็น-นี่หนังสือมาจากไหน ประเทศไทย ฉะนั้นสิ่งที่เขาเปิดมานี่ เขาคงไม่อยากเห็นฝรั่งน่ะนะ เพราะเขาเห็นอยู่แล้ว แต่นี่จะบอกได้ว่า ยูมาจากไทยแลนด์แบงคอก (bangkok) คนไทยหน้าตาแบบนี้เหรอ? ฉะนั้น พอเขาเปิดไปดู เขาก็จะได้รับสัมผัสว่านี่คือวิถีชีวิตคนไทย ผู้คน เซเรบริตี้ (cerebrity=คนดัง) คนไทยเป็นอย่างนี้ นางแบบดารานักร้องเป็นอย่างนี้
ทุกอย่างมันคือความเป็นไทย ซึ่งเราภูมิใจมากกว่าที่ฝรั่งได้เห็นเขาก็จะเข้าใจประเทศไทย ว่าประเทศไทยของยูไม่ใช่ขี่ช้าง ซึ่งเข้าใจผิดว่าประเทศไทยนี่ ยังขี่ช้างเดินป่าอยู่ ถูกมั้ย
สิ่งที่เรานำเสนอจึงเป็นความไทย มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่เป็นในลักษณะที่เป็นโมเดิร์น
0 เตรียมต้อนรับกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นด้วยหรือเปล่า?
ไม่ได้เกี่ยวกันเลย สิ่งที่เราคิดคือ เราคิดอยากจะทำเอง เราไม่ได้สนใจกรุงเทพฯ เมืองแฟช่งเมืองแฟชั่นอะไร แต่เราต้องการนำเสนออย่างนี้
อย่างกลอน เราก็ให้เด็กๆ ในกองบรรณาธิการจากที่เรียนมาก็ได้ฝึกความสามารถอีก ในอนาคตเราก็จะมีการเชิญนักศึกษาที่เรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ หรือคณะต่างๆ วิชาเอกภาษาไทยให้เขาได้มีที่มาฝึก เป็นอีกสนามหนึ่งเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้มาฝึกไม่ว่าจะเรื่องการขีดเขียน การทำแฟชั่น สไตลิสต์การถ่ายภาพ
อย่างแฟชั่นทั้งหมด เราทำเอง 'อินเฮาส์' หมด ช่างภาพเราเป็นอินเฮาส์หมด ไม่ใช้ช่างภาพนอก แฟชั่นใช้ทีมของคนภายในหมด ไม่มีการใช้ช่างภาพ สไตลิสต์นอก เพราะเราต้องการให้หนังสือเรามีเอกลักษณ์ แม้ว่างานออกมาอาจจะยังไม่ดีเทียบเท่ากับสไตลิสต์มืออาชีพ แต่เราก็ต้องการสร้างให้เด็กทุกคนมีโอกาส
0 มองว่าทุกวันนี้มีมืออาชีพ แต่ไม่มีการสร้างคนรุ่นใหม่หรือเปล่า
ถามว่าตอนนี้สไตลิลส์มีมากมั้ย ก็ไม่มาก ที่มีอยู่แล้วก็เก่ง แต่ก็ไม่มีเด็กรุ่นใหม่ที่ได้มีสนามที่เขาจะฝึกจะทำ ช่างภาพที่มีอยู่ต่างก็มีลูกค้าของตัวเอง มีหนังสือของกลุ่มตัวเองทำงานกันอยู่แล้ว ฉะนั้นสไตลิสต์ใหม่ๆ ช่างภาพใหม่ๆ ช่างแต่งหน้า หรือช่างทำผม หรือนางแบบมันมีเยอะ ตรงนี้เราจะเปิดกว้าง แล้วเราก็จะเปิดกว้างให้เด็กรุ่นใหม่มาทำงานกันทุกคน นี่เป็นนโยบายซึ่งแตกต่าง
0 ระดับความเซ็กซี่ในสไตล์ลูกน้ำจะได้เห็นในเล่มนี้มั้ย
ต้องเห็นแน่นอน คือพี่ยังต้องทำอยู่เพราะพี่ถือว่าตรงนี้ ความเซ็กซี่เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง สิ่งที่เราจะนำเสนอความเซ็กซี่ นี่ เราก็มีลิมิตมีขีดจำกัดความเซ็กซี่เหมือนกัน
เพราะอะไรเราอยากทำวอลลุ่ม X เพราะเราต้องการจัดเรทติ้งให้กับคนอ่าน ว่าเราทำหนังสือเรทเซ็กซี่อย่างนี้ แต่หนังสือเล่มนี้มันเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สามารถอ่านแล้วเก็บไว้ที่ออฟฟิศ ห้องนอน ก็ได้โดยไม่ให้ลูกเห็นหรือวางในห้องรับแขกก็ได้
ตรงนี้เราจัดเรทติ้งให้กับหนังสือเราเรียบร้อย ฉะนั้น หากคุณระเบียบรัตน์จะลุกขึ้นมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ขัดต่อศีลธรรม ไม่ส่งเสริมไม่ให้ความร่วมมือ เราก็ทำเสียเลย ด้วยการแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งเล่มไง ซึ่งคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราคิดถูกตรงนี้ ซึ่งยังไม่มีหนังสือเล่มไหนทำ
0 นี่เหมือนกับรอตอบคำถามคุณระเบียบรัตน์ไว้เรียบร้อย
ไม่ใช่รอเพื่อจะตอบคำถาม แต่การที่คุณระเบียบรัตน์ลุกขึ้นมาจัดระเบียบสังคมหรือทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็เป็นส่วนดี ในความคิดเห็นของพี่ อย่างน้อยก็ทำให้มันมีกฏหรือมีคนที่คอยควบคุมดูแลอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแยกแยะว่าอันไหนคือศิลปะหรืออนาจาร
เพราะฉะนั้นภาพที่เรานำเสนอ ถ้าเราไม่นำเสนอเกินสิ่งที่เขามีกฏเอาไว้ว่าภาพเซ็กซี่ ก็คือศิลปะอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคนคิดมองเป็นอย่างอื่นมันก็เป็นอย่างอื่น มันอยู่ที่การมองและการคิดว่าตรงนี้คืออะไร
0 วอลลุ่มนอกจากทำหนังสือ มีมูลนิธิแล้วยังมีอะไรอีก
จริงๆ งานออแกไนเซอร์ (organizer = จัดงาน) เราเพิ่งจะมาคิด แต่จริงๆ แล้วตอนที่เราจดบริษัททำหนังสือ เราก็จดทุกๆ อย่างที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องไปด้วย การที่ทำงานนี้ เราไม่ได้ลุกขึ้นเพื่อจะมาทำงานนี้เป็นงานหลัก แต่เราทำเป็นงานรองซึ่งเราคิดว่าเรามีพาวเวอร์มีคอนเนกชั่นที่เราสามารถจะทำได้ ซึ่งเรามีกลุ่มลูกค้าซึ่งแฮปปี้ที่จะให้เราทำ
อย่างพี่อยู่ในวงการ พี่ก็จะรู้จักนางแบบ ช่างแต่งหน้าทำผมร้านเสื้อ มันก็เป็นคอนเนกชั่นเรา อย่างคุณอ๊อดก็จะมีกลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นลูกค้าบริษัทต่างๆ เยอะแยะ ซึ่งเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถ เพราะฉะนั้น พอมีงานขึ้นมา เขาก็อยากให้เราทำ เราก็สามารถทำได้ เพราะเราคลุกคลีงานกับพวกนี้อยู่แล้ว รู้จักทีมออแกไนเซอร์จัดแสงเสียงคนทำเวที สไตลิสต์ เรารู้จักหมด เราก็สามารถฟอร์มทีมขึ้นมารับงานแล้วจัดคอนเสปต์ขึ้นมาได้แล้วเรียกกลุ่มย่อยมารับงานอีกทีหนึ่ง ซึ่งเราก็ทำ ถ้ามีงานมาเราก็ทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่เล็กเราก็รับหมด
0 งานด้านการแต่งหน้าล่ะยังรับอยู่มั้ย
พี่พูดตรงๆ ว่าบทบาทนี้จะลดน้อยลง คือถามว่างานแต่งหน้าของพี่นี่ มีมั้ยก็ยังมีอยู่ ลูกค้าที่ยังอยากให้พี่แต่งหน้าให้อยู่ก็ยังมี เจ้าสาวก็ยังมี แฟชั่นโชว์ก็ยังมี แต่มันจะน้อยลง เพราะบทบาทพี่มาอยู่ตรงนี้ พี่ก็ต้องทำธุรกิจตรงนี้มากขึ้น บทบาทก็ต้องลดน้อยลง เพราะในหนังสือพี่ก็ต้องมีงานที่พี่จะต้องทำเองด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพี่ก็จะมีงานให้แฟนๆ ของพี่ได้เห็นผลงานของพี่เห็นในวอลลุ่มอยู่ แล้วเราก็ยังเรียกใช้ช่างแต่งหน้าทำผมฟรีแลนซ์ทุกคนอยู่ มาร่วมงานกับเราอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นงานของพี่ก็ยังปรากฏอยู่ในหนังสือ ก็ยังไม่ได้ห่างหายไปไหนแน่นอน
0 ตกลงว่างานนี้มีกี่หุ้นและควักกระเป๋าคนละกี่ล้าน
จริงๆ มีทั้งหมด 7 คนแต่เรา 3 คน (สุคนธ์-อนณ-วีระพจน์) หุ้นใหญ่ ส่วนตัวเลขอย่าพูดเลยดีกว่า แต่ขอบอกนิดหนึ่งนะว่า หนังสือวอลลุ่มเล่มนี้ ลงทุนด้วยเงินของตัวเอง ล้วนๆ ไม่มีใครเป็นนายทุน ไม่ว่าจะเป็นไฮโซ คนใด หรือที่เคยมีข่าวออกไปว่ามีนายทุนเป็นไฮโซคนนั้นคนนี้ ขอบอกตรงนี้เลยว่า-ไม่จริง ไม่มีใครเป็นนายทุนเลย เราทำงานด้วยเงินของพวกเราเองทั้งหมด
0 กับ 'ที่เดิม' ตอนนี้..
(ตอบอย่างรวดเร็ว) จบฮ่ะ ทุกอย่างจบแล้ว เราพูดเฉพาะสิ่งใหม่ เรื่องนั้นไม่พูดแล้ว จบ พูดถึงสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นดีกว่าใช่มั้ยฮะ เราไปพูดเรื่องนั้นก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าพูดเรื่องมันก็จะไม่จบ แล้วก็ไม่อยากพูดถึงแล้วด้วย ตอนนี้เราทำงานเรามีธุรกิจของเราแล้ว เราพูดในเรื่องธุรกิจของเราดีกว่า
0 ในแง่มูลนิธิเองก็เข้าใจตรงกันหมด
ทุกคนทำบุญหมดมีใจทำบุญแรงกล้า คือพอพูดถึงเรื่องการทำมูลนิธิไม่มีใครขัด ทุกคนอยากทำอยู่แล้ว มูลนิธิก็ควักเงินเองเลยสามคนลงเลยเป็นมูลนิธิ เราตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะไปช่วยเหลือสังคม ฉะนั้นจะเห็นว่า การเปิดตัวหนังสือของเราจึงเปิดตัวด้วยการทำบุญ เพราะเราคิดว่าการที่เราจะไปจัดงานแล้วหมดเงินไปกับความฟุ่มเฟือยมันก็ไม่ได้อะไร เรามอบส่วนตรงนี้ให้กับสังคมซึ่งต้องการความช่วยเหลือดีกว่า แล้วมูลนิธิเราจะช่วยเหลือไปตลอด กี่เปอร์เซ็นตอนนี้ยังไม่ได้กำหนด
0 การทำงานหนังสือของพี่ลูกน้ำแต่ละเล่มคือเริ่มจากเพื่อนทั้งสิ้น เล่มนี้มีความพิเศษกว่าที่ผ่านมายังไงบ้าง
พี่ถือว่าครั้งนี้อาจจะเป็นการทำหนังสือที่พี่มีส่วนการเป็นเจ้าของมากที่สุดจากการทำหนังสือที่ผ่านๆ มา จากที่ผ่านๆ มาคือการเป็นลูกจ้างเขากินแค่เงินเดือน แล้วจากนั้น เราก็มาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งอาจจะเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มาก แต่ ณ วันนี้เราก็มาทำเป็นเจ้าของหนังสือ ถึงเราไม่ได้เป็นเจ้าของคนเดียว แต่เราก็เป็นเจ้าของที่มีมูลค่าหุ้นวอลลุ่มของเราเยอะ ตรงนี้มันก็คือธุรกิจของเราอย่างเต็มที่แล้ว
และเรากับเพื่อนๆ ที่มาทำ ก็ถือว่า ทุกคนก็เท่ากัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ถือว่าเป็นการทำหนังสือที่น่าจะเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุดที่เราได้ทำตรงนี้แล้วเพราะว่าตรงนี้เราสามารถที่จะคิดตัดสินใจหรือในการจะทำอะไรด้วยตัวเราเองได้
0 แล้วตอนนี้คติในการทำงานของลูกน้ำเป็นอย่างไร
คติในการทำงาน ตายแล้ว...ช่วยหน่อยอ๊อด ถามว่าคติของลูกน้ำในการทำงานคืออะไร? (คิดพักหนึ่ง) ก็คือ 'ทันสมัย ใหม่เสมอ' (ก่อนสรุปพร้อมๆ กับอนณจนจบว่า) 'ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ซ้ำซากจำเจอยู่กับอดีต'
ทุกอย่างมุ่งไปข้างหน้า!!

ตามรอย 'วิษณุฉัตร' คนถอดความ 'เด็กเก็บว่าว'

สัมภาษณ์พิเศษ /อิสรีอิน คัดลอกจาก นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์
ตามรอย 'วิษณุฉัตร' คนถอดความ 'เด็กเก็บว่าว'กว่าจะกลับมาเป็น 'ลูกไม้ใกล้ต้น' ของ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ หรือ 'พนมเทียน' อีกครั้ง เวลาก็ผ่านไปนานเกือบยี่สิบปี แต่ดูเหมือนว่าเวลาไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก สำหรับนักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ เจ้าของนามปากกา ผาด พาสิกรณ์ ที่หลายคนเริ่มติดใจในฝีไม้ลายมือการเขียนและคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เขาบัญญัติขึ้นไว้ใช้เองเพราะทันทีที่เขาลงมือจับปากกาเขียนหนังสือเป็นจริงเป็นจัง เพียง 2 ปีที่กลับจากอเมริกามาอยู่เมืองไทย เขามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 เล่มแล้ว เป็นนวนิยาย 2 เล่ม คือ 'ณ กาลครั้งหนึ่ง' และ 'ฝันที่แยกราชประสงค์' รวมเรื่องสั้น 1 เล่ม คือ 'สำเนียงของเวลา' และงานแปลอีก 1 เล่มในชื่อ 'เด็กเก็บว่าว' เป็นผลงานล่าสุด ซึ่งใช้ชื่อจริง-เป็นครั้งแรก
ในส่วนของเรื่องสั้นนั้น เข้าตานักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่ง อย่าง ชาติ กอบจิตติ เข้าอย่างจัง ชื่นชอบมากถึงกับชักชวนมาร่วมวงพูดคุยเมื่อครั้งเปิดตัวหนังสือของตัวเองในชื่อ 'บริการรับนวดหน้า' อีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน พร้อมลั่นวาจาการันตีให้ด้วยว่า
"เขาเขียนหนังสือดี ไม่ใช่ว่าเป็นลูกพนมเทียนแล้วเขียนหนังสือดี-ไม่ใช่ กูยืนยัน!!" สามพยางค์สุดท้ายคงชัดเจนเป็นอย่างดี
สำหรับงานแปลเรื่องแรกในชีวิตของเขา ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แม้ว่าบรรยากาศในวันเปิดตัวหนังสือจะแย่สุดๆ ไม่น่าประทับใจนักก็ตาม แต่ 'หนังสือดีก็ย่อมจะมีคุณค่าในตัวของมันเอง'
ที่สุด 'เด็กเก็บว่าว' ที่เขาถอดความจาก The Kite Runner ของ ฮาเหล็ด โฮเซนี่ ก็เข้าตากระแทกใจคนอ่านอย่างฉันเข้าอย่างจังทีเดียว ถึงขั้น 'วางไม่ลง' และขอตามล่าหาตัว 'คนถอดความ' มาคุยถึงผลงานที่ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของ New York Time's Paperback BestSeller List มาอย่างน้อย 50 สัปดาห์ว่าเป็นเช่นใด โดยมีเรื่องย่อเล็กๆ ที่เขาทิ้งท้ายไว้นำทาง
"เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ทำ 'บางสิ่ง' ไว้กับเด็กคนหนึ่ง และอยากจะกลับไปแก้ไข โดยมีสงครามในกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เป็นฉากหลัง"
อีกทั้งยังมีเรื่องค้างคาใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครของเรื่องที่เป็น 'นักเขียน' ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายในเรื่อง ตลอดจนสงครามอันน่าปวดร้าว โลกมุสลิมที่น่าศึกษา ฯลฯ ด้วยประเด็นที่มิอาจคุยกับใครได้นอกจาก 'คนถอดความ'
หลังจากนัดพบกันที่บ้านหลังใหม่ย่านรามอินทราที่เขาเพิ่งย้ายเข้าไปนั่นเอง จึงได้คำตอบว่า การทำงานกว่าจะเสร็จสิ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
พอเสร็จสิ้นถึงกับออกอาการ 'เข็ด' เล็กน้อย เพราะนึกไม่ถึงว่าจะต้องทิ้งงานเขียนของตัวเองไปเลย แล้วทุ่มกับงานแปลอย่างเดียว เสียงหัวเราะดังเป็นชุดๆ ที่ได้ยินจากคนที่เพิ่งหายไข้ในบ่ายนั้น ยืนยันชัดเจนว่าโล่งใจจริงๆ
ในบ่ายนั้น-จึงไม่แค่คุยกันแต่หนังสือเท่านั้น แต่ยังดิ่งลึกเข้าไปถึงความเป็นตัวตนของเขาอีกด้วย ครั้งนี้ได้รู้จักอีกชื่อหนึ่งที่ครอบครัวเรียกกันก็คือ 'Natty' นั่นเอง ซึ่งเขาก็แทนตัวระหว่างคุยกันอย่างเป็นกันเองว่า 'นัท' ด้วย ขณะที่คนสัมภาษณ์คุ้นกับชื่อนามปากกามากกว่า-เช่นเดียวกับแฟนหนังสือของเขา
และถ้าจะให้นิยามงานแปลเล่มนี้กันสักเล็กน้อย โดยยึดปฏิกิริยาอารมณ์และอาการตอนอ่านของคนถอดความแล้วล่ะก็ น่าจะบอกได้ว่า
"อ่านแล้วไม่เขวี้ยงทิ้ง (แล้วไปเก็บมาอ่านใหม่ด้วยความตั้งใจ) ไม่ใช่-เด็กเก็บว่าว"
เพราะอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ 'วางไม่ลง' จริงๆ และตอนนี้ ที่ห้องทำงานใหม่ในบ้านหลังใหม่ริมคลองหลังนั้น อาจจะมีชั้นหนังสือที่จัดไว้เฉพาะหนังสือแนวนี้ไว้แล้ว-ก็เป็นได้!!
ถึงตรงนี้แล้ว ไม่ว่าจะรู้จักเขาในชื่อใด หรือติดใจผลงานเล่มไหน-ได้เวลารู้จักเขาอีกครั้งหนึ่งแล้ว!!
0 จากอ่าน 2 วัน กะว่าแปล 7 วันก็เสร็จแล้ว แต่ทำไมไปๆ มาๆ กลายเป็นสามเดือน จนหนวดเคราออกเลย
(หัวเราะ) โอโห...มันยากนะ จากตอนแรกเราอ่าน เราเข้าใจนะ แต่พอจะไปแปลสิ่งที่เราเข้าใจ ปรากฏว่าเราเข้าใจเผินๆ พอต้องมาแปลแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ได้นะ มันต้องให้ชัดกว่านี้นะ อีกอย่างหนึ่งคือพระเอกในเรื่องคือ อาเมียร์นี่ เขาเป็นนักเขียน แล้วเขาชอบใช้อุปมาอุปไมยด้วย ก็ถามคุณแม่ปรึกษาคุณพ่อบ้าง ติดต่อผู้เขียน ใช้ทุกทางเลย
0 ประเมินว่า The Kite Runner ดังจากอะไร
มันเป็นเรื่องของปากต่อปากซะมากว่า เหตุผลที่คนบอกต่อ นัทคิดว่ามันอยู่ที่ช่วงวินาทีๆ นั้น คือจริงๆ แล้วอย่างแรก เรื่องนี้สำหรับคนอเมริกันนี่ ถือว่ามันเป็นเรื่องของคนต่างชาติ ซึ่งอเมริกันเขาจะใจแคบ จะไม่ชอบเรื่องอะไรที่เป็นของต่างชาติมากนัก อีกอย่างเรื่องนี้นักเขียนหยิบยกสิ่งที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวมา คือมันเหมือนกับวินาทีนั้น ซึ่งทำให้เรามาเป็นคนๆ นี้ แล้วบางทีเราตัดสินใจผิดอะไรลงไปนี่ เหมือนกับว่าเราก็ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต คล้ายๆ อย่างนั้น แล้วเขาหยิบอันนั้นมาเล่น ก็เหมือนกับที่พอเปิดมาหน้าแรกเขาถามคนอ่านเลยว่า เหมือนกับจะมีโอกาสได้กลับไปนี่ จะทำมั้ย?
0 นอกจากคำถามโดนแล้ว แนวเรื่องที่มีสงครามเป็นฉากหลังล่ะ มีส่วนกระตุ้นความสนใจให้ดังมั้ย
อย่างในเรื่องเขาก็บอกเหมือนกันว่าแต่ก่อนประเทศของเขาไม่มีใครรู้จักเลย แต่ทีนี้อยู่ๆ พอเวิลด์เทรดล้มลงมา เขาจะไปบอมบ์อัฟกานิสถาน ได้ยินทุกคนพูดถึงอัฟกานิสถานขึ้นมา ก็กลายเป็นถิ่นที่คนอเมริกันรู้จักขึ้นมา มีลูกมีหลานไปรบอยู่นั่น
ซึ่งตั้งแต่เราเติบโตมานี่ ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่นั่นเขามีชีวิตยังไง มีการเล่นว่าว ไม่เคยเห็น นึกหน้าตาเด็กๆ ที่นั่นก็ไม่ออกว่าเป็นยังไง ตอนแรกนัทยังนึกว่าเป็นแขก แบบอินเดียน่ะ แต่พอไปดูรูปแล้วไม่ใช่นะ ออกแขกขาว แล้วตาเป็นสีเขียวจริงๆ คือถ้าเป็นผู้หญิงก็สวยเลยนะ แล้วพวกฮาซาราก็เพิ่งไปเห็นในอินเทอร์เน็ต ก็อย่างที่เขาอธิบายไว้เลย กลมๆ แล้วมีคางเป็นก้อนออกมา ตาเล็กๆ เป็นพวกมองโกล แล้วมันไม่ผสมด้วย ไปๆ มาๆ มันอยู่ในไลน์ของมันเลย เขาก็ไม่ได้มามิกซ์กัน
0 มีการแข่งชนชั้นและเชื้อชาติที่โหดร้ายมาก
นัทคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้น คือ 'การสิ้นชาติ' พออ่านแล้วจะรู้สึกมากกว่าการแบ่งชนชั้นหลายเท่าเลย เพราะว่าอย่างอาเมียร์กับบั๊บบา เราเห็นชีวิตเขามา เขาก็เล่ามา 7-8 บท เรารู้ว่าการเป็นอยู่เขาเป็นยังไง แต่อยู่ๆ ก็ต้องไปอยู่อเมริกา บั๊บบาก็ต้องไปทำปั๊มน้ำมัน เรานึกภาพว่า เอาภาพเรากับพ่อเราไปเสียบตรงนั้น อยู่ๆ พ่อเราต้องไปซ่อมรถ ต้องไปเติมน้ำมันให้คน ซึ่งถามว่ามันเกิดขึ้นได้มั้ย ถ้าเกิดชาติมันล่มสลาย มันก็เกิดขึ้นได้ แล้วมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่พอสมควร
0 มีสิ่งหนึ่งที่ฮาเหล็ดพูดถึงอเมริกา อังกฤษ อิสราเอลแล้ว เขาก็หันกลับมาอัดประเทศของเขาเองด้วยว่า ถ้าคนอัฟกันพูดอะไรให้หารสอง
ใช่ๆ ว่าค่อนข้างขี้โม้ เรื่องนี้นัทว่าในที่สุดแล้ว มันเป็นทริกที่ดีนะ ถ้ามองในแง่นักเขียน คือจะเห็นได้ชัดเลยว่า ฮาเหล็ดเขาเขียนให้ฝรั่งอ่าน เพราะฉะนั้นแล้ว การอธิบายต่างๆ เขาจะค่อนข้างอธิบายละเอียด เขาจะอธิบายว่า กลิ่นของอากาศมันเป็นยังไง อาหารมันคืออะไร คือเขาอธิบายให้ฝรั่งที่ไม่เคยเห็นอัฟกานิสถานอ่านแล้วเข้าใจ
เพราะฉะนั้น มันก็เหมือนอีกมุมมองหนึ่งว่า ถ้าเกิดคนไทยอยากจะเขียนให้เรื่องมันเป็นอินเตอร์ อาจจะต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าบางทีถ้าเราพูดถึงสวนจตุจักร แต่ถ้าเราพูดให้แค่คนไทยอ่านไม่ได้ ต้องอธิบายให้ละเอียดเลย ซึ่งฮาเหล็ดจะใช้วิธีเขียนอย่างนี้เยอะ มันจะออกไปในรูปเปิดฉากปั้งออกมา แล้วอธิบายว่านี่คืออะไรๆ ออกมาก่อน แล้วก่อนที่จะอินเตอร์แอ็คชั่นของตัวละครมันคืออะไร
0 คำพูดที่ว่า 'ยังมีหนทางคืนกลับมาดีได้อีกครั้งนะ' คนแปลเองมองเรื่องที่ว่า 'ดี' ยังไงบ้าง
คำกล่าวนั้นก็น่ากลัวนะ เพราะว่ามันไม่ได้บอกว่า กลับมาเป็น 'คนดี' ได้อีกครั้งนะ แต่มันบอกว่ามัน 'กลับมาดี' ได้อีกครั้งในภาษาอังกฤษ คือมันระบุถึง 'เหตุการณ์' ไม่ได้ระบุถึง 'คน'
คือในที่สุดเขาก็ได้ไถ่บาปในสิ่งที่เขาพร่องไป สิ่งที่ทำให้มันหลอกหลอนเขาตลอดมา ตอนราฮีมถามรู้ตลอดเวลามันไปไหนไม่รอดหรอก ไปไหนก็คิดตลอดกับประเด็นตรงนี้ ในที่สุดก็กลับมาตรงนี้สิ ทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
0 มีความเห็นยังไงกับวิธีการเขียนของฮาเหล็ดที่ดูเหมือนชอบแกล้งตัวละคร-คนดูที่ไม่ยอมให้จบเรื่องสักที
เหมือนกับว่ามันไม่มีคำตอบให้กับทุกสิ่งทุกอย่างว่าเขาก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่ว่าในที่สุดเขาพยายามจะให้เหมือนชีวิตจริงที่สุด คือบางทีเราทำดีที่สุดแล้วนี่ มันก็ไม่ใช่ว่าออกมาแล้ว โอ้..ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนดีใจกันหมด บางทีมันก็ออกมาครึ่งๆ กลางๆ แต่เขาก็ยังได้ทำ
0 จากตอนอ่านมาถึงตอนแปลนี่เป็นยังไงบ้าง
ตอนอ่านนี่ นัทจำได้ว่าขว้างหนังสือทิ้งไปสองสามครั้งได้มั้ง ตะโกนลั่นบ้านเลย "แม่งอะไรวะ" (เสียงดัง) แล้วอ่านต่อไม่ได้นะ คือเราถูกเลี้ยงมา คือต้องรักเพื่อนนะ คือเราไปลุยกับเพื่อนมาแต่นี่ มันยังไงก็ไม่รู้ ผู้ชายแปลก ตอนแรกอ่านนึกว่ามันเป็นเกย์มาตั้งนาน (หัวเราะ) อ่านแล้วก็เห็นภาพชัด แล้วปีหน้าเขาทำหนังแล้วนะ
เรื่องเขวี้ยงหนังสือทิ้งนี่เป็นอย่างนี้ คือใจหนึ่งที่คิดว่ามันแปลกก็คือว่า มันเหมือนเรื่องปกติเวลาถ้าใช้ 'ผม' เล่า ส่วนใหญ่จะเป็น 'ผม-ผู้ดู' อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ แล้วมีพระเอกมีผู้ร้ายแล้วผมก็เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คือตัว 'ผม' -จะไม่ค่อยรีแอ็คเท่าไหร่ แต่นี่มันเหมือนกับ 'ผม' -เป็นตัวอิจฉาเลย แล้วก็เล่าผ่านตัวอิจฉาออกไป คราวนี้ด้วยความที่เราถูกเลี้ยงถูกสอนมาให้รักเพื่อน ถ้าเพื่อนช่วยเรา เราช่วยเพื่อน พอเห็นอย่างนี้แล้ว เหมือนกับ 'อะไรวะ' มันทนไม่ได้แล้วก็ขว้างหนังสือน่ะ (หัวเราะ)
0 เมื่อก่อนเคยเป็นมั้ย การเขวี้ยงหนังสือแบบนี้
ไม่มี ถ้าไม่ชอบก็วาง จะเฉยๆ ไอ้นี่เขาเรียกอะไรนะ รู้สึกเหมือนกันว่าพอขว้างไปแล้ว นัทก็รู้สึกเหมือนกันว่า เออ...มันคงต้องมีอะไรสักอย่าง ซึ่งมันเรียกความรู้สึกได้ขนาดนี้
0 ในฐานะที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน ดูกลวิธีการเขียนเขา ทึ่งมั้ย
สำหรับเรื่องแรกของเขาถือว่าทึ่งทีเดียวสำหรับนักเขียนคนนี้ เพราะเวลาเขาเล่าอะไรไปจบไปฉากหนึ่งแล้ว เขาก็ปล่อยอะไรให้เราต้องตามออกไปอีก แล้วบางทีบทต่อไปนี่ไม่ได้ต่อจากบทนี้เลย มันข้ามไปไหนก็ไม่รู้ มันเหมือนกับมีอิสระในการหยิบยกอะไรก็ได้มาเล่า
0 แปลเรื่อง 'เด็กเก็บว่าว' แล้วนี่ ตัวคนถอดความนี่มีอะไรเกี่ยวกับว่าวๆ มั้ย
(หัวเราะ) จริงๆ นัทสาบานได้ว่า ตั้งแต่เกิดมา ชักว่าวยังไม่เคยขึ้นฟ้าเลยนะ นัทไม่เคยเอาว่าวขึ้นไปลอยได้เลย เรื่องว่าวๆ ไปๆ มาๆ ต้องไปถามคุณพ่อทั้งหมด เพราะนัทไม่รู้เลยว่าเขาเรียกว่าป่านคม แล้วเขาจะมีทริกของเขาว่าเหินแล้วดิ่ง อันนั้นมาจากพ่อทั้งหมด เพราะว่านัทไม่เคยเล่น จนถึงตอนนี้ก็ยังชักไม่เป็น เพราะไม่เคยมีที่ที่จะออกไปวิ่งอะไรกับเขาได้
0 ระหว่างที่แปลไปนี่ นึกเปรียบเทียบบ้างมั้ยในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชาย
มีครับ พ่อค่อนข้างน่ากลัว อาเมียร์กับบั๊บบาก็ประมาณนั้น นัทว่า มันเป็นคล้ายๆ เหมือนกับลูกชายทุกคน คือเขาจะมีความรู้สึกอย่างนี้กับพ่อ อย่างเวลาดูเพื่อน ๆ ก็เหมือนกันเขากับพ่อจะมีปัญหากัน คือความคาดหวังเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องใหญ่ ๆ น่าจะเป็นเรื่องความเป็นพ่อมากกว่า คือ พ่อของทางเอเชียนี่ จะเป็นพ่อที่เราต้องเทิดทูน เวลาเราโตแล้วไปอยู่ที่โน่นนานๆ เราเห็นพ่อฝรั่งเขาตบหัวตบไหล่เล่นกันเหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่พ่อทางเอเชียจะเป็นปูชนียบุคคล พอวัยลูกโตขึ้นมา พ่อก็เปิดนิดหน่อย
0 ตัวละคร-คนแปลเป็นนักเขียนเหมือนกัน น่าจะทำให้ทำงานง่ายขึ้น
ไม่เลย (ตอนทันที) การที่ตัวละครเป็นนักเขียนจะทำให้งานหนักไปนิดหนึ่ง เพราะตัวละครมันจะชอบเล่นคำ แล้วชอบใช้สำนวนสำเร็จ ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเกิดเป็นนักเขียนเกี่ยวกับวรรณศิลป์ที่โน่นนี่ ครูเขาจะด่านักด่าหนาว่าอย่าใช้สำนวนสำเร็จอะไรพวกนี้ แต่เรื่องนี้มันเจาะจงใช้เลย พอมีโอกาสปุ๊บมันก็หยิบสำนวนสำเร็จมาเสียบปั้งๆ ๆ ลงไป แล้วเวลาเสียบลงไปทีไร มันก็จะเล่าให้ฟังด้วยว่า มันตั้งใจเสียบลงไปนะ เพราะเหตุผลอย่างนี้ๆ
แต่สำนวนสำเร็จ มันก็เหมือนอุปมาอุปไมยอย่างหนึ่งคือ บางทีเราแปลออกมาตรงๆ ไม่ได้ เราต้องมาชั่งเอา ยกตัวอย่างสำนวนสำเร็จอะไรดี อือ...'เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส' นี่คือคำอะไรก็ตามที่มันมาตามยุค แล้วก็เป็นประโยคสำเร็จ ซึ่งใครคนหนึ่งพูดมาแล้วมันก็ติดปาก แล้วพอคนพูดแล้ว ความหมายมันเลือน มันกร่อนไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดว่าเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส แต่ว่าความหมายจริงๆ ของมันเหมือนกับว่า คนแทบจะไม่คิดถึงความหมายของมันเลย แต่ก็พูดออกมาลอยๆ ซึ่งโดยตามหลักแล้ว นักเขียนเขาจะไม่ใช้ เขาห้ามใช้กัน แต่คนนี้ใช้ตลอดเวลา
0 หลังจากอ่านเรื่องเด็กเก็บว่าว ซึ่งมีสงครามเป็นฉากหลังนี่ มีไอเดียหยิบจับฉากอย่างนั้นมาสร้างสรรค์งานเขียนตัวเองบ้างมั้ย
ไม่มีครับ (ตอบเสียงเข้มแล้วก็หัวเราะตาม) รู้สึกว่าของพวกนี้เรียกว่ามันต้องสัมผัสนะ มันถึงจะเขียนได้อย่างนั้น เพราะว่ามากกว่าความที่เป็นสงครามเฉยๆ แต่มันมีความสะเทือนใจของสงครามที่มันเขียนยากมาก อย่างของฮาเหล็ดนี่เขาฝังใจเลย เพราะฉะนั้น ตรงนั้นที่เขามี เราไม่มี แนวเรื่องของนัทก็เป็นเรื่องเล็กๆ รอบตัวมาเล่ามากกว่า เพราะมันถนัดอย่างนั้น
0 ถามถึงชีวิตนักเขียนบ้าง เป็นนักเดินทางหรือเปล่า
เป็น เดินอยู่ที่ซ้ำๆ กันนี่แหละ (หัวเราะ)
0 ได้ยินมาว่าเป็นนักเดินทางที่มักจะหลงทาง
หลงทาง คือนัทจะไปถ้าเกิดออกไปต่างจังหวัด ไปได้ แต่ถ้าให้นัทเข้าไปในเมืองนี่ จะเข้าไม่ค่อยได้ บางทีมันเลี้ยวซ้ายขวาผิดเวลามันหายไปสองชั่วโมงเลยนะ คือไปไหนก็ได้อย่าให้มันเป็นถนนรถติด ขับรถไปไหนไม่ได้เลย
คือเรื่องหลงนี่มันเรื่องหนึ่ง แต่ทนไม่ได้ที่ไปนั่งติดในรถ นัทเคยเห็นนะฮะ แม่ค้าที่เดินหาบถั่วต้มเดินแข่งกับรถ ภาพนี้จริงๆ เคยเห็นสูสีกันอยางนี้ ตั้งแต่พัฒนาการจนถึงเดอะมอลล์สามสี่ ไปถึงราม จากแยกพัฒนาการ อยู่อย่างนี้ นัททนไม่ได้ แล้วนัทจะเป็นคนที่ค่อนข้างเกรงใจคน สมมติว่าเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปไหน นัทจะหลบเลี่ยงเวลาที่ออกไปทำให้รถติดมากที่สุด
0 ชอบอยู่บ้านมากกว่า
ไม่นะ ตีสองตีสามจะไปไหนบอก คืออย่างนี้ ถ้าให้ขึ้นบนรถสตาร์ท แล้วฉิวเลยอย่างนี้ไปได้ นัทเป็นคนที่จำกลางคืนได้ง่ายกว่า เพราะว่ากลางคืนนี่ เราจะเห็นว่าป้ายร้านนี้สีเขียวสีแดงอะไรอย่างนี้เราจะเห็นชัดๆ เลย แต่ว่ากลางวันทุกอย่างมันสีเทาหมด แล้วมันไม่มีอะไรที่จำได้
0 อย่างนี้ไม่บ่งบอกถึงความเป็นหนุ่มท่องราตรีเลยนะ
ไม่มี นัทเป็นคนไม่ค่อยชอบเที่ยวกลางคืน ตั้งแต่คาราโอเกะมันมีชีวิตขึ้นมา นัทไม่เที่ยวเลย นัทโคตรเกลียดคาราโอเกะเลย
0 เหตุผลคือ
คือสมัยก่อนจะมีร้านเหล้า ซึ่งทุกคนพอเข้าไปกินเหล้ากัน มันจะมีดนตรีสามสี่ชิ้น พอดนตรีเริ่มเมาๆ กันแล้ว ก็จะไปออกันหน้าเปียโนอย่างนี้ แล้วแย่งไมค์กันร้อง คือร้องทั้งร้าน สมัย 'ก็เคยสัญญา' กำลังดังอะไรอย่างนี้ มันจะมีร้านเหล้าเล็กๆ มันเป็นเหมือนกับในที่สุดแล้ว สปิริติมันมารวมกันอยู่ในกลุ่มๆ เดียว แล้วมันเมามันเฮกันทั้งหมด แต่พอคาราโอเกะนี่ นึกภาพออกมั้ยว่า ไอ้คนนี้ขึ้นไปร้อง อีกคนนั่งเลือกเพลงว่ากูจะร้องเพลงอะไรดี แล้วก็รำคาญเมื่อไหร่จะลงมาสักที กูจะได้ขึ้นไปร้องมั่ง มันเหมือนกับทุกคนแก่งแย่งกัน วนเวียนกันอย่างนี้ ในที่สุดมันก็เหมือนกับอะไรก็ไม่รู้ เหมือนกับก็อย่าไปเที่ยวดีกว่า อยู่บ้านเปิดเพลงฟังดีกว่า
0 ไม่ใช่เพราะแย่งไมค์ไม่ทันใช่ไหม
ไม่ใช่ (หัวเราะ) นัทนะ ถ้าเข้าไปที่ไหนแล้วเขาร้องเพลงดีๆ นัทนั่งฟังนะ แล้วนัทไม่กินเหล้าด้วย นั่งฟังอย่างเดียวได้สบายๆ เบียร์ก็ไม่กินนะ แต่ชอบกลิ่น แล้วชอบคนเมา คือนั่งได้ เพราะมีกับข้าวอร่อยๆ ให้กิน (หัวเราะ) ชอบเวลาคนกินเหล้าคนคุยกันมีเสียงเพลง อะไรมันเฮฮาดี
0 ถ้าอย่างนั้นเวลาการทำงานเป็นยังไง
ปกติเลยนัทจะตื่นเวลาสักประมาณนี้ (4 โมงเย็น) ถ้าตื่นเวลาขนาดนี้ทำงานได้สบายเลย แล้วนอนสัก 7-8 โมงเช้า
0 ตอนย้ายบ้านมาที้นี่เริ่มมีพล็อตอะไรหรือยัง
ยังไม่มีฮะ แต่นัทเห็นยอจากห้องทำงาน เขามียกยอ แต่ว่าทุกวันนั่งส่องกล้องดูอยู่ เขาไม่ได้ปลาเลยมีแต่ขวดเอ็มร้อยวางอยู่ (หัวเราะ) เราก็นั่งลุ้นอยู่ทุกวันๆ นึกว่ามาอยู่แถวนี้เห็นบ้านมียอเราก็กะจะเห็นปลาตัวใหญ่ๆ ขึ้นมา
0 พ่อให้คาถาอะไรมั้ยเกี่ยวกับการเขียน
เป็นคำสอนมากกว่าตั้งแต่เด็กๆ ละ แต่เพียงไม่ได้มาสอนเรื่องเกี่ยวกับการเขียนโดยตรง เขาเพียงแต่บอกว่าให้เราอยู่เป็น 'ผู้ดู' มากกว่าเป็น 'ผู้แสดง' ตั้งแต่เด็กๆ เลยเวลาไปทานข้าวที่ไหนนี่ แกก็จะนั่งที่มุมใดมุมหนึ่งแล้วบอกว่านี่ดูสิ ดูรอบๆ ตัว คนไหนเขาทำอะไรยังไง เขาจะสอนอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็เป็นวิธีการสังเกตุให้ดูให้อะไรตรงนี้แหละ
เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเราก็เก็บภาพเหล่านั้นมาใช้ เหมือนบางทีนัทเข้าไปบาร์นัทจะไม่ค่อยกินเหล้า คือไม่ชอบเลย บางทีเราไปนั่งอยู่ตรงนั้น อยากให้ตัวเองหายกลืนไปกับกำแพงด้วยซ้ำไป บางที ได้เห็นภาพอะไรแปลกๆ
0 แล้วเรื่องภาษาล่ะ
คืออย่างนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนที่อยู่อเมริกา สมัยโลกยังไม่แคบเหมือนสมัยนี้ คือยังไม่มีอีเมล์อะไร เขียนอะไรถึงบ้านก็ต้องเขียนจดหมายอย่างเดียว แล้วพออยู่สักพัก ไอ้ที่ไปก่อนเลยที่จำได้คือ สระ 'ไ' กับ 'ใ' อันนี้ไปก่อนเลย เวลาเขียนจดหมายกลับบ้านก็เลยใช้วิธีลากเป็นสระเอยาวๆ ขึ้นไป แล้วหัวไปคิดเอาเอง อันนั้นเป็นครั้งแรกที่นัทโดนด่าอย่างแรงเลย แล้วตอนนั้นไปแค่ไม่กี่เดือนเอง นัทก็โดนด่าเรื่องนั้น แล้วนั่นเป็นครั้งเดียวที่จำได้ว่าโดนเรื่องภาษา แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ใช่ว่าพัฒนานะ (หัวเราะ) ก็ยังเขียนผิดๆ ถูกๆ
0 เขียนเพราะบังคับหรือ
ไม่ใช่พ่อบังคับ เขียนมาขอเงิน (หัวเราะ) เขียนแบบว่า เขียนมาถึงบ้าน เขียนขอเงินบ้านอะไรบ้างเขาไม่ได้บังคับ
0 ตอนครั้งเดียวที่หนักสุด
ประมาณด่าเลย คือเขียนกลับมาเป็นเรื่องเป็นราว แล้วเวลาพ่อเขียนมาเขาจะเป็นพิมพ์ดีดมา ดูเป็นการเป็นงานมากในขณะที่แม่เขียนเป็นลายมือ
0 จริงๆ ก็มีแววการเขียนตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกันใช่ไหมคะ
คือตอนเด็กๆ นัทชอบแข่งรถ แล้วไม่ค่อยมีตังค์เติมน้ำมัน ก็อยู่โรงเรียนวชิราวุธ เวลาออกมาจากโรงเรียนที สมัยที่เขาซิ่งๆ รถกัน เผอิญพ่อแม่เขาเปิดหนังสืออยู่ แต่งกลอนส่งไปก็ได้ทีละ 300 บาท ก็เลยเขียนใหญ่เลย เขียนกลอนโอ้ย...สบายมากแลกกับน้ำมันรถ 300 บาทแต่ก่อนก็ได้เกือบเต็มถัง ตอนนั้นลงหนังสือของพ่อแม่บ้าง สตรีสารบ้าง ไม่รู้เขาใช้ชื่ออะไรหรือเปล่า แต่ได้ค่าเรื่องทีละ 300 บาท ไม่รู้ว่ามันกระตุ้นการเขียนหรือเปล่า แล้วนัทก็เคยแต่งเพลง ก็ชอบอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก
0 อารมณ์เขียนเพราะได้ตังค์นี่มันหายไปช่วงไหน
อยู่อเมริกาแหละ พอไปทางโน้นปุ๊บมันก็เริ่มรู้สึกอยากเขียน สักประมาณปี 1994-1995 (กลับมาปี 1999) เริ่มทำจริงๆ จังๆ แล้วก็อยากเป็นนักเขียน คือพยายามส่งจริงๆ มันก็ช่วงปีสองปีนี้
0 คุณพ่อบอกว่าเขียนนิยายดีกว่า เพราะเรื่องสั้นทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย ซึ่งตรงข้ามกับลูกชาย
นัทว่าเรื่องสั้นมันมันส์ดีนะ จบง่ายแล้วมันกระชั้นดี แล้วส่วนใหญ่เรื่องสั้น เราจะเอาตัวตนของเราออกมาเล่นได้เยอะ มุมมองต่างๆ ความคิด นี่เพิ่งได้รับคำวิจารณ์จากคนอ่านเลยว่า นัทเป็นพวกซาดิสท์ชอบแกล้งคนอ่านซึ่งบางทีเราไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็นอย่างนั้นของมันเองบางทีมันมาทางนั้นเอง
0 อย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือมีการสร้างคำใหม่ด้วย
จริงๆ มันไม่ได้ตั้งใจนะ คือว่าอย่างนี้ อย่างบางคำที่จำได้เร็วๆ นี้ คือคำว่า 'ปรีดาอุทาน' อันนั้นใช่เลย คือเราไม่ได้ตั้งใจว่าเฮี้ยนมาบัญญัติศัพท์ใหม่ แต่ว่ามันไม่มีจริงๆ คือคำอุทานของคนไทยมี แต่เวลาคนคิดถึงคำอุทาน คิดว่าตกใจ แต่มันมีปรีดาอุทาน ได้เหมือนกัน บังเอิญมันไม่มีระบุไว้ นัทก็เลยมาใส่ว่าเป็นปรีดาอุทาน แล้วก็รู้สึกว่า เออ ตรงความรู้สึกดี
0 แน่นอนว่าย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบกับคุณพ่อบ่อยครั้ง
ตรงนั้นมันมีแน่นอน แต่ถามว่ามันเป็นจุดที่ทำให้เราเปลี่ยนความตั้งใจมั้ย ไม่เป็น แต่ความกังวลน่ะมี แล้วรู้ด้วยว่า คนจะต้องเปรียบเทียบกันแน่นอน แต่จริงๆ ทุกวันนี้ ก็มีกลุ่มเพชรพระอุมากลุ่มหนึ่งซึ่งอ่านงานของนัทอยู่ แล้วก็อยู่แล้วว่า งานของเราไม่ใช่คอเพชรพระอุมาเลย แต่เขาก็ยังอ่านแล้วเขาก็ติ แล้วเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงติ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลย เหมือนกับพ่อเขาเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ ต้นหนึ่งที่เราโตขึ้นมาแล้วยังไงก็ออกจากเงาตรงนั้นไม่ได้ ก็อยู่ตรงนั้น แต่ว่ามันก็เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง อย่างจอห์นเลนนอนมีลูกคนหนึ่ง เป็นจูเนียร์เลนนอน ยังไงๆ ลูกก็ไม่เหมือนพ่อ คือคนจะไปจำภาพพ่อตลอดเวลา ยังไงๆ ลูกก็ไปยืนตรงนั้นไม่ได้ แล้วนัทก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปยืนด้วย
0 ความกดดันนี้มีผลต่อความละเอียดในงานเพิ่มขึ้นมั้ย
มันมีส่วนมั้ย มี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า การที่เราไม่อยากปล่อยอะไรออกไปง่ายๆ เป็นความจู้จี้จุกจิกส่วนตัวหรือเปล่าเพราะเวลาทำงานโฆษณาก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คือให้มันสุดความสามารถของเรา แล้วก็ปล่อยออกไป
0 ดึงงานโฆษณามาใช้กับงานเขียนยังไงบ้าง
ในแง่การขมวดปมเรื่องคิดว่า น่าจะ 'มี' อยู่เหมือนกัน ซึ่งบางอันเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจคือมันออกมาเอง เพราะว่างานโฆษณาจริงๆ แล้วอย่างเดียวก็คือมันจะคุยอะไรต้องคุยให้ชัดภายใน 15-20 วินาที จนบางทีก็ถูกถามเหมือนกันว่าเร็วไปหรือกระชากไปหรือเปล่าก็มี
แต่ในแง่โปรโมท 'ไม่มี' เลย แม้กระทั่งปกก็มีคนมาบอกว่า น่าจะให้ปกมันเหมือนกัน นัทบอกว่านี่มันคืองานเขียน คือมันต้องให้แนวหนังสือมันเป็นตัวนำ และนัทเองก็คิดว่า พอมาจากสายโฆษณาที่ทุกอย่างจะต้องเป็นแบรนด์ เป็นอิมเมจทุกอย่างมาแล้ว ก็วางให้หมดเลย ให้งานนำดีกว่า
0 ความสุขอย่างหนึ่งที่มากกว่าค่าต้นฉบับตอนนี้คืออะไร?
นอกจากเวลาเขียนงานออกแล้ว ก็เป็นตอนเวลามีแฟนหนังสือเข้ามาคุยกับเราหรือว่าส่งอะไรเล็กๆ น้อยๆ มาให้ ตอนนี้ก็มีขนม มีโมบาย (จะนำไปตกแต่งบ้านหลังใหม่ด้วย) ก็มีความสุขดีนะ เราก็โทรไปขอบคุณเขา แต่มันมากกว่าโมบาย พวกนี้มันคือว่าเขาคิดถึงเรา ส่งมาให้เรา มันน่ารักดี ซึ่งภาพอย่างนี้ไม่ใช่ภาพที่ค่อยใหม่เท่าไหร่นะ เพราะว่าคุณพ่อเองบางทีได้ขาเก้งมา น้ำผึ้งจากป่า มันเป็นภาพที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว มันเป็นภาพที่อบอุ่นดี