ค่ายกลอันวิจิตรของความคิด (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปราณ, ไม่กี่วันก่อน มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนด้านการสื่อสารชื่อดังของเมืองไทย แวะมาหาครูพร้อมคำถามมากมาย ที่คั่งค้างอยู่ในหัวใจมาเป็นเวลานาน
ฝ่ายหญิงสาวเล่าให้ฟังว่า เธอทนทุกข์อยู่ในโลกของความเศร้า ความหวาดผวาเป็นเวลากว่าปีเข้ามานี่แล้ว สาเหตุก็เพราะเมื่อคราวคลื่นสึนามิถล่มภาคใต้ เมื่อปีที่ผ่านมานั้น เธอได้สูญเสียพ่อและแม่ไปในเหตุการณ์มหันตภัยครั้งนั้น และนับแต่วันที่ค้นพบศพของบุพการีทั้งสอง กระทั่งทำพิธีฌาปนกิจศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ยังคงตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึง ขวัญผวา มาจนถึงบัดนี้ เปล่าหรอก อาการประหวั่นพรั่นพรึงขวัญผวานั้นไม่ได้เกิดจากความ 'กลัวผี' ของคนอันเป็นที่รักอย่างที่คนไทยเราเป็นกันนักเวลานึกถึงคนตายหรอกนะ หากแต่เกิดจากอาการเป็นห่วง สงสาร และกังวลถึงคนอันเป็นที่รัก ซึ่งล่วงไปสู่อีกโลกหนึ่งแล้วอย่างจับจิตต่างหาก
หญิงสาวคนนั้นเล่าต่อไปว่า ทุกคืนเธอจะพบผู้มีพระคุณทั้งสองในความฝันเสมอ และในฝันนั้นท่านทั้งสองก็มักจะมาปรากฏตัวในสภาพลำบากถึงที่สุด ซ้ำเธอเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อเหตุการณ์ในความฝันเขม็งเกลียววิกฤติถึงที่สุด เธอก็จะสะดุ้งตื่นพร้อมด้วยเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว ข้อที่น่าวิตกก็คือ เธอฝันได้มากครั้งพอๆ กับจำนวนคืนวันที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันของชีวิต เธอขยายความต่อไปอีกว่า แทบไม่มีคืนไหนเลยที่นอนแล้วเธอไม่ฝันถึงท่านทั้งสอง และเมื่อฝันจนเธอไม่เคยหลับสนิทแม้แต่คืนเดียว ทางออกของเธอก็คือ การไปหานักจิตวิทยาเพื่อขอให้เขาช่วยในการบำบัดและให้การรักษาด้วยการรับประทานยาอีกหลายชนิด เธอเล่าต่อไปอีกว่า ตอนนี้ชีวิตแยกไม่ออกจากยานอนหลับ และยาระงับอาการประสาทหลอนอย่างที่ว่ามาข้างต้นนั้น
ปราณ, เมื่อฟังเรื่องของเธอแล้ว ครูก็บอกว่า เรื่องนี้แก้ไม่ยากเลย ในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน ครูจึงเล่าว่า เมื่อย้อนกลับไป 11 ปีที่แล้ว ตอนที่พี่ชายของครูประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตใหม่ๆ นั้น ครูก็เคยป่วยด้วยอาการประสาทหลอนอย่างนี้เหมือนกัน กล่าวคือ นับแต่วันที่เสียพี่ชาย ครูนอนหลับไม่สนิทเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเศษ เพราะในฝันทุกคืนพี่ชายจะมาปรากฏตัวให้เห็นเสมอ ซ้ำเมื่อเหตุการณ์ในความฝันวิกฤติถึงที่สุด ครูก็จะสะดุ้งตื่นพร้อมด้วยเหงื่อโชกไปทั้งตัว ครูจำได้ว่าตลอดคืนวันอันโหดร้ายเช่นนั้น ครูแทบไม่อาจนอนคนเดียวได้ ทุกคืนต้องชวนใครสักคนมานอนเป็นเพื่อนด้วยเสมอ เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็ไม่อาจข่มตานอนหลับอย่างสนิทใจได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อมีคนอื่นมานอนเป็นเพื่อนแล้วก็ตามทีเถิด แต่ในโลกแห่งความฝันอันเป็นส่วนตัวนั้น ครูก็ยังคงต้องเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวเพราะฝันร้ายอย่างเดียวดายต่อไป เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งครูเองผ่ายผอม เพราะนอนไม่เต็มตื่น และเพราะความกังวลที่ค้างอยู่ในใจคอยรบกวนอย่างสม่ำเสมอทุกค่ำคืน
วันหนึ่งครูจึงเริ่มถามตัวเองว่า ตกลงพี่ชายของเราที่เสียไปนั้น ยังคงเวียนว่ายอยู่ในที่ที่เกิดอุบัติเหตุเหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาร่ำลือกัน หรือว่าได้ล่วงไปสู่ภพหน้าแล้วอย่างฉับพลันทันทีที่ถึงแก่กรรมกันแน่ ครูเพียรถามตัวเอง และศึกษาค้นคว้าหลักวิชาเพื่อตอบคำถามของตัวเองอย่างหนัก จนในที่สุดก็ได้คำตอบที่ทำให้มั่นใจว่า มนุษย์ทุกคนที่ตาย (หากยังคงมีกิเลส) ก็จะเกิดในภพใหม่ในทันที
ดังนั้น คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าเช่นนั้น ทำไมในความฝัน พี่ชายจึงยังคงแวะเวียนมาหาเราทุกค่ำคืน ตกลงสิ่งที่เราเฝ้าฝันถึง กับหลักแห่งความจริงที่พุทธศาสนาได้ตอบเอาไว้อย่างชัดเจนนั้น มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือเปล่า
เพื่อที่จะพาตัวเองตีฝ่าออกมาจากความฝันอันแสนโหดร้าย ที่ทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้น วันหนึ่งครูก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือบางทีอาจมี 'บางสิ่ง' ที่ผูกพันเรากับพี่ชายที่ตายไปแล้วเอาไว้ด้วยกัน ความฝันอันเป็นต้นธารของความทุกข์นั้น จึงมิเคยจบสิ้น เมื่อเพียรแสวงหาสาเหตุทุกๆ แง่มุมแล้ว วันหนึ่งครูก็ค้นพบปมปัญหาอันเป็นที่มาของความฝันที่เจืออยู่ด้วยความระทมทุกข์นั้นจนได้
อะไรล่ะ คือสาเหตุที่ว่านั้น เธอคงต้องติดตามอ่านต่อในฉบับหน้าแล้วล่ะปราณ
ครูเอง
: หนองปลาปาก : ตำบลกวนวัน : ตำบลในเมือง : ตำบลค่ายบกหวาน : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลพระธาตุบังพวน : ตำบลปะโค : ตำบลโพนสว่าง : ตำบลโพธิ์ชัย : ตำบลเมืองหมี : ตำบลมีชัย : ตำบลเวียงคุก : ตำบลวัดธาตุ : ตำบลสีกาย : ตำบลหาดคำ : ตำบลหนองกอมเกาะ : ตำบลหินโงม : ตำบลกุดบง : ตำบลชุมช้าง : ตำบลจุมพล : ตำบลทุ่งหลวง : ตำบลเซิม : ตำบลนาหนัง : ตำบลบ้านโพธิ์ : ตำบลบ้านผือ : ตำบลวัดหลวง : ตำบลสร้างนางขาว : ตำบลเหล่าต่างคำ : ตำบลกองนาง : ตำบลท่าบ่อ : ตำบลโคกคอน : ตำบลน้ำโมง : ตำบลนาข่า : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลบ้านถ่อน : ตำบลโพนสา : ตำบลบ้านว่าน : ตำบลหนองนาง : ตำบลนาดี : ตำบลเฝ้าไร่ : ตำบลหนองหลวง : ตำบลวังหลวง : ตำบลอุดมพร : ตำบลบ้านต้อน : ตำบลนาทับไฮ : ตำบลพระบาทนาสิงห์ : ตำบลโพนแพง : ตำบลบ้านหม้อ : ตำบลรัตนวาปี : ตำบลพระพุทธบาท : ตำบลพานพร้าว : ตำบลแก้งไก่ : ตำบลบ้านม่วง : ตำบลนางิ้ว : ตำบลผาตั้ง : ตำบลสังคม : ตำบลโพนทอง : ตำบลด่านศรีสุข : ตำบลโพธิ์ตาก : ตำบลสระใคร : ตำบลบ้านฝาง : ตำบลคอกช้าง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ค่ายกลอันวิจิตรของความคิด (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
กระสุนฝังใน! ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี
กระสุนฝังใน! ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี
ปราณ, จดหมายฉบับนี้ครูเขียนที่ดอยสันกู่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ครูมาร่วมจัดคอร์สภาวนา 'สู่ตาน้ำแห่งโพธิ' ร่วมกันกับศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ค่ายภาวนาเพื่อการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะคราวนี้ มีคนสมัครเข้ามาร่วมมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และข้อที่คณะของเราไม่คาดมาก่อนก็คือ มีชาวต่างประเทศมาร่วมกว่าสิบคน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ได้แจ้งลงทะเบียนมาก่อนเลย แต่พอทราบข่าว ต่างก็พากันมาด้วยใจสมัครจริงๆ ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติ และมีการบรรยายธรรมเพื่อการตื่นรู้ จึงมีการใช้ล่ามอาสาสมัครมาช่วยแปลโดยตลอด ที่น่ารักก็คือ ทุกคนที่มาช่วยงาน ต่างมากันด้วยหัวใจจริงๆ ค่ายภาวนาของเราคราวนี้จึงมีสมาชิกมากมายเหมือนเป็นองค์กรสหประชาชาติเลยทีเดียว
ตลอดเวลาของการจัดภาวนา มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นที่นี่มากมาย แต่ละเรื่องล้วนเกื้อกูลต่อการฝึกปฏิบัติของผู้สนใจเจริญสติทั้งสิ้น ครูจะขอเล่าให้เธอฟังแบบสบายๆ ก็แล้วกัน เมื่อแรกออกเดินทางมาเชียงใหม่นั้น ครูมาเกือบล้าหลังทุกคนเพราะมีภารกิจด่วนที่กรุงเทพฯ จึงเป็นเหตุให้ต้องจับเครื่องบินมาคนเดียว เที่ยวบินที่ครูโดยสารมานั้นมีผู้โดยสารเต็มลำ ครูได้ที่นั่งติดหน้าต่างกับนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งจากการสังเกตทำให้ทราบว่า เขาเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตลอดเวลาที่นั่งมาด้วยกัน ครูสังเกตดูพบว่า เขาอ่านเอกสารเพื่อเตรียมการสอนมาตลอดทางและเอกสารทุกหน้าล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ดูท่าทางเขาหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่มีความสุขเลย ขณะที่เครื่องเหินฟ้ามาได้ราว 10 นาทีนั้นเอง ลูกสาวของผู้โดยสารที่นั่งแถวหน้าของครูก็ร้องให้จ้าขึ้นมาเสียงดังลั่น และร้องอยู่อย่างนั้นนานกว่าสิบนาที ผู้เป็นแม่ปลอบอย่างไรเด็กก็ไม่ยอมหยุดเสียที ครูกับนักวิชาการคนนั้นนั่งเบาะเดียวกัน แต่สำหรับครู เสียงร้องของเด็กทำให้ครูยิ้ม เพราะครูรู้ว่า เด็กคนนี้โชคดีมากมายที่มีโอกาสได้ขึ้นมาร้องไห้บนเครื่องบิน และก็โชคดีอีกต่อหนึ่งที่เธอร้องไห้อยู่ในอ้อมอกแม่ผู้เปี่ยมเมตตา โชคดียิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่มีผู้โดยสารคนไหนลุกขึ้นมาโวยวายเลย นี่แสดงว่า เสรีภาพยังมีอยู่มากมายในเมืองไทย นึกถึงเหตุผลเหล่านี้แล้วก็ทำให้ครูอดยิ้มไม่ได้ ขณะที่ยิ้มนั้นครูก็ยังถือเอาเสียงของเจ้าหนูนั่นเองเป็นอุปกรณ์ช่วยให้เราเจริญสติได้อีกด้วย ครูยังนึกในใจเลยว่า "ขอบใจนะหนู เสียงร้องของเธอน่ะช่วยให้ฉันตื่นรู้ได้ดีมากเลยทีเดียว"
ในขณะที่ครูยิ้มอย่างสงบนั้นเอง นักวิชาการคนที่นั่งติดกันมานานและแสดงอาการหงุดหงิดทันทีที่ได้ยินเด็กร้อง พร้อมกับความหงุดหงิดเธอยังพยายามคุกคามผู้เป็นแม่ของเด็กด้วยการปรามด้วยสายตาเป็นทีให้รู้ว่า ช่วยทำให้เด็กเงียบเสียทีได้ไหม เมื่อทำอย่างไรเด็กก็ไม่เงียบ นักวิชาการใหญ่จึงหยุดอ่านเอกสาร หันมาพูดกับครูด้วยท่าทีเหมือนกำลังหาพวกว่า "ไม่น่าปล่อยให้พาเด็กเดินทางด้วยเครื่องบินเลย รบกวนชาวบ้านเปล่าๆ น่าสงสารเด็ก..." พูดจบเขาก็ทำท่าทีประหนึ่งว่าหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างถึงที่สุด พอส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทราบว่าตนเองไม่ชอบเสียงเด็กแล้วเขาก็หยิบเอกสารมาอ่านต่อไป
ปราณ, เธอคิดว่าระหว่างเด็กกับนักวิชาการคนนั้น ใครน่าสงสารกว่ากัน? สำหรับครู การที่เด็กร้องไห้นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ธรรมชาติของเด็กก็ต้องร้องไห้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้อที่ผิดปกติก็คือ ทำไมนักวิชาการคนนั้นจึงไม่รู้สึกตัวเล่าว่า นาทีอย่างนั้นหากเขา 'มีสติ' สักนิดหนึ่ง เขาก็คงไม่ต้องทุกข์หรือไม่ต้องหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเอาเถิด แค่เพียงเสียงเด็กร้องธรรมดาๆ แท้ กลับมีอานุภาพทำให้คนที่ขาดสติคนหนึ่งทุกข์ได้มหาศาล คนที่ไม่เคยเจริญสตินั้นวันหนึ่งๆ เขาถูก 'กระสุน (กิเลส) ฝังใน' โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัววันละกี่นัดก็ไม่รู้ บางคนกระสุนกิเลสฝังในอยู่นานเป็นสิบปี หรือบางทีทั้งชีวิตก็เคยมี ความทุกข์โดยไม่จำเป็นเหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยสำหรับคนที่รู้จักการอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยการเจริญสติ
เมื่อครูนั่งรถมาถึงสำนักปฏิบัติธรรมบนเขา ครูก็ได้พบกับท่านเจ้าสำนักซึ่งเป็นพระอาวุโสรูปหนึ่ง เมื่อแรกนั่งลงคุยกัน ท่านก็ถามปัญหาซึ่งทำเอาครูอึ้งไปชั่วครู คำถามของท่านง่ายๆ แต่ตอบยากมากเหลือเกิน นั่นคือท่านถามครูว่า
"พระพุทธเจ้าสอนพระพุทธศาสนาจากนอกสู่ใน หรือจากในสู่นอก"
ปราณ, เธอคงอยากรู้ใช่ไหมละว่า คำตอบที่ถูกต้องของคำถามนี้เป็นอย่างไร เอาไว้ฉบับหน้าครูจะเฉลยก็แล้วกันนะ สำหรับฉบับนี้ ครูฝากคำถามเพื่อเกื้อกูลต่อการเจริญสติของเธอให้ลองฝึกตอบเล่นๆ ไปก่อนหนึ่งคำถามว่า
"เกลือเค็มไหม?"
ครูเอง
ปราณ, จดหมายฉบับนี้ครูเขียนที่ดอยสันกู่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ครูมาร่วมจัดคอร์สภาวนา 'สู่ตาน้ำแห่งโพธิ' ร่วมกันกับศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ค่ายภาวนาเพื่อการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะคราวนี้ มีคนสมัครเข้ามาร่วมมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และข้อที่คณะของเราไม่คาดมาก่อนก็คือ มีชาวต่างประเทศมาร่วมกว่าสิบคน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ได้แจ้งลงทะเบียนมาก่อนเลย แต่พอทราบข่าว ต่างก็พากันมาด้วยใจสมัครจริงๆ ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติ และมีการบรรยายธรรมเพื่อการตื่นรู้ จึงมีการใช้ล่ามอาสาสมัครมาช่วยแปลโดยตลอด ที่น่ารักก็คือ ทุกคนที่มาช่วยงาน ต่างมากันด้วยหัวใจจริงๆ ค่ายภาวนาของเราคราวนี้จึงมีสมาชิกมากมายเหมือนเป็นองค์กรสหประชาชาติเลยทีเดียว
ตลอดเวลาของการจัดภาวนา มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นที่นี่มากมาย แต่ละเรื่องล้วนเกื้อกูลต่อการฝึกปฏิบัติของผู้สนใจเจริญสติทั้งสิ้น ครูจะขอเล่าให้เธอฟังแบบสบายๆ ก็แล้วกัน เมื่อแรกออกเดินทางมาเชียงใหม่นั้น ครูมาเกือบล้าหลังทุกคนเพราะมีภารกิจด่วนที่กรุงเทพฯ จึงเป็นเหตุให้ต้องจับเครื่องบินมาคนเดียว เที่ยวบินที่ครูโดยสารมานั้นมีผู้โดยสารเต็มลำ ครูได้ที่นั่งติดหน้าต่างกับนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งจากการสังเกตทำให้ทราบว่า เขาเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตลอดเวลาที่นั่งมาด้วยกัน ครูสังเกตดูพบว่า เขาอ่านเอกสารเพื่อเตรียมการสอนมาตลอดทางและเอกสารทุกหน้าล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ดูท่าทางเขาหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่มีความสุขเลย ขณะที่เครื่องเหินฟ้ามาได้ราว 10 นาทีนั้นเอง ลูกสาวของผู้โดยสารที่นั่งแถวหน้าของครูก็ร้องให้จ้าขึ้นมาเสียงดังลั่น และร้องอยู่อย่างนั้นนานกว่าสิบนาที ผู้เป็นแม่ปลอบอย่างไรเด็กก็ไม่ยอมหยุดเสียที ครูกับนักวิชาการคนนั้นนั่งเบาะเดียวกัน แต่สำหรับครู เสียงร้องของเด็กทำให้ครูยิ้ม เพราะครูรู้ว่า เด็กคนนี้โชคดีมากมายที่มีโอกาสได้ขึ้นมาร้องไห้บนเครื่องบิน และก็โชคดีอีกต่อหนึ่งที่เธอร้องไห้อยู่ในอ้อมอกแม่ผู้เปี่ยมเมตตา โชคดียิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่มีผู้โดยสารคนไหนลุกขึ้นมาโวยวายเลย นี่แสดงว่า เสรีภาพยังมีอยู่มากมายในเมืองไทย นึกถึงเหตุผลเหล่านี้แล้วก็ทำให้ครูอดยิ้มไม่ได้ ขณะที่ยิ้มนั้นครูก็ยังถือเอาเสียงของเจ้าหนูนั่นเองเป็นอุปกรณ์ช่วยให้เราเจริญสติได้อีกด้วย ครูยังนึกในใจเลยว่า "ขอบใจนะหนู เสียงร้องของเธอน่ะช่วยให้ฉันตื่นรู้ได้ดีมากเลยทีเดียว"
ในขณะที่ครูยิ้มอย่างสงบนั้นเอง นักวิชาการคนที่นั่งติดกันมานานและแสดงอาการหงุดหงิดทันทีที่ได้ยินเด็กร้อง พร้อมกับความหงุดหงิดเธอยังพยายามคุกคามผู้เป็นแม่ของเด็กด้วยการปรามด้วยสายตาเป็นทีให้รู้ว่า ช่วยทำให้เด็กเงียบเสียทีได้ไหม เมื่อทำอย่างไรเด็กก็ไม่เงียบ นักวิชาการใหญ่จึงหยุดอ่านเอกสาร หันมาพูดกับครูด้วยท่าทีเหมือนกำลังหาพวกว่า "ไม่น่าปล่อยให้พาเด็กเดินทางด้วยเครื่องบินเลย รบกวนชาวบ้านเปล่าๆ น่าสงสารเด็ก..." พูดจบเขาก็ทำท่าทีประหนึ่งว่าหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างถึงที่สุด พอส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทราบว่าตนเองไม่ชอบเสียงเด็กแล้วเขาก็หยิบเอกสารมาอ่านต่อไป
ปราณ, เธอคิดว่าระหว่างเด็กกับนักวิชาการคนนั้น ใครน่าสงสารกว่ากัน? สำหรับครู การที่เด็กร้องไห้นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ธรรมชาติของเด็กก็ต้องร้องไห้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้อที่ผิดปกติก็คือ ทำไมนักวิชาการคนนั้นจึงไม่รู้สึกตัวเล่าว่า นาทีอย่างนั้นหากเขา 'มีสติ' สักนิดหนึ่ง เขาก็คงไม่ต้องทุกข์หรือไม่ต้องหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเอาเถิด แค่เพียงเสียงเด็กร้องธรรมดาๆ แท้ กลับมีอานุภาพทำให้คนที่ขาดสติคนหนึ่งทุกข์ได้มหาศาล คนที่ไม่เคยเจริญสตินั้นวันหนึ่งๆ เขาถูก 'กระสุน (กิเลส) ฝังใน' โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัววันละกี่นัดก็ไม่รู้ บางคนกระสุนกิเลสฝังในอยู่นานเป็นสิบปี หรือบางทีทั้งชีวิตก็เคยมี ความทุกข์โดยไม่จำเป็นเหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยสำหรับคนที่รู้จักการอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยการเจริญสติ
เมื่อครูนั่งรถมาถึงสำนักปฏิบัติธรรมบนเขา ครูก็ได้พบกับท่านเจ้าสำนักซึ่งเป็นพระอาวุโสรูปหนึ่ง เมื่อแรกนั่งลงคุยกัน ท่านก็ถามปัญหาซึ่งทำเอาครูอึ้งไปชั่วครู คำถามของท่านง่ายๆ แต่ตอบยากมากเหลือเกิน นั่นคือท่านถามครูว่า
"พระพุทธเจ้าสอนพระพุทธศาสนาจากนอกสู่ใน หรือจากในสู่นอก"
ปราณ, เธอคงอยากรู้ใช่ไหมละว่า คำตอบที่ถูกต้องของคำถามนี้เป็นอย่างไร เอาไว้ฉบับหน้าครูจะเฉลยก็แล้วกันนะ สำหรับฉบับนี้ ครูฝากคำถามเพื่อเกื้อกูลต่อการเจริญสติของเธอให้ลองฝึกตอบเล่นๆ ไปก่อนหนึ่งคำถามว่า
"เกลือเค็มไหม?"
ครูเอง
อยู่อย่างไท ตายอย่างสันติ (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
อยู่อย่างไท ตายอย่างสันติ (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
ขอทราบความหมายและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเจริญ 'มรณัสสติ ' อย่างง่ายๆ เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ
ชมรมผู้ใฝ่ธรรม/กรุงเทพฯ
วิสัชนา
ในทัศนะของคนทั่วไป เมื่อกล่าวถึงความตาย ก็มักจะมองกันว่าเป็นเรื่องอัปมงคล สังเกตดูเถิดในวงสนทนา ในขณะเดินทางไกล (ซึ่งต้องการความราบรื่นและบรรยากาศที่ดี) หรือในที่ประชุมสัมมนาใดๆ ก็ตามที่มีคนหมู่มากมารวมกัน หากใครคนใดคนหนึ่งในสมาคมนั้นเอ่ยถึงเรื่องความตายขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมายกันไว้ก่อน คนๆ นั้นจะถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาด หรือเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกาลเทศะขึ้นมาทันที ด้วยเหตุนี้ ในสังคมไทยการพูดถึงความตายโดยที่ยังไม่มีใครตายหรือไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการไปร่วมงานศพ จึงนับว่าเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า การระลึกถึงความตาย การพูดถึงความตายบ่อยๆ เป็นเรื่องดี เป็นสิริมงคลกับชีวิต ใครระลึกถึงความตาย ใครชักชวนคนให้คนอื่นเห็นว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุ่มเสี่ยงต่อความตายอยู่ตลอดเวลา คนๆ นั้นจะได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ประมาท และเป็นผู้ปฏิบัติตามพุทโธวาทอย่างแท้จริง
พระพุทธศาสนาไม่เพียงแต่จะสอนว่า การระลึกถึงความตายเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเท่านั้น แต่ยังได้บัญญัติจัดวางวิธีระลึกถึงความตายเอาไว้ให้อีกด้วย วิธีระลึกถึงความตายเพื่อให้เกิดความรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิตนั้น ท่านเรียกว่าการเจริญ 'มรณานุสสติ' หรือเรียกสั้นๆ ว่า 'มรณัสสติ'
มรณัสสติ แยกออกเป็นสองคำ คือ 'มรณะ' ซึ่งแปลว่า 'ความตาย' คำหนึ่ง กับคำว่า 'สติ' ซึ่งแปลว่า 'การระลึกถึง' อีกคำหนึ่ง สองคำนี้มาสนธิเข้าด้วยกันเป็น 'มรณัสสติ' แปลว่า 'การระลึกถึงความตาย' ถ้าแปลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแท้ๆ ก็เป็น 'การเจริญกรรมฐานโดยมีการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์' ในปฐมมรณัสสติสูตร พระพุทธเจ้าทรงแนะนำวิธีเจริญมรณัสสติเอาไว้อย่างแยบคาย สาระสำคัญของพระสูตร สรุปได้ว่า ทรงตรัสถามภิกษุกลุ่มหนึ่งว่าแต่ละรูปมีวิธีเจริญมรณัสสติกันอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบตามลำดับว่า ต่างคนต่างก็พากันระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ โดยทำนองนี้
(1) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน ก็จะตาย ดังนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค และควรเร่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
(2) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง หนึ่งวัน ก็จะตาย ดังนั้น...
(3) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง ฉันอาหารมื้อหนึ่ง ก็จะตาย ดังนั้น...
(4) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ ฉันอาหารได้เพียง 4-5 คำ ก็จะตาย ดังนั้น...
(5) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ เคี้ยวกินคำข้าวได้เพียง 1 คำ ก็จะตายดังนั้น...
(6) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ หายใจเข้าหายใจออก หรือหายใจออกหายใจเข้า ก็จะตาย ดังนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค และควรเร่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
วิธีเจริญมรณัสสติของภิกษุกลุ่มนี้ สรุปให้สั้นๆ ว่า
(1) หนึ่งคืนหนึ่งวัน : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(2) หนึ่งวัน : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(3) หนึ่งมื้อ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(4) เคี้ยวอาหาร 4-5 คำ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(5) เคี้ยวอาหาร 1 คำ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(6) ทุกลมหายใจเข้า-ออก : ระลึกถึงความตาย ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก
พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า กลุ่มภิกษุที่เจริญมรณัสสติ ตั้งแต่ข้อ 1-4 ยังนับว่าตกอยู่ในความประมาท ส่วนกลุ่มภิกษุที่เจริญมรณัสสติ ตามข้อ 5-6 จึงจะนับว่า 'เป็นผู้ไม่ประมาท' เป็นผู้ควรแก่การยึดถือเอาเป็นแบบอย่างได้ ถ้าเช่นนั้นลองคิดในมุมกลับกันดูสิว่า ในเมื่อคนที่ระลึกถึงความตาย/เจริญมรณัสสติเกือบทุกคำข้าว ยังทรงนับว่าเป็นผู้ประมาท เช่นนี้แล้วคนที่ร้อยวันพันปีไม่ระลึกถึงความตายเลย ได้ยินใครพูดถึงเรื่องความตาย และคนตายเป็นไม่ได้ รู้สึกเหมือนคนไข้อยู่ใกล้ของแสลง ไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ ถือว่าการพูดถึง ระลึกถึงความตายเป็นเรื่องอัปมงคลแก่ชีวิต คนเช่นนี้จะนับว่าเป็นคนประมาทเพียงไร และเมื่อความตายมาพราก คนที่ไม่เคยคิดถึงความตาย ไม่เคยเรียนรู้เรื่องวิธีรับมือกับความตาย จะมีสภาพน่าสงสารเพียงไร ตอบสั้นๆ ได้ว่า คนเหล่านี้จะกลายเป็นบุคคลที่ 'กลัวตาย, หลงตัว' และ 'ตายอย่างทุรนทุราย' ส่วนคนที่เจริญมรณัสสติ เป็นประจำ เมื่อความตายมาถึงตัวเข้าก็จะมีสติ สามารถเตรียมรับมือความตายได้อย่างสงบ มีจิตผ่องใส ไม่หวั่นไหวต่อการพลัดพราก ทั้งยังมีหลักประกันภพใหม่ในอนาคตได้อย่างค่อนข้างแน่นอนว่า จะต้องไปสู่สุคติอย่างแน่แท้ เพราะมีพระพุทธวัจนะตรัสยืนยันได้ว่า "เมื่อจิตผ่องใส ย่อมหวังได้ว่าจะไปสู่สุคติ"
วิธีเจริญมรณัสสติอย่างง่ายๆ
การเจริญมรณัสสติตามแบบแผนนั้น ท่านกำหนดให้แสวงหาที่สงบ สงัด ปราศจากสิ่งรบกวน นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้าแล้วภาวนาหรือบริกรรมในใจว่า 'มรณํ, มรณํ' หรือ 'ตาย, ตาย' และ/หรือ 'เราจะตายๆ' ทุกลมหายใจเข้าออก แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลาปลีกวิเวกหาสถานที่สงบสงัดจะปฏิบัติมรณัสสติที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นขณะนั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน รถติด ฯลฯ ก็พึงน้อมจิตให้ระลึกอยู่เสมอว่า 'ความตายเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา' หรือจะภาวนาในใจว่า 'ตายหนอๆ' ก็ได้ การเจริญมรณัสสตินี้ ถ้าทำถูกวิธี (โยนิโสมนสิการมรณัสสติ) แล้ว จะสังเกตเห็นผลอย่างชัดเจนตามลำดับ คือ
(1) มีสติมั่นคง
(2) เห็นคุณค่าของชีวิต
(3) ทำกิจ/หน้าที่ด้วยความไม่ประมาท
แต่หากเจริญมรณัสสติไม่เป็น (อโยนิโสมนสิการมรณัสสติ) หรือทำผิดวิธี ยิ่งระลึกถึงความตายก็จะกลายเป็นคนที่
(1) หวาดกลัวต่อความตาย
(2) มีใจสลดหดหู่
(3) ประมาทและดำเนินชีวิตตามอำเภอใจ (กลัวว่าตายแล้วจะไม่ได้ทำอย่างที่ต้องการอีก)
ประโยชน์ของการเจริญมรณัสสติ
การเจริญมรณัสสติตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีประโยชน์เป็นอเนกประการ ทั้งประโยชน์เฉพาะหน้าในปัจจุบันที่เห็นผลทันตา และประโยชน์ในภพหน้าหลังจากแตกกายทำลายขันธ์ไปแล้วอีกด้วย กล่าวคือ
(1) ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
(2) ปล่อยวางความยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
(3) ไม่ห่วงหาอาลัยในชีวิต (ในเมื่อถึงวาระสุดท้าย)
(4) ละอายชั่วกลัวบาป (เลือกเฟ้นทำแต่กรรมดี)
(5) ไม่ละโมบในทรัพย์สมบัติเพราะถึงที่สุดก็ต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป
(6) เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิต ว่าไม่เที่ยงแท้ มีความผันแปรเป็นธรรมดา
(7) ไม่กลัวความตาย
(8) ตายอย่างสงบ
(9) เป็นพื้นฐานของการเจริญสมาธิภาวนาเบื้องสูง
(10) ตายแล้วย่อมถือกำเนิดในสุคติภพ (ถือกำเนิดในภพมนุษย์และเทวดา)
ปุจฉา
ขอทราบความหมายและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเจริญ 'มรณัสสติ ' อย่างง่ายๆ เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ
ชมรมผู้ใฝ่ธรรม/กรุงเทพฯ
วิสัชนา
ในทัศนะของคนทั่วไป เมื่อกล่าวถึงความตาย ก็มักจะมองกันว่าเป็นเรื่องอัปมงคล สังเกตดูเถิดในวงสนทนา ในขณะเดินทางไกล (ซึ่งต้องการความราบรื่นและบรรยากาศที่ดี) หรือในที่ประชุมสัมมนาใดๆ ก็ตามที่มีคนหมู่มากมารวมกัน หากใครคนใดคนหนึ่งในสมาคมนั้นเอ่ยถึงเรื่องความตายขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมายกันไว้ก่อน คนๆ นั้นจะถูกมองเหมือนเป็นตัวประหลาด หรือเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกาลเทศะขึ้นมาทันที ด้วยเหตุนี้ ในสังคมไทยการพูดถึงความตายโดยที่ยังไม่มีใครตายหรือไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการไปร่วมงานศพ จึงนับว่าเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า การระลึกถึงความตาย การพูดถึงความตายบ่อยๆ เป็นเรื่องดี เป็นสิริมงคลกับชีวิต ใครระลึกถึงความตาย ใครชักชวนคนให้คนอื่นเห็นว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุ่มเสี่ยงต่อความตายอยู่ตลอดเวลา คนๆ นั้นจะได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ประมาท และเป็นผู้ปฏิบัติตามพุทโธวาทอย่างแท้จริง
พระพุทธศาสนาไม่เพียงแต่จะสอนว่า การระลึกถึงความตายเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเท่านั้น แต่ยังได้บัญญัติจัดวางวิธีระลึกถึงความตายเอาไว้ให้อีกด้วย วิธีระลึกถึงความตายเพื่อให้เกิดความรู้เท่าทันธรรมดาของชีวิตนั้น ท่านเรียกว่าการเจริญ 'มรณานุสสติ' หรือเรียกสั้นๆ ว่า 'มรณัสสติ'
มรณัสสติ แยกออกเป็นสองคำ คือ 'มรณะ' ซึ่งแปลว่า 'ความตาย' คำหนึ่ง กับคำว่า 'สติ' ซึ่งแปลว่า 'การระลึกถึง' อีกคำหนึ่ง สองคำนี้มาสนธิเข้าด้วยกันเป็น 'มรณัสสติ' แปลว่า 'การระลึกถึงความตาย' ถ้าแปลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแท้ๆ ก็เป็น 'การเจริญกรรมฐานโดยมีการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์' ในปฐมมรณัสสติสูตร พระพุทธเจ้าทรงแนะนำวิธีเจริญมรณัสสติเอาไว้อย่างแยบคาย สาระสำคัญของพระสูตร สรุปได้ว่า ทรงตรัสถามภิกษุกลุ่มหนึ่งว่าแต่ละรูปมีวิธีเจริญมรณัสสติกันอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบตามลำดับว่า ต่างคนต่างก็พากันระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ โดยทำนองนี้
(1) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน ก็จะตาย ดังนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค และควรเร่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
(2) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง หนึ่งวัน ก็จะตาย ดังนั้น...
(3) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง ฉันอาหารมื้อหนึ่ง ก็จะตาย ดังนั้น...
(4) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ ฉันอาหารได้เพียง 4-5 คำ ก็จะตาย ดังนั้น...
(5) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ เคี้ยวกินคำข้าวได้เพียง 1 คำ ก็จะตายดังนั้น...
(6) ตัวเราอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะ หายใจเข้าหายใจออก หรือหายใจออกหายใจเข้า ก็จะตาย ดังนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค และควรเร่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
วิธีเจริญมรณัสสติของภิกษุกลุ่มนี้ สรุปให้สั้นๆ ว่า
(1) หนึ่งคืนหนึ่งวัน : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(2) หนึ่งวัน : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(3) หนึ่งมื้อ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(4) เคี้ยวอาหาร 4-5 คำ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(5) เคี้ยวอาหาร 1 คำ : ระลึกถึงความตาย 1 ครั้ง
(6) ทุกลมหายใจเข้า-ออก : ระลึกถึงความตาย ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก
พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า กลุ่มภิกษุที่เจริญมรณัสสติ ตั้งแต่ข้อ 1-4 ยังนับว่าตกอยู่ในความประมาท ส่วนกลุ่มภิกษุที่เจริญมรณัสสติ ตามข้อ 5-6 จึงจะนับว่า 'เป็นผู้ไม่ประมาท' เป็นผู้ควรแก่การยึดถือเอาเป็นแบบอย่างได้ ถ้าเช่นนั้นลองคิดในมุมกลับกันดูสิว่า ในเมื่อคนที่ระลึกถึงความตาย/เจริญมรณัสสติเกือบทุกคำข้าว ยังทรงนับว่าเป็นผู้ประมาท เช่นนี้แล้วคนที่ร้อยวันพันปีไม่ระลึกถึงความตายเลย ได้ยินใครพูดถึงเรื่องความตาย และคนตายเป็นไม่ได้ รู้สึกเหมือนคนไข้อยู่ใกล้ของแสลง ไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ ถือว่าการพูดถึง ระลึกถึงความตายเป็นเรื่องอัปมงคลแก่ชีวิต คนเช่นนี้จะนับว่าเป็นคนประมาทเพียงไร และเมื่อความตายมาพราก คนที่ไม่เคยคิดถึงความตาย ไม่เคยเรียนรู้เรื่องวิธีรับมือกับความตาย จะมีสภาพน่าสงสารเพียงไร ตอบสั้นๆ ได้ว่า คนเหล่านี้จะกลายเป็นบุคคลที่ 'กลัวตาย, หลงตัว' และ 'ตายอย่างทุรนทุราย' ส่วนคนที่เจริญมรณัสสติ เป็นประจำ เมื่อความตายมาถึงตัวเข้าก็จะมีสติ สามารถเตรียมรับมือความตายได้อย่างสงบ มีจิตผ่องใส ไม่หวั่นไหวต่อการพลัดพราก ทั้งยังมีหลักประกันภพใหม่ในอนาคตได้อย่างค่อนข้างแน่นอนว่า จะต้องไปสู่สุคติอย่างแน่แท้ เพราะมีพระพุทธวัจนะตรัสยืนยันได้ว่า "เมื่อจิตผ่องใส ย่อมหวังได้ว่าจะไปสู่สุคติ"
วิธีเจริญมรณัสสติอย่างง่ายๆ
การเจริญมรณัสสติตามแบบแผนนั้น ท่านกำหนดให้แสวงหาที่สงบ สงัด ปราศจากสิ่งรบกวน นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้าแล้วภาวนาหรือบริกรรมในใจว่า 'มรณํ, มรณํ' หรือ 'ตาย, ตาย' และ/หรือ 'เราจะตายๆ' ทุกลมหายใจเข้าออก แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลาปลีกวิเวกหาสถานที่สงบสงัดจะปฏิบัติมรณัสสติที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นขณะนั่ง นอน ยืน เดิน ทำงาน รถติด ฯลฯ ก็พึงน้อมจิตให้ระลึกอยู่เสมอว่า 'ความตายเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา' หรือจะภาวนาในใจว่า 'ตายหนอๆ' ก็ได้ การเจริญมรณัสสตินี้ ถ้าทำถูกวิธี (โยนิโสมนสิการมรณัสสติ) แล้ว จะสังเกตเห็นผลอย่างชัดเจนตามลำดับ คือ
(1) มีสติมั่นคง
(2) เห็นคุณค่าของชีวิต
(3) ทำกิจ/หน้าที่ด้วยความไม่ประมาท
แต่หากเจริญมรณัสสติไม่เป็น (อโยนิโสมนสิการมรณัสสติ) หรือทำผิดวิธี ยิ่งระลึกถึงความตายก็จะกลายเป็นคนที่
(1) หวาดกลัวต่อความตาย
(2) มีใจสลดหดหู่
(3) ประมาทและดำเนินชีวิตตามอำเภอใจ (กลัวว่าตายแล้วจะไม่ได้ทำอย่างที่ต้องการอีก)
ประโยชน์ของการเจริญมรณัสสติ
การเจริญมรณัสสติตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีประโยชน์เป็นอเนกประการ ทั้งประโยชน์เฉพาะหน้าในปัจจุบันที่เห็นผลทันตา และประโยชน์ในภพหน้าหลังจากแตกกายทำลายขันธ์ไปแล้วอีกด้วย กล่าวคือ
(1) ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
(2) ปล่อยวางความยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
(3) ไม่ห่วงหาอาลัยในชีวิต (ในเมื่อถึงวาระสุดท้าย)
(4) ละอายชั่วกลัวบาป (เลือกเฟ้นทำแต่กรรมดี)
(5) ไม่ละโมบในทรัพย์สมบัติเพราะถึงที่สุดก็ต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป
(6) เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิต ว่าไม่เที่ยงแท้ มีความผันแปรเป็นธรรมดา
(7) ไม่กลัวความตาย
(8) ตายอย่างสงบ
(9) เป็นพื้นฐานของการเจริญสมาธิภาวนาเบื้องสูง
(10) ตายแล้วย่อมถือกำเนิดในสุคติภพ (ถือกำเนิดในภพมนุษย์และเทวดา)
แรงจูงใจในการจัด 'ชมโน-โชว์นม' (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
แรงจูงใจในการจัด 'ชมโน-โชว์นม' (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
ดูข่าวบริษัทเครื่องสำอางที่มีดาราคนหนึ่งเป็นผู้ถือหุ้น มาสาธิตวิธีการขายสินค้าด้วยการโชว์ 'ตบถัน' แล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การทำธุรกิจของคนเราเดี๋ยวนี้ เขาไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ศีลธรรม หรือผลกระทบทางสังคมหรืออย่างไร อยากได้เงินจากลูกค้ากันถึงขนาดยอมเปลือยอกกันอย่างโจ๋งครึ่มกลางเมืองอย่างนั้นเชียวหรือ สงสารก็แต่คุณมีสุข แจ้งมีสุข ที่ไปร่วมงานแล้วพลอยให้พลาดรางวัลสตรีดีเด่นไปด้วย
ท่าน ว. คิดอย่างไรคะกับการทำโฆษณาเกินจริง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรอบข้าง ต่อศักดิ์ศรีของผู้หญิง ต่อศีลธรรม และต่อสังคมไทย
แม่น้องพลอย
วิสัชนา
เรื่องผลกระทบ เรื่องศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง เรื่องศีลธรรม มีคนวิจารณ์กันมากแล้ว จะแสดงความเห็นอีกก็จะซ้ำกับคนอื่น ผู้เขียนสนใจ 'แรงจูงใจ' ที่ทำให้มีการ ชมโน กลางกรุงมากกว่าปรากฏการณ์ที่ตกเป็นข่าว
อะไรคือแรงจูงใจให้มีการกระทำที่ถือกันว่า อุกอาจทางศีลธรรม บางทีคำตอบอาจอยู่ในนิทานปรัชญาจีนต่อไปนี้
ชายหนุ่มรุ่นกระทงคนหนึ่ง เพิ่งแต่งงานใหม่ ช่วงที่ยังข้าวใหม่ปลามันภรรยาว่าอะไรก็เออออห่อหมกตามไปหมด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ชี้น้ำน้ำไหล ชี้ไฟไฟสว่าง ไปฮันนีมูนกันภรรยาแทบไม่ต้องเอามือไปด้วยก็ได้ เพราะคุณพี่เธอยินดีบริการทุกอย่าง
วันหนึ่งภรรยาเกิดอยากได้เครื่องประดับที่ทำด้วยทองขึ้นมา เพราะเบื่อเครื่องเพชรเต็มประดา จึงป้องปากกระซิบบอกความต้องการของตนที่หูของสามีสุดที่รัก ฝ่ายสามีอยู่ในช่วงหลงเสน่ห์ภรรยาสาว ก็รับปากว่าอย่างไรเสียวันสองวันนี้ คนดีของพี่ต้องมีทองประดับพราวไปทั้งตัวแน่
เจ้าหนุ่มนั่งคิดนอนคิดหาวิธีที่จะได้เครื่องประดับจำพวกทองมาสนองความประสงค์ของภรรยาสาวอยู่หลายวัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา จึงเดินทื่อๆ เข้าไปในใจกลางเมือง พลางตรงรี่ไปที่ร้านขายทอง ทั้งๆ ที่ในร้านขายทองแห่งนั้นพลุกพล่านไปด้วยลูกค้านับสิบคน มีตำรวจคอยยืนอารักขาอีกสองนาย เจ้าของร้านทองเองก็อยู่กันครบทั้งสามีภรรยา แต่ทุกคนที่อยู่ในร้านทองแห่งนั้น ดูเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาของเจ้าหนุ่มผู้อยากได้ทองคำขึ้นสมองคนนั้นเลย
เขาเดินทื่อๆ เข้าไปในร้านเหมือนคนใจลอย ค่อยๆ ฝ่าฝูงชนที่กำลังเลือกทองกันอยู่ พอได้โอกาสก็หยิบเอาเครื่องประดับทองคำติดมือมากำใหญ่ แล้วเดินออกมาจากร้านเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนในร้านนับสิบมองเขาเป็นตาเดียว ทุกคนงงกับสิ่งที่เขาทำลงไปอย่างชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ตำรวจเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยเห็นคนร้ายที่ไหนทำการอุกอาจขนาดนี้มาก่อน พอทุกคนได้สติก็วิ่งกรูตามเจ้าหัวขโมยออกมา เจ้าของร้านและตำรวจช่วยกันจับหัวขโมยได้โดยละม่อม จากนั้นจึงมัดมือไพล่หลังอย่างแน่นหนา ลากถูลู่ถูกังไปหาผู้พิพากษาประจำเมือง
"เธอรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป"
"เพิ่งรู้ตัวก็ต่อเมื่อมาอยู่ในศาลนี่แหละครับ"
"ตอนที่เดินเข้าไปในร้านทอง เธอเห็นเจ้าของร้าน หรือเห็นตำรวจอีกสองนายไหม"
"ไม่เห็นใครเลยครับท่าน"
"สองตาเธอยังปกติดีใช่ไหม"
"ครับท่าน"
"ถ้าเช่นนั้น ทำไมจึงมองไม่เห็นตำรวจ มองไม่เห็นเจ้าของร้าน มองไม่เห็นคนในร้านนับสิบ"
"ผมมองไม่เห็นใครในร้านเลยครับท่าน นอกจาก 'ทอง'..."
ปุจฉา
ดูข่าวบริษัทเครื่องสำอางที่มีดาราคนหนึ่งเป็นผู้ถือหุ้น มาสาธิตวิธีการขายสินค้าด้วยการโชว์ 'ตบถัน' แล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การทำธุรกิจของคนเราเดี๋ยวนี้ เขาไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ศีลธรรม หรือผลกระทบทางสังคมหรืออย่างไร อยากได้เงินจากลูกค้ากันถึงขนาดยอมเปลือยอกกันอย่างโจ๋งครึ่มกลางเมืองอย่างนั้นเชียวหรือ สงสารก็แต่คุณมีสุข แจ้งมีสุข ที่ไปร่วมงานแล้วพลอยให้พลาดรางวัลสตรีดีเด่นไปด้วย
ท่าน ว. คิดอย่างไรคะกับการทำโฆษณาเกินจริง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรอบข้าง ต่อศักดิ์ศรีของผู้หญิง ต่อศีลธรรม และต่อสังคมไทย
แม่น้องพลอย
วิสัชนา
เรื่องผลกระทบ เรื่องศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง เรื่องศีลธรรม มีคนวิจารณ์กันมากแล้ว จะแสดงความเห็นอีกก็จะซ้ำกับคนอื่น ผู้เขียนสนใจ 'แรงจูงใจ' ที่ทำให้มีการ ชมโน กลางกรุงมากกว่าปรากฏการณ์ที่ตกเป็นข่าว
อะไรคือแรงจูงใจให้มีการกระทำที่ถือกันว่า อุกอาจทางศีลธรรม บางทีคำตอบอาจอยู่ในนิทานปรัชญาจีนต่อไปนี้
ชายหนุ่มรุ่นกระทงคนหนึ่ง เพิ่งแต่งงานใหม่ ช่วงที่ยังข้าวใหม่ปลามันภรรยาว่าอะไรก็เออออห่อหมกตามไปหมด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ชี้น้ำน้ำไหล ชี้ไฟไฟสว่าง ไปฮันนีมูนกันภรรยาแทบไม่ต้องเอามือไปด้วยก็ได้ เพราะคุณพี่เธอยินดีบริการทุกอย่าง
วันหนึ่งภรรยาเกิดอยากได้เครื่องประดับที่ทำด้วยทองขึ้นมา เพราะเบื่อเครื่องเพชรเต็มประดา จึงป้องปากกระซิบบอกความต้องการของตนที่หูของสามีสุดที่รัก ฝ่ายสามีอยู่ในช่วงหลงเสน่ห์ภรรยาสาว ก็รับปากว่าอย่างไรเสียวันสองวันนี้ คนดีของพี่ต้องมีทองประดับพราวไปทั้งตัวแน่
เจ้าหนุ่มนั่งคิดนอนคิดหาวิธีที่จะได้เครื่องประดับจำพวกทองมาสนองความประสงค์ของภรรยาสาวอยู่หลายวัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา จึงเดินทื่อๆ เข้าไปในใจกลางเมือง พลางตรงรี่ไปที่ร้านขายทอง ทั้งๆ ที่ในร้านขายทองแห่งนั้นพลุกพล่านไปด้วยลูกค้านับสิบคน มีตำรวจคอยยืนอารักขาอีกสองนาย เจ้าของร้านทองเองก็อยู่กันครบทั้งสามีภรรยา แต่ทุกคนที่อยู่ในร้านทองแห่งนั้น ดูเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาของเจ้าหนุ่มผู้อยากได้ทองคำขึ้นสมองคนนั้นเลย
เขาเดินทื่อๆ เข้าไปในร้านเหมือนคนใจลอย ค่อยๆ ฝ่าฝูงชนที่กำลังเลือกทองกันอยู่ พอได้โอกาสก็หยิบเอาเครื่องประดับทองคำติดมือมากำใหญ่ แล้วเดินออกมาจากร้านเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนในร้านนับสิบมองเขาเป็นตาเดียว ทุกคนงงกับสิ่งที่เขาทำลงไปอย่างชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ตำรวจเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยเห็นคนร้ายที่ไหนทำการอุกอาจขนาดนี้มาก่อน พอทุกคนได้สติก็วิ่งกรูตามเจ้าหัวขโมยออกมา เจ้าของร้านและตำรวจช่วยกันจับหัวขโมยได้โดยละม่อม จากนั้นจึงมัดมือไพล่หลังอย่างแน่นหนา ลากถูลู่ถูกังไปหาผู้พิพากษาประจำเมือง
"เธอรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป"
"เพิ่งรู้ตัวก็ต่อเมื่อมาอยู่ในศาลนี่แหละครับ"
"ตอนที่เดินเข้าไปในร้านทอง เธอเห็นเจ้าของร้าน หรือเห็นตำรวจอีกสองนายไหม"
"ไม่เห็นใครเลยครับท่าน"
"สองตาเธอยังปกติดีใช่ไหม"
"ครับท่าน"
"ถ้าเช่นนั้น ทำไมจึงมองไม่เห็นตำรวจ มองไม่เห็นเจ้าของร้าน มองไม่เห็นคนในร้านนับสิบ"
"ผมมองไม่เห็นใครในร้านเลยครับท่าน นอกจาก 'ทอง'..."
ความรัก=มงกุฎบุปผา+ไม้กางเขน (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ความรัก=มงกุฎบุปผา+ไม้กางเขน (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
ทำไมคนที่เคยรักกันมาอย่างลึกซึ้ง เมื่อถึงเวลาหนึ่งกลับสามารถฆ่าคนรักของตัวเองได้ลงคอ เท่านั้นไม่พอ บางทียังมีการฆ่าแล้วหั่นศพคนที่ตนรักอีกต่างหาก ไหนใครๆ ก็บอกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ในกรณีอย่างนี้ ความรักกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่น่ากลัว สมมติว่า ถ้าผมกำลังตกหลุมรักใครสักคนหนึ่ง (เป็นชาวต่างชาติครับ) ผมควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีครับให้ความรักราบรื่น การเรียนก็ประสบความสำเร็จ
ภาวิช/ซิดนีย์/ออสเตรเลีย
วิสัชนา
หากใครเคยไปเยือนโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกขพลาราม ของท่านพุทธทาสภิกขุ ก็จะเห็นว่า ในโรงมหรสพแห่งนั้น มีภาพปริศนาธรรมมากมาย หนึ่งในภาพเหล่านั้นซึ่งผู้เขียนประทับใจมากก็คือ ภาพ 'หัวสมอง' กับ 'หัวใจ' วางอย่างสมดุลอยู่บนตราชั่ง สาระสำคัญของปริศนาธรรมที่ว่านี้ก็คือ ในการทำอะไรก็ตาม ควรจะยึดหลัก 'ทางสายกลาง' โดยให้ 'หัวสมอง' ประสานกันอย่างได้สมดุลกับ 'หัวใจ' เสมอ
หัวสมอง ก็คือ เหตุผล มโนธรรม และสติสัมปชัญญะ
หัวใจ ก็คือ อารมณ์ หรือความรู้สึก
หัวสมองและหัวใจคือส่วนผสมซึ่งขาดไม่ได้ในชีวิตของคนเรา คนที่ดำเนินชีวิตโดยใช้แต่หัวสมอง จะกลายเป็นคนที่เก่ง อัจฉริยะ รอบรู้ แต่จะขาดความอ่อนโยน ขาดจิตสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ตัว และบางทียิ่งเก่ง อาจยิ่งโกง
ส่วนคนที่ใช้แต่หัวใจนำทาง ก็มักจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน โรแมนติก หรืออยู่ในโลกแห่งความคิดฝัน อุดมคติ มากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง และที่สำคัญ มักกลายเป็นคนที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์โลภ โกรธ หลง อย่างง่ายดาย รักง่าย หลงง่าย เลิกง่าย ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย รู้สึกอย่างไรก็มักอ่อนไหวไปตามแรงเหวี่ยงของความรู้สึกนั้นๆ อย่างแรง โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ
ต่อเมื่อใดก็ตามหัวสมองกับหัวใจบรรเลงอย่างประสานสอดคล้องกัน จนเกิดสมดุล ชีวิตจึงจะราบรื่นทั้งโลกของการเรียน การงาน และความรัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อใครสักคนหนึ่งตกหลุมรัก หัวสมองมักจะด้านชา แต่หัวใจมักจะคึกคะนอง โลดโผนกระชุ่มกระชวยมากเป็นพิเศษ บางรายปล่อยหัวใจนำทางจนเสียผู้เสียคน อกหักจากคนรักครั้งแรกอาจถึงขนาดทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคู่รักของตนจนถึงแก่ชีวิตก็ได้ บางคนไม่ทำร้ายตัวเอง แต่ก็ป่วยด้วยโรคทุกข์ซ้ำซากอย่างยาวนาน กว่าจะถอนตัวถอนใจจากความหลังได้ก็กินเวลายาวนาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มตกหลุมรักใครสักคน ควรถามตัวเองว่า หัวสมองกับหัวใจของเราทำงานร่วมกันดีอยู่หรือเปล่า หรือหากจะมองอีกแง่หนึ่ง
หัวสมองก็เหมือนกับแจกันซึ่งแข็งกร้าว
ส่วนหัวใจก็เหมือนกับดอกไม้ซึ่งอ่อนโยน
ทั้งสองอย่างนี้มีคุณสมบัติไม่เหมือนกันเลย แต่ถ้ามาอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลเมื่อไหร่ แจกันและดอกไม้ก็ก่อให้เกิดความงามได้อย่างลงตัว ความรักของคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าหัวสมอง (แจกัน) และดอกไม้ (อารมณ์) สามัคคีกัน ประสมกลมกลืนกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่รักมากจนงมงาย ไม่มีเหตุผลมากมายจนขาดชีวิตชีวา ชีวิตรักของเราก็สดชื่น เบิกบาน ราบรื่น ดำเนินไปอย่างสวยสดงดงาม
แต่การจะบริหารหัวสมองกับหัวใจไม่ใช่ของง่ายเลย ผู้รู้แต่ก่อนท่านจึงมักเตือนคนที่ตกอยู่ในภวังค์รักว่า 'ความรักมักทำให้คนตาบอด' คาลิล ยิบราน มหากวีผู้มีพุทธิปัญญาเป็นเอกคนหนึ่งของโลก ก็กล่าวเตือนคนเริ่มมีความรักเอาไว้อย่างน่ารับฟังว่า
"...เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ มันก็จะตรึงกางเขนเธอ และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น มันก็จะลิดรอนเธอด้วย แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย..."
ความรักจะบริสุทธิ์ งดงาม ก็ต่อเมื่อหัวสมองและหัวใจวางอยู่บนตราชั่งอย่างสมดุล เช่นที่กล่าวมานั้น ถ้าเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ความรักซึ่งใครต่อใครมักมองว่าเป็นสิ่งสวยงามก็จะกลายเป็นสิ่งแสนทรามได้ รักมากขนาดไหน ก็ทำร้ายได้มากขนาดนั้น เพราะความรัก ความชังเป็นปฏิภาคผกผันซึ่งกันและกัน ขึ้นลงผันแปรโดยเกี่ยวเนื่องกันอย่างยากที่จะแยกออกเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงมีผลโดยตรงกับแรงดึงดูดจากพระจันทร์ ส่วนที่ถามว่า ทำไมคนที่รักกันจึงฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ลงคอ ตอบว่า สาเหตุที่คนรักฆ่าคนรักนั้น มีมากมายเหลือเกิน บางทีเหตุผลของการฆาตกรรมคนรักอาจไม่ได้มาจากเรื่องความรักความหึงหวงเลยก็เป็นได้ แต่อาจมาจากความใคร่ ความหลงผิด หรือความตกเป็นทาสของอารมณ์อย่างชั่ววูบ เช่น ความทะเลาะเบาะแว้ง ความเข้าใจผิด ฯลฯ อารมณ์อย่างหนึ่งซึ่งควรระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีความรักก็คือ 'อารมณ์หึงหวง' ซึ่งภาษาพระท่านเรียกว่า 'ภวตัณหา' อันได้แก่ ความรู้สึกว่า คนที่เรารักนั้นเป็น 'สมบัติของเรา' แต่เพียงผู้เดียว โดยลืมนึกถึงความจริงพื้นฐานไปว่า คนที่เรารักนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าสมบัติซึ่งเป็นวัตถุสิ่งของ เมื่อเรารักใครสักคนต้องระลึกอยู่เสมอว่า คนที่เรารักไม่ใช่สมบัติของเราแต่เพียงผู้เดียว แต่เขาก็ยังคงเป็นสมบัติของตัวของเขาเอง ซึ่งเราต้องเคารพและให้เกียรติ นอกจากนั้นเขาก็ยังเป็นสมบัติของพ่อแม่พี่น้องของเขาอีกด้วย พอเราคิดจะให้คนซึ่งมีชีวิตจิตใจ ปัญญา อารมณ์ ความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับคนอื่น/สิ่งอื่น มายอมสยบอยู่ในอาณัติของเราเพียงคนเดียวอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยประการทั้งปวง แต่พอทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ใจหวัง ความแตกหักก็จะเกิดขึ้นตรงนี้เอง
ความหึงหวงฆ่าคนรัก ฆ่าอนาคตของคนที่กำลังมีความรักมามากต่อมากแล้ว และก็คงจะฆ่าคนอีกมากมายในอนาคต ตราบเท่าที่เขาเหล่านั้นสนใจแต่จะรัก โดยที่ไม่เคยคิดจะเรียนรู้เรื่องความรักอย่างถ่องแท้ ดังนั้น เมื่อมีความรักเกิดขึ้นในดวงใจ ก็ควรจะเปิดตาเปิดใจของตัวเองเอาไว้ให้กว้างเสมอ อย่าจมดิ่งลงไปในหลุมดำของความรักจนลืมพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน อนาคต ภาระหน้าที่ ศีลธรรม และสถานภาพทางสังคมของตัวเอง เมื่อตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ควรหาทางชั่งดูหัวใจและหัวสมองของตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า สองสิ่งนี้ยังสมดุลกันดีอยู่หรือไม่ อย่าริรักทั้งๆ ที่ยังหลับตา แต่จงรักอย่างลืมตาอยู่เสมอ
ปุจฉา
ทำไมคนที่เคยรักกันมาอย่างลึกซึ้ง เมื่อถึงเวลาหนึ่งกลับสามารถฆ่าคนรักของตัวเองได้ลงคอ เท่านั้นไม่พอ บางทียังมีการฆ่าแล้วหั่นศพคนที่ตนรักอีกต่างหาก ไหนใครๆ ก็บอกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ในกรณีอย่างนี้ ความรักกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่น่ากลัว สมมติว่า ถ้าผมกำลังตกหลุมรักใครสักคนหนึ่ง (เป็นชาวต่างชาติครับ) ผมควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีครับให้ความรักราบรื่น การเรียนก็ประสบความสำเร็จ
ภาวิช/ซิดนีย์/ออสเตรเลีย
วิสัชนา
หากใครเคยไปเยือนโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกขพลาราม ของท่านพุทธทาสภิกขุ ก็จะเห็นว่า ในโรงมหรสพแห่งนั้น มีภาพปริศนาธรรมมากมาย หนึ่งในภาพเหล่านั้นซึ่งผู้เขียนประทับใจมากก็คือ ภาพ 'หัวสมอง' กับ 'หัวใจ' วางอย่างสมดุลอยู่บนตราชั่ง สาระสำคัญของปริศนาธรรมที่ว่านี้ก็คือ ในการทำอะไรก็ตาม ควรจะยึดหลัก 'ทางสายกลาง' โดยให้ 'หัวสมอง' ประสานกันอย่างได้สมดุลกับ 'หัวใจ' เสมอ
หัวสมอง ก็คือ เหตุผล มโนธรรม และสติสัมปชัญญะ
หัวใจ ก็คือ อารมณ์ หรือความรู้สึก
หัวสมองและหัวใจคือส่วนผสมซึ่งขาดไม่ได้ในชีวิตของคนเรา คนที่ดำเนินชีวิตโดยใช้แต่หัวสมอง จะกลายเป็นคนที่เก่ง อัจฉริยะ รอบรู้ แต่จะขาดความอ่อนโยน ขาดจิตสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ตัว และบางทียิ่งเก่ง อาจยิ่งโกง
ส่วนคนที่ใช้แต่หัวใจนำทาง ก็มักจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน โรแมนติก หรืออยู่ในโลกแห่งความคิดฝัน อุดมคติ มากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง และที่สำคัญ มักกลายเป็นคนที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์โลภ โกรธ หลง อย่างง่ายดาย รักง่าย หลงง่าย เลิกง่าย ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย รู้สึกอย่างไรก็มักอ่อนไหวไปตามแรงเหวี่ยงของความรู้สึกนั้นๆ อย่างแรง โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ
ต่อเมื่อใดก็ตามหัวสมองกับหัวใจบรรเลงอย่างประสานสอดคล้องกัน จนเกิดสมดุล ชีวิตจึงจะราบรื่นทั้งโลกของการเรียน การงาน และความรัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อใครสักคนหนึ่งตกหลุมรัก หัวสมองมักจะด้านชา แต่หัวใจมักจะคึกคะนอง โลดโผนกระชุ่มกระชวยมากเป็นพิเศษ บางรายปล่อยหัวใจนำทางจนเสียผู้เสียคน อกหักจากคนรักครั้งแรกอาจถึงขนาดทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคู่รักของตนจนถึงแก่ชีวิตก็ได้ บางคนไม่ทำร้ายตัวเอง แต่ก็ป่วยด้วยโรคทุกข์ซ้ำซากอย่างยาวนาน กว่าจะถอนตัวถอนใจจากความหลังได้ก็กินเวลายาวนาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มตกหลุมรักใครสักคน ควรถามตัวเองว่า หัวสมองกับหัวใจของเราทำงานร่วมกันดีอยู่หรือเปล่า หรือหากจะมองอีกแง่หนึ่ง
หัวสมองก็เหมือนกับแจกันซึ่งแข็งกร้าว
ส่วนหัวใจก็เหมือนกับดอกไม้ซึ่งอ่อนโยน
ทั้งสองอย่างนี้มีคุณสมบัติไม่เหมือนกันเลย แต่ถ้ามาอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลเมื่อไหร่ แจกันและดอกไม้ก็ก่อให้เกิดความงามได้อย่างลงตัว ความรักของคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าหัวสมอง (แจกัน) และดอกไม้ (อารมณ์) สามัคคีกัน ประสมกลมกลืนกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่รักมากจนงมงาย ไม่มีเหตุผลมากมายจนขาดชีวิตชีวา ชีวิตรักของเราก็สดชื่น เบิกบาน ราบรื่น ดำเนินไปอย่างสวยสดงดงาม
แต่การจะบริหารหัวสมองกับหัวใจไม่ใช่ของง่ายเลย ผู้รู้แต่ก่อนท่านจึงมักเตือนคนที่ตกอยู่ในภวังค์รักว่า 'ความรักมักทำให้คนตาบอด' คาลิล ยิบราน มหากวีผู้มีพุทธิปัญญาเป็นเอกคนหนึ่งของโลก ก็กล่าวเตือนคนเริ่มมีความรักเอาไว้อย่างน่ารับฟังว่า
"...เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ มันก็จะตรึงกางเขนเธอ และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น มันก็จะลิดรอนเธอด้วย แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย..."
ความรักจะบริสุทธิ์ งดงาม ก็ต่อเมื่อหัวสมองและหัวใจวางอยู่บนตราชั่งอย่างสมดุล เช่นที่กล่าวมานั้น ถ้าเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ความรักซึ่งใครต่อใครมักมองว่าเป็นสิ่งสวยงามก็จะกลายเป็นสิ่งแสนทรามได้ รักมากขนาดไหน ก็ทำร้ายได้มากขนาดนั้น เพราะความรัก ความชังเป็นปฏิภาคผกผันซึ่งกันและกัน ขึ้นลงผันแปรโดยเกี่ยวเนื่องกันอย่างยากที่จะแยกออกเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงมีผลโดยตรงกับแรงดึงดูดจากพระจันทร์ ส่วนที่ถามว่า ทำไมคนที่รักกันจึงฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ลงคอ ตอบว่า สาเหตุที่คนรักฆ่าคนรักนั้น มีมากมายเหลือเกิน บางทีเหตุผลของการฆาตกรรมคนรักอาจไม่ได้มาจากเรื่องความรักความหึงหวงเลยก็เป็นได้ แต่อาจมาจากความใคร่ ความหลงผิด หรือความตกเป็นทาสของอารมณ์อย่างชั่ววูบ เช่น ความทะเลาะเบาะแว้ง ความเข้าใจผิด ฯลฯ อารมณ์อย่างหนึ่งซึ่งควรระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีความรักก็คือ 'อารมณ์หึงหวง' ซึ่งภาษาพระท่านเรียกว่า 'ภวตัณหา' อันได้แก่ ความรู้สึกว่า คนที่เรารักนั้นเป็น 'สมบัติของเรา' แต่เพียงผู้เดียว โดยลืมนึกถึงความจริงพื้นฐานไปว่า คนที่เรารักนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าสมบัติซึ่งเป็นวัตถุสิ่งของ เมื่อเรารักใครสักคนต้องระลึกอยู่เสมอว่า คนที่เรารักไม่ใช่สมบัติของเราแต่เพียงผู้เดียว แต่เขาก็ยังคงเป็นสมบัติของตัวของเขาเอง ซึ่งเราต้องเคารพและให้เกียรติ นอกจากนั้นเขาก็ยังเป็นสมบัติของพ่อแม่พี่น้องของเขาอีกด้วย พอเราคิดจะให้คนซึ่งมีชีวิตจิตใจ ปัญญา อารมณ์ ความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับคนอื่น/สิ่งอื่น มายอมสยบอยู่ในอาณัติของเราเพียงคนเดียวอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยประการทั้งปวง แต่พอทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ใจหวัง ความแตกหักก็จะเกิดขึ้นตรงนี้เอง
ความหึงหวงฆ่าคนรัก ฆ่าอนาคตของคนที่กำลังมีความรักมามากต่อมากแล้ว และก็คงจะฆ่าคนอีกมากมายในอนาคต ตราบเท่าที่เขาเหล่านั้นสนใจแต่จะรัก โดยที่ไม่เคยคิดจะเรียนรู้เรื่องความรักอย่างถ่องแท้ ดังนั้น เมื่อมีความรักเกิดขึ้นในดวงใจ ก็ควรจะเปิดตาเปิดใจของตัวเองเอาไว้ให้กว้างเสมอ อย่าจมดิ่งลงไปในหลุมดำของความรักจนลืมพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน อนาคต ภาระหน้าที่ ศีลธรรม และสถานภาพทางสังคมของตัวเอง เมื่อตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ควรหาทางชั่งดูหัวใจและหัวสมองของตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า สองสิ่งนี้ยังสมดุลกันดีอยู่หรือไม่ อย่าริรักทั้งๆ ที่ยังหลับตา แต่จงรักอย่างลืมตาอยู่เสมอ
นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่? (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่? (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงกุศโลบายอย่างหนึ่งในการสอนธรรมะของพระพุทธเจ้า
ภุชงค์/เชียงใหม่
วิสัชนา
คำถามที่ว่า 'สวรรค์-นรก' มีจริงหรือไม่ นับเป็นคำถามคลาสสิกสำหรับทุกศาสนาที่ผู้สอนศาสนาหรือผู้ที่สนใจในศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง จะต้องเพียรตอบตัวเองและตอบคนอื่นๆ ที่คอยถามไถ่อยู่เนืองๆ ให้ได้ ในทางพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน มีผู้ถามอยู่เนืองๆ ว่า นรกสวรรค์เป็นอย่างไรแน่ และก็มีผู้ตอบคำถามเหล่านั้นเอาไว้หลายแง่มุมแตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง เราลองมาสำรวจกันดูหน่อยสิว่า คำตอบต่อคำถามนี้ เป็นอย่างไร
ถ้าตอบตามคัมภีร์พระไตรปิฎก เราชาวพุทธทุกคนก็ควรจะตอบได้ว่า นรกสวรรค์นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 3 มิติ คือ
(1) นรก สวรรค์ ในมิติสถานที่ ซึ่งมีอยู่หลังความตาย นรก สวรรค์ในข้อนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า นรก สวรรค์ ในแง่กายภาพจะสัมผัสได้ว่ามีหรือไม่มีก็ต่อเมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้ว นรกสวรรค์ในด้านกายภาพนี้ ดูเหมือนจะมีกล่าวไว้ในแทบทุกศาสนา
(2) นรก สวรรค์ ในมิติจิตใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน นรก สวรรค์ ในข้อนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นรก สวรรค์ ในแง่จิตใจ หรือที่คนไทยเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า 'สวรรค์ในอก นรกในใจ' นรก สวรรค์ ในข้อนี้หมายเอาระดับภูมิชั้นของจิตใจ คือ ถ้าใจดี ก็เหมือนอยู่ในสวรรค์ ถ้าใจร้ายก็เหมือนกับอยู่ในนรก นรกสวรรค์ด้านจิตใจนี้ สัมผัสได้ทันทีในชีวิตนี้
(3) นรก สวรรค์ ในมิติปัจจุบันขณะ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้สิ่งเร้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยขาดสติ จิตใจจึงไหวหรือกระเพื่อมตามสิ่งที่รับรู้ ถ้ารับรู้แล้วดีใจหรือใจดี ก็เป็นภาวะของสวรรค์ ถ้ารับรู้แล้วรู้สึกเสียใจหรือใจเสีย ก็เป็นภาวะของนรก นรกสวรรค์ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อ 2 คือ สัมผัสได้ทันทีในชีวิตนี้ แต่มีช่วงสั้นหรือละเอียดกว่า คือ วัดกันที่ทุกขณะจิตหรือทุกขณะที่เกิดการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางใจ
สวรรค์ในอก นรกในใจ หรือนรกสวรรค์ในปัจจุบันขณะนั้น เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องการการพิสูจน์มากนัก เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนประจักษ์ได้อยู่แล้วด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน บางคนวันหนึ่งๆ ขึ้นสวรรค์ในอก และตกนรกในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่เป็นเพราะไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองอยู่ในนรกหรือกำลังขึ้นสวรรค์อยู่ในปัจจุบันขณะ ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาคนขาดสติทั้งหลายจึงตกนรกและขึ้นสวรรค์กันเป็นว่าเล่น จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งของชีวิต แล้วก็เลยพานพากันเข้าใจอย่างผิดๆ ว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ต้องเผชิญกันต่อเมื่อตายแล้ว หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วตัวเองกำลังวุ่นวายอยู่ในนรกสวรรค์ในปัจจุบันขณะ ทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่เอง
ส่วนนรก สวรรค์ ในมิติสถานที่นั้น ยังเป็นข้อถกแถลงของชาวพุทธอยู่เสมอมา เมื่อผู้รู้ท่านยอมรับว่า นรกสวรรค์ในมิติสถานที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็ควรถามต่อไปว่า ที่ว่ามีอยู่จริงนั้น มีอยู่ที่ไหน ตอบได้ว่า อาจจะมีอยู่เป็นภพๆ หนึ่งซึ่งอยู่ในโลกเดียวกันกับเรานี่เองก็เป็นได้ หรือมีอยู่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งต่างจากโลกของเราออกไปก็ได้ ที่กล่าวว่า มีอยู่ในโลกเดียวกันกับเรา ก็เช่นเคยมีเรื่องราวบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า ที่เชิงเขาคิชฌกูฏในรัฐมคธนั้นเอง มักจะมีคนพบเห็นเปรตอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเห็นเปรตด้วยตาตนเองเข้าอย่างจัง จึงนำเรื่องนี้ไปทูลรายงานให้พระพุทธเจ้าทรงสดับ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า เปรตที่ท่านเห็นนั้นเป็นเปรตจริงๆ ที่มีอยู่จริงแถวบริเวณเชิงเขาแห่งนั้น และก็ตรัสยืนยันว่าทรงเห็นเปรตเหล่านั้นจนเคยชิน แต่ที่ไม่ทรงนำมาบอกใครก็เพราะเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องมือดูเปรตอย่างที่ทรงมี
จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ถ้าเปรตมีอยู่จริงแถวเชิงเขาคิชฌกูฏ ก็แสดงว่า แถวนั้นก็เป็นนรกของเปรตนั่นเอง หรือเปรตและสัตว์นรกชนิดอื่นก็อยู่ในโลกเดียวกับเรานี่เอง ได้ไม่อยู่นอกโลกแต่อย่างใด แต่คนช่างสงสัยก็จะถามต่อไปอีกว่า ในเมื่อเปรตซึ่งเป็นสัตว์นรกประเภทหนึ่งกำลังชดใช้กรรมอยู่ในภพเดียวกับเรานี่เองแท้ๆ ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมเราจึงมองไม่เห็นเปรตเหล่านั้นบ้าง ข้อนี้ตอบได้ว่า ที่เรามองไม่เห็นก็เพราะว่าเราขาด 'เครื่องมือ' ที่จะทำให้มองเห็นเปรตหรือสัตว์นรกเหล่านั้นต่างหาก
สิ่งที่เราไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มี
สิ่งที่มี ไม่แน่ว่าเราจะมองเห็น
นรก สวรรค์ เปรต อสุรกาย สัตว์นรกทั้งหลายก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
0 0 0
ซามูไรผู้มีฝีมือไร้เทียมทานคนหนึ่ง นามว่า 'โนบูชิเกะ' ได้แวะไปหาท่าน 'ฮากูอิน' ซึ่งเป็นอาจารย์เซนผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคคนหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันแล้ว โนบูชิเกะ ได้เรียนถามขึ้นว่า
"ท่านครับ สวรรค์และนรกมีจริงไหม"
"แกเป็นใคร" อาจารย์ฮากูอินถาม
"ข้าพเจ้าเป็นนักดาบซามูไร"
พอรู้ว่าคนที่ถามเป็นนักดาบซามูไรเลื่องชื่อ แต่แทนที่ท่านฮากูอินจะตื่นเต้นเหมือนคนทั่วไปที่ได้อยู่ต่อหน้าคนมีฝีมือเช่นโนบูชิเกะ ท่านกลับทำตรงกันข้ามโดยถามกลับไปอย่างไม่ไยดีนักว่า
"อ้อ! เป็นทหารหรอกรึ ฉันสงสัยนักว่า น้ำหน้าทหารอย่างเจ้าน่ะ จะมีพระราชามหากษัตริย์ที่ไหนมาสนใจจ้างเจ้าไปเป็นนักรบ ทำไมน่ะรึ ก็ดูสารรูปเจ้าสิ มอซอยังกะขอทานแน่ะ"
คำปรามาสของอาจารย์ฮากูอิน เหมือนมีดคมกริบที่ปักเข้าตรงกลางใจของซามูไรหนุ่มอย่างแม่นยำ จนเขาเผลอตัวชักดาบขาววับออกมาจากฝักครึ่งเล่ม ทันใดนั้นเสียงของท่านฮากูอินก็ดังสวนขึ้นมาอีกว่า
"อ้อ! พกดาบมาด้วยรึ อ้ายดาบทื่อๆ ของแกน่ะ มันตัดคอฉันไม่ขาดร้อก"
ประโยคนี้ทำเอาซามูไรเลือดร้อนชักดาบออกมาจากฝักด้วยความโกรธสุดขีด แต่ท่านฮากูอินยังคงสงบ ไม่มีอาการของความประหวั่นพรั่นพรึงต่อคมดาบวับวาวนั้นแต่อย่างใด เท่านั้นไม่พอ ท่านยังกรุณาชี้ทางสว่างให้อีกว่า
"นี่ไงล่ะ ประตูนรกเปิดแล้ว"
โนบุชิเกะได้ฟังข้อความนี้ก็พลันฉุกคิดได้ ว่าตัวเองกำลังเตลิดไปไกลจนเกือบพลาดท่าทำร้ายยอดคนแห่งยุคสมัยคนหนึ่งเสียแล้ว จึงเกิดความรู้สึกละอายแก่ใจ ค่อยๆ สอดดาบคืนเข้าฝักตามเดิมพลางก้มลงกราบอาจารย์ฮากูอินด้วยความซาบซึ้งในเมตตาธรรมที่ท่านมีต่อตนอย่างล้นเหลือ ท่านฮากูอินเห็นซามูไรหนุ่มเลือดร้อนเก็บดาบเข้าฝักอย่างเรียบร้อย ทั้งยังหมดอหังการเปลี่ยนเป็นคนละคนอีกต่างหาก จึงพูดยิ้มๆ ว่า
"นี่ไงล่ะ ประตูสวรรค์เปิดแล้ว"
ปุจฉา
นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงกุศโลบายอย่างหนึ่งในการสอนธรรมะของพระพุทธเจ้า
ภุชงค์/เชียงใหม่
วิสัชนา
คำถามที่ว่า 'สวรรค์-นรก' มีจริงหรือไม่ นับเป็นคำถามคลาสสิกสำหรับทุกศาสนาที่ผู้สอนศาสนาหรือผู้ที่สนใจในศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง จะต้องเพียรตอบตัวเองและตอบคนอื่นๆ ที่คอยถามไถ่อยู่เนืองๆ ให้ได้ ในทางพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน มีผู้ถามอยู่เนืองๆ ว่า นรกสวรรค์เป็นอย่างไรแน่ และก็มีผู้ตอบคำถามเหล่านั้นเอาไว้หลายแง่มุมแตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง เราลองมาสำรวจกันดูหน่อยสิว่า คำตอบต่อคำถามนี้ เป็นอย่างไร
ถ้าตอบตามคัมภีร์พระไตรปิฎก เราชาวพุทธทุกคนก็ควรจะตอบได้ว่า นรกสวรรค์นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 3 มิติ คือ
(1) นรก สวรรค์ ในมิติสถานที่ ซึ่งมีอยู่หลังความตาย นรก สวรรค์ในข้อนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า นรก สวรรค์ ในแง่กายภาพจะสัมผัสได้ว่ามีหรือไม่มีก็ต่อเมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้ว นรกสวรรค์ในด้านกายภาพนี้ ดูเหมือนจะมีกล่าวไว้ในแทบทุกศาสนา
(2) นรก สวรรค์ ในมิติจิตใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน นรก สวรรค์ ในข้อนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นรก สวรรค์ ในแง่จิตใจ หรือที่คนไทยเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า 'สวรรค์ในอก นรกในใจ' นรก สวรรค์ ในข้อนี้หมายเอาระดับภูมิชั้นของจิตใจ คือ ถ้าใจดี ก็เหมือนอยู่ในสวรรค์ ถ้าใจร้ายก็เหมือนกับอยู่ในนรก นรกสวรรค์ด้านจิตใจนี้ สัมผัสได้ทันทีในชีวิตนี้
(3) นรก สวรรค์ ในมิติปัจจุบันขณะ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้สิ่งเร้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยขาดสติ จิตใจจึงไหวหรือกระเพื่อมตามสิ่งที่รับรู้ ถ้ารับรู้แล้วดีใจหรือใจดี ก็เป็นภาวะของสวรรค์ ถ้ารับรู้แล้วรู้สึกเสียใจหรือใจเสีย ก็เป็นภาวะของนรก นรกสวรรค์ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อ 2 คือ สัมผัสได้ทันทีในชีวิตนี้ แต่มีช่วงสั้นหรือละเอียดกว่า คือ วัดกันที่ทุกขณะจิตหรือทุกขณะที่เกิดการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางใจ
สวรรค์ในอก นรกในใจ หรือนรกสวรรค์ในปัจจุบันขณะนั้น เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องการการพิสูจน์มากนัก เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนประจักษ์ได้อยู่แล้วด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน บางคนวันหนึ่งๆ ขึ้นสวรรค์ในอก และตกนรกในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่เป็นเพราะไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองอยู่ในนรกหรือกำลังขึ้นสวรรค์อยู่ในปัจจุบันขณะ ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาคนขาดสติทั้งหลายจึงตกนรกและขึ้นสวรรค์กันเป็นว่าเล่น จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างหนึ่งของชีวิต แล้วก็เลยพานพากันเข้าใจอย่างผิดๆ ว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ต้องเผชิญกันต่อเมื่อตายแล้ว หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วตัวเองกำลังวุ่นวายอยู่ในนรกสวรรค์ในปัจจุบันขณะ ทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่เอง
ส่วนนรก สวรรค์ ในมิติสถานที่นั้น ยังเป็นข้อถกแถลงของชาวพุทธอยู่เสมอมา เมื่อผู้รู้ท่านยอมรับว่า นรกสวรรค์ในมิติสถานที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็ควรถามต่อไปว่า ที่ว่ามีอยู่จริงนั้น มีอยู่ที่ไหน ตอบได้ว่า อาจจะมีอยู่เป็นภพๆ หนึ่งซึ่งอยู่ในโลกเดียวกันกับเรานี่เองก็เป็นได้ หรือมีอยู่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งต่างจากโลกของเราออกไปก็ได้ ที่กล่าวว่า มีอยู่ในโลกเดียวกันกับเรา ก็เช่นเคยมีเรื่องราวบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า ที่เชิงเขาคิชฌกูฏในรัฐมคธนั้นเอง มักจะมีคนพบเห็นเปรตอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเห็นเปรตด้วยตาตนเองเข้าอย่างจัง จึงนำเรื่องนี้ไปทูลรายงานให้พระพุทธเจ้าทรงสดับ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า เปรตที่ท่านเห็นนั้นเป็นเปรตจริงๆ ที่มีอยู่จริงแถวบริเวณเชิงเขาแห่งนั้น และก็ตรัสยืนยันว่าทรงเห็นเปรตเหล่านั้นจนเคยชิน แต่ที่ไม่ทรงนำมาบอกใครก็เพราะเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องมือดูเปรตอย่างที่ทรงมี
จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ถ้าเปรตมีอยู่จริงแถวเชิงเขาคิชฌกูฏ ก็แสดงว่า แถวนั้นก็เป็นนรกของเปรตนั่นเอง หรือเปรตและสัตว์นรกชนิดอื่นก็อยู่ในโลกเดียวกับเรานี่เอง ได้ไม่อยู่นอกโลกแต่อย่างใด แต่คนช่างสงสัยก็จะถามต่อไปอีกว่า ในเมื่อเปรตซึ่งเป็นสัตว์นรกประเภทหนึ่งกำลังชดใช้กรรมอยู่ในภพเดียวกับเรานี่เองแท้ๆ ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมเราจึงมองไม่เห็นเปรตเหล่านั้นบ้าง ข้อนี้ตอบได้ว่า ที่เรามองไม่เห็นก็เพราะว่าเราขาด 'เครื่องมือ' ที่จะทำให้มองเห็นเปรตหรือสัตว์นรกเหล่านั้นต่างหาก
สิ่งที่เราไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มี
สิ่งที่มี ไม่แน่ว่าเราจะมองเห็น
นรก สวรรค์ เปรต อสุรกาย สัตว์นรกทั้งหลายก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
0 0 0
ซามูไรผู้มีฝีมือไร้เทียมทานคนหนึ่ง นามว่า 'โนบูชิเกะ' ได้แวะไปหาท่าน 'ฮากูอิน' ซึ่งเป็นอาจารย์เซนผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคคนหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันแล้ว โนบูชิเกะ ได้เรียนถามขึ้นว่า
"ท่านครับ สวรรค์และนรกมีจริงไหม"
"แกเป็นใคร" อาจารย์ฮากูอินถาม
"ข้าพเจ้าเป็นนักดาบซามูไร"
พอรู้ว่าคนที่ถามเป็นนักดาบซามูไรเลื่องชื่อ แต่แทนที่ท่านฮากูอินจะตื่นเต้นเหมือนคนทั่วไปที่ได้อยู่ต่อหน้าคนมีฝีมือเช่นโนบูชิเกะ ท่านกลับทำตรงกันข้ามโดยถามกลับไปอย่างไม่ไยดีนักว่า
"อ้อ! เป็นทหารหรอกรึ ฉันสงสัยนักว่า น้ำหน้าทหารอย่างเจ้าน่ะ จะมีพระราชามหากษัตริย์ที่ไหนมาสนใจจ้างเจ้าไปเป็นนักรบ ทำไมน่ะรึ ก็ดูสารรูปเจ้าสิ มอซอยังกะขอทานแน่ะ"
คำปรามาสของอาจารย์ฮากูอิน เหมือนมีดคมกริบที่ปักเข้าตรงกลางใจของซามูไรหนุ่มอย่างแม่นยำ จนเขาเผลอตัวชักดาบขาววับออกมาจากฝักครึ่งเล่ม ทันใดนั้นเสียงของท่านฮากูอินก็ดังสวนขึ้นมาอีกว่า
"อ้อ! พกดาบมาด้วยรึ อ้ายดาบทื่อๆ ของแกน่ะ มันตัดคอฉันไม่ขาดร้อก"
ประโยคนี้ทำเอาซามูไรเลือดร้อนชักดาบออกมาจากฝักด้วยความโกรธสุดขีด แต่ท่านฮากูอินยังคงสงบ ไม่มีอาการของความประหวั่นพรั่นพรึงต่อคมดาบวับวาวนั้นแต่อย่างใด เท่านั้นไม่พอ ท่านยังกรุณาชี้ทางสว่างให้อีกว่า
"นี่ไงล่ะ ประตูนรกเปิดแล้ว"
โนบุชิเกะได้ฟังข้อความนี้ก็พลันฉุกคิดได้ ว่าตัวเองกำลังเตลิดไปไกลจนเกือบพลาดท่าทำร้ายยอดคนแห่งยุคสมัยคนหนึ่งเสียแล้ว จึงเกิดความรู้สึกละอายแก่ใจ ค่อยๆ สอดดาบคืนเข้าฝักตามเดิมพลางก้มลงกราบอาจารย์ฮากูอินด้วยความซาบซึ้งในเมตตาธรรมที่ท่านมีต่อตนอย่างล้นเหลือ ท่านฮากูอินเห็นซามูไรหนุ่มเลือดร้อนเก็บดาบเข้าฝักอย่างเรียบร้อย ทั้งยังหมดอหังการเปลี่ยนเป็นคนละคนอีกต่างหาก จึงพูดยิ้มๆ ว่า
"นี่ไงล่ะ ประตูสวรรค์เปิดแล้ว"
หากมีคนตาย ควรไว้ทุกข์กี่วัน (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
หากมีคนตาย ควรไว้ทุกข์กี่วัน (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
เธอจะคิดถึงฉันไหม....
หากฉันต้องตายไปในวันหนึ่ง
กี่วันที่อาลัยใฝ่ถึง
กี่คืนที่คิดถึง....ฉันอยากรู้
เธอจะตกใจไหม.....
หากวันหนึ่งวันใดต้องมาเห็น
ร่างฉันนิ่งเงียบและเฉียบเย็น
............................
พันศร/หาดป่าตอง/ภูเก็ต
หลังรอดตายจากสึนามิ-และวิญญาณกวียังเหลืออยู่
วิสัชนา
ฉันคงจะไม่คิดถึง
หากวันหนึ่งเห็นเธอตาย
ฉันจะบอกเธอไปสบาย
ฉากสุดท้ายย่อมเป็นเช่นฉะนี้
ชีวิตมีเกิดมีดับ
มีรับมีจ่ายมีใช้หนี้
มีชอบมีชังมีหวังดี
มีวันนี้พรุ่งนี้และเมื่อวาน
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
อย่าอาลัยเป็นห่วงบ่วงสังขาร
ควรรู้ทันรู้เท่าจึงเข้าการ
อย่าประจานความไม่รู้ทู่ซี้ทุกข์!
มีคนไปถามหลวงปู่ดุลย์ อตุโลว่า
ถ้ามีคนตายควรจะไว้ทุกข์สักกี่วัน
หลวงปู่ตอบว่า "ทุกข์ต้องกำหนดรู้ รู้แล้วให้ละเสีย ไปไว้ (ทุกข์) มันทำไม"
ตอบอย่างบทกวีข้างต้นนั้น บางคนอาจหาว่าผู้เขียนตอบเล่นลิ้น เห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ตอบอย่างนั้นนั่นแหละ คือการเจาะเข้าไปที่แก่นของพุทธธรรมเลยทีเดียว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า หน้าที่ต่อทุกข์ คือเราต้องกำหนดรู้ให้เท่าทัน ถอดเป็นภาษาสามัญว่า เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ต้องพยายามศึกษาความทุกข์ให้กระจ่าง อย่าเพิ่งเป็นทุกข์ แต่ให้ศึกษาตัวความทุกข์นั้นให้แจ่มแจ้งชัดเจนเสียก่อน เมื่อศึกษารู้ที่มาที่ไปแล้ว ก็จะสามารถกำหนดท่าทีต่อความทุกข์นั้นได้อย่างเหมาะสม แต่คนทั่วไปเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา มักไม่ค่อยศึกษา มักไม่ค่อยใช้สติฉุกคิดพิจารณาความทุกข์ โดยมากมักจะเผลอหลอมรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับความทุกข์นั้น และพยายามขยายความทุกข์นั้นให้ใหญ่เกินจริงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว แต่ในทางพระพุทธศาสนาท่านบอกว่า ถ้าความทุกข์เกิดขึ้น ต้องจับมาศึกษาทันที เอาตัวความทุกข์นั้นมาเป็นอุปกรณ์สำหรับการศึกษา หรือจับมาเป็นเครื่องมือสร้างความฉลาดให้กับตัวเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เอาตัวความทุกข์นั่นแหละมาเป็นบันไดไต่ขึ้นไปสู่ความพ้นทุกข์ ทุกข์เกิดที่ไหน ก็หาทางดับมันที่นั่น เหมือนใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้า แปรอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ แปรทุกข์ให้เป็นสุข แปรปัญหาให้เป็นปัญญา ทุกข์เกิดจากความตายก็ศึกษาจากความตายนั่นแหละให้กระจ่าง ให้ถ่องแท้ จนรู้จักธรรมชาติของความตายและของคนตาย ถ้าเข้าใจแล้ว มีใครตายอีก ก็ทุกข์น้อยลงหรือไม่ทุกข์เลย เพราะเรารู้เท่าทันเสียแล้ว ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ธรรมดาของชีวิตมันจะเป็นอย่างนี้ มันกำลังเป็นอยู่ และวันข้างหน้ามันก็จะเป็นอย่างนี้อีก ปราชญ์บางท่านพูดชัดยิ่งกว่านั้น ท่านกล่าวว่า 'ทุกข์สำหรับเห็น สุขสำหรับเป็น' แต่คนส่วนใหญ่มักจะทำกลับกัน คือ 'ทุกข์สำหรับเป็น แต่สุขสำหรับรู้ (ว่ามันมีอยู่ แต่ไม่เคยเข้าถึง)'
สมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก เวลามีคนตายก่อนเคลื่อนย้ายหรือจูงศพออกจากบ้าน จะเห็นสัปเหร่อมาทำพิธีหลายอย่าง เช่นก่อนวันเผาหนึ่งวัน คืนนั้นจะมีการย้ายศพลงจากเรือนเพื่อมาตั้งสวดที่ลานบ้านเป็นคืนสุดท้าย สิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วไม่ค่อยเข้าใจเลย พร้อมๆ กับที่มีการเคลื่อนศพลงจากเรือน สัปเหร่อจะนำหม้อน้ำมาทุบให้แตกโพละๆ จนกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พอโตขึ้นอีกหน่อยถามว่า การทุบหม้อน้ำอย่างนั้น เขาเรียกว่าทำอะไร สัปเหร่อบอกว่าคือการ 'ทุบขันธ์ 5' ตอนนั้นฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอมาเริ่มศึกษาธรรมะจึงได้รู้ว่า ทุบขันธ์ 5 นั้นเป็น 'ภาษาสัญลักษณ์' อย่างหนึ่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ท่านต้องการสอนคนที่ยังอยู่ให้รู้ว่า ขันธ์ 5 (คือ รูป/ร่างกาย เวทนา/ความรู้สึก สัญญา/ความจำ สังขาร/ความคิด วิญญาณ/ความรับรู้ = ร่างกาย+จิตใจ) ของคนเรานั้น ถึงที่สุดแล้วก็จะแตกเหมือนกับหม้อน้ำนี้เอง เมื่อรู้จักธรรมชาติของชีวิตแล้วจึงควรปรับใจให้ยอมรับความจริง อย่าทำตัวสวนทางกับความจริงด้วยการไม่ยอมรับรู้ หรือไม่ยอมปล่อยวางความรักความยึดมั่นในรูปร่างสังขารของคนที่ตาย พิธีกรรมอย่างนี้เอามาจากไหน ก็ไม่รู้ ยังไม่มีเวลาสืบค้น แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ในพระไตรปิฎกมีการเปรียบขันธ์ 5 ว่าเป็นเช่นกับหม้อน้ำที่มีความแตกสลายเป็นธรรมดาด้วย เช่น
"ผลไม้สุกแล้ว ก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องร่วงหล่นไป ฉันใด, สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น. ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้วทั้งหมด ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น, ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู (ความตาย) มีมฤตยูเป็นที่ไปเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด"
เราทุกคนต่างก็เป็นเช่นเดียวกับหม้อดิน ที่ไม่ว่าจะถูกนำไปบรรจุน้ำดื่ม น้ำหอม หรือนำไปเป็นหม้อหุงหาอาหารก็ตามที แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีหม้อดินใบไหนที่ไม่แตก สรรพสิ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเหตุปัจจัยที่มากกว่าหนึ่ง ล้วนมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความผันแปรเป็นอื่นไปในท่ามกลาง และมีความแตกสลายไปในที่สุด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งสามัญธรรมดาของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งวัตถุทั้งปวงโดยไม่มีข้อยกเว้น หากเรารู้เท่าทันธรรมดา จะไม่ถูกพิษของธรรมดากัด แต่ถ้ารู้ไม่เท่าทัน จะเสียค่าโง่ให้ธรรมดา จะเปลืองน้ำตาโดยใช่เหตุ
ปุจฉา
เธอจะคิดถึงฉันไหม....
หากฉันต้องตายไปในวันหนึ่ง
กี่วันที่อาลัยใฝ่ถึง
กี่คืนที่คิดถึง....ฉันอยากรู้
เธอจะตกใจไหม.....
หากวันหนึ่งวันใดต้องมาเห็น
ร่างฉันนิ่งเงียบและเฉียบเย็น
............................
พันศร/หาดป่าตอง/ภูเก็ต
หลังรอดตายจากสึนามิ-และวิญญาณกวียังเหลืออยู่
วิสัชนา
ฉันคงจะไม่คิดถึง
หากวันหนึ่งเห็นเธอตาย
ฉันจะบอกเธอไปสบาย
ฉากสุดท้ายย่อมเป็นเช่นฉะนี้
ชีวิตมีเกิดมีดับ
มีรับมีจ่ายมีใช้หนี้
มีชอบมีชังมีหวังดี
มีวันนี้พรุ่งนี้และเมื่อวาน
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
อย่าอาลัยเป็นห่วงบ่วงสังขาร
ควรรู้ทันรู้เท่าจึงเข้าการ
อย่าประจานความไม่รู้ทู่ซี้ทุกข์!
มีคนไปถามหลวงปู่ดุลย์ อตุโลว่า
ถ้ามีคนตายควรจะไว้ทุกข์สักกี่วัน
หลวงปู่ตอบว่า "ทุกข์ต้องกำหนดรู้ รู้แล้วให้ละเสีย ไปไว้ (ทุกข์) มันทำไม"
ตอบอย่างบทกวีข้างต้นนั้น บางคนอาจหาว่าผู้เขียนตอบเล่นลิ้น เห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ตอบอย่างนั้นนั่นแหละ คือการเจาะเข้าไปที่แก่นของพุทธธรรมเลยทีเดียว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า หน้าที่ต่อทุกข์ คือเราต้องกำหนดรู้ให้เท่าทัน ถอดเป็นภาษาสามัญว่า เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ต้องพยายามศึกษาความทุกข์ให้กระจ่าง อย่าเพิ่งเป็นทุกข์ แต่ให้ศึกษาตัวความทุกข์นั้นให้แจ่มแจ้งชัดเจนเสียก่อน เมื่อศึกษารู้ที่มาที่ไปแล้ว ก็จะสามารถกำหนดท่าทีต่อความทุกข์นั้นได้อย่างเหมาะสม แต่คนทั่วไปเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา มักไม่ค่อยศึกษา มักไม่ค่อยใช้สติฉุกคิดพิจารณาความทุกข์ โดยมากมักจะเผลอหลอมรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับความทุกข์นั้น และพยายามขยายความทุกข์นั้นให้ใหญ่เกินจริงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว แต่ในทางพระพุทธศาสนาท่านบอกว่า ถ้าความทุกข์เกิดขึ้น ต้องจับมาศึกษาทันที เอาตัวความทุกข์นั้นมาเป็นอุปกรณ์สำหรับการศึกษา หรือจับมาเป็นเครื่องมือสร้างความฉลาดให้กับตัวเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เอาตัวความทุกข์นั่นแหละมาเป็นบันไดไต่ขึ้นไปสู่ความพ้นทุกข์ ทุกข์เกิดที่ไหน ก็หาทางดับมันที่นั่น เหมือนใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้า แปรอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ แปรทุกข์ให้เป็นสุข แปรปัญหาให้เป็นปัญญา ทุกข์เกิดจากความตายก็ศึกษาจากความตายนั่นแหละให้กระจ่าง ให้ถ่องแท้ จนรู้จักธรรมชาติของความตายและของคนตาย ถ้าเข้าใจแล้ว มีใครตายอีก ก็ทุกข์น้อยลงหรือไม่ทุกข์เลย เพราะเรารู้เท่าทันเสียแล้ว ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ธรรมดาของชีวิตมันจะเป็นอย่างนี้ มันกำลังเป็นอยู่ และวันข้างหน้ามันก็จะเป็นอย่างนี้อีก ปราชญ์บางท่านพูดชัดยิ่งกว่านั้น ท่านกล่าวว่า 'ทุกข์สำหรับเห็น สุขสำหรับเป็น' แต่คนส่วนใหญ่มักจะทำกลับกัน คือ 'ทุกข์สำหรับเป็น แต่สุขสำหรับรู้ (ว่ามันมีอยู่ แต่ไม่เคยเข้าถึง)'
สมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนยังเด็ก เวลามีคนตายก่อนเคลื่อนย้ายหรือจูงศพออกจากบ้าน จะเห็นสัปเหร่อมาทำพิธีหลายอย่าง เช่นก่อนวันเผาหนึ่งวัน คืนนั้นจะมีการย้ายศพลงจากเรือนเพื่อมาตั้งสวดที่ลานบ้านเป็นคืนสุดท้าย สิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วไม่ค่อยเข้าใจเลย พร้อมๆ กับที่มีการเคลื่อนศพลงจากเรือน สัปเหร่อจะนำหม้อน้ำมาทุบให้แตกโพละๆ จนกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พอโตขึ้นอีกหน่อยถามว่า การทุบหม้อน้ำอย่างนั้น เขาเรียกว่าทำอะไร สัปเหร่อบอกว่าคือการ 'ทุบขันธ์ 5' ตอนนั้นฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอมาเริ่มศึกษาธรรมะจึงได้รู้ว่า ทุบขันธ์ 5 นั้นเป็น 'ภาษาสัญลักษณ์' อย่างหนึ่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ท่านต้องการสอนคนที่ยังอยู่ให้รู้ว่า ขันธ์ 5 (คือ รูป/ร่างกาย เวทนา/ความรู้สึก สัญญา/ความจำ สังขาร/ความคิด วิญญาณ/ความรับรู้ = ร่างกาย+จิตใจ) ของคนเรานั้น ถึงที่สุดแล้วก็จะแตกเหมือนกับหม้อน้ำนี้เอง เมื่อรู้จักธรรมชาติของชีวิตแล้วจึงควรปรับใจให้ยอมรับความจริง อย่าทำตัวสวนทางกับความจริงด้วยการไม่ยอมรับรู้ หรือไม่ยอมปล่อยวางความรักความยึดมั่นในรูปร่างสังขารของคนที่ตาย พิธีกรรมอย่างนี้เอามาจากไหน ก็ไม่รู้ ยังไม่มีเวลาสืบค้น แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ในพระไตรปิฎกมีการเปรียบขันธ์ 5 ว่าเป็นเช่นกับหม้อน้ำที่มีความแตกสลายเป็นธรรมดาด้วย เช่น
"ผลไม้สุกแล้ว ก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องร่วงหล่นไป ฉันใด, สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น. ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้วทั้งหมด ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น, ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู (ความตาย) มีมฤตยูเป็นที่ไปเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด"
เราทุกคนต่างก็เป็นเช่นเดียวกับหม้อดิน ที่ไม่ว่าจะถูกนำไปบรรจุน้ำดื่ม น้ำหอม หรือนำไปเป็นหม้อหุงหาอาหารก็ตามที แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีหม้อดินใบไหนที่ไม่แตก สรรพสิ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเหตุปัจจัยที่มากกว่าหนึ่ง ล้วนมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความผันแปรเป็นอื่นไปในท่ามกลาง และมีความแตกสลายไปในที่สุด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งสามัญธรรมดาของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งวัตถุทั้งปวงโดยไม่มีข้อยกเว้น หากเรารู้เท่าทันธรรมดา จะไม่ถูกพิษของธรรมดากัด แต่ถ้ารู้ไม่เท่าทัน จะเสียค่าโง่ให้ธรรมดา จะเปลืองน้ำตาโดยใช่เหตุ
เบื้องหลังคำอุทาน 'นี่หรือเมืองพุทธ!'(ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
เบื้องหลังคำอุทาน 'นี่หรือเมืองพุทธ!'(ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
มีคนฝากมาถามว่า ทำไม (ท่าน ว.) ไปโผล่หน้าทางนิตยสาร, หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ บ่อยเหลือเกิน ให้สัมภาษณ์/ออกงานเทศน์ถี่ยิบเสียจนอาจมีคนหมั่นไส้ก็เป็นได้ คนเป็นพระทำไมไม่อยู่เงียบๆ?
เภตรา/สมุทรปราการ
วิสัชนา
คำถามนี้ มีนัยสำคัญมาก เพราะ หนึ่ง - มันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตั้งคำถามหรือเราคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าที่หรือบทบาทของพระ ว่าพระนั้นควรจะอยู่นิ่งๆ ไม่ควรวุ่นวายไปกับโลก แล้วเจ้าความเข้าใจผิดที่ว่า พระควรจะอยู่นิ่งๆ นี่เอง ก็ทำให้เรา 'กัน' พระออกไปเสียจากการมีบทบาทในสังคม จนเดี๋ยวนี้ทอดตามองไปทางไหน สังคมไทยก็มีแต่ 'พื้นที่สีดำ' เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เรามีและพยายามจะมีกาสิโนคอมเพล็กซ์ (ศูนย์รวมความเสื่อมครบวงจร) เรามีนักการเมืองขี้ฉ้อมากมายที่มีแผลเหวอะหวะเต็มหลังขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีทุกยุคสมัย เรามีหวยใต้ดินซึ่งเป็นสิ่งผิด แต่ถูกทำให้ถูก และเดี๋ยวนี้คนเห็นเป็นสิ่งสามัญ เรามีเหล้าเสรี ทั้งๆ ที่สิ่งนี้ขัดต่อศีล 5 อย่างโต้งๆ และฆ่าคนไปปีหนึ่งๆ หลายหมื่นคน ทำลายศักยภาพทางสติปัญญาของคนในชาติอีกปีหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ เรามีปัญหาอาชญากรรมทางเพศระบาดไปทั่วทุกมุมเมือง ไม่เว้นแม้แต่ในสภาอันทรงเกียรติของประเทศ แล้ววันหนึ่งพอความเลวร้ายทั้งหลายมันปะทุลุกลามทำร้ายเด็ก ผู้หญิง และสังคมของเราจนทั่วประเทศกระทั่งทุกฝ่ายเริ่มว่าเห็นเป็นสิ่งผิดปกติของบ้านเมือง เราก็จึงมาตั้งคำถามกันว่า 'นี่หรือเมืองพุทธ'
ทำไมเมืองพุทธจึงเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่ง (ส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด) ก็เป็นเพราะเราเข้าใจผิดกันมาตลอดว่า 'พระควรจะอยู่นิ่งๆ' ไงล่ะ แล้วพระท่านก็เลยนิ่งเสียจนแทบจะไม่รับรู้ความเป็นไปในสังคม เมื่อนิ่งมากเข้า คนเลยเข้าใจผิดกันต่อไปอีกยกใหญ่ว่า คนเป็นพระควรจะนิ่งๆ เข้าไว้ อย่าทำอะไรในทางสร้างสรรค์ คอยสวด ฉัน และเทศน์ ไปตามธรรมเนียมก็พอแล้ว จนเดี๋ยวนี้ใครมาบวชเป็นพระเข้าหน่อย ก็เลยพากันนิ่งเป็นพระอิฐพระปูนกันไปเสียหมด สังคมจะเลวร้ายยังไงฉันไม่สน ใครจะกินเมืองหรือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ยังไงฉันไม่รู้ (หรือใครจะมาขอยืมปากบอกให้รวมพรรคเพื่อชาติ ฉันก็ไม่รู้ นอกจากไม่รู้บางทียังนึกว่าเขามายกย่องนับถืออีก ทั้งๆ ที่ความจริงเขามาหลอกใช้ต่างหาก) ไม่ต้องออกมามีบทบาทอะไรมากมายก็ได้ เรื่องของชาวโลกเขา เราไม่เกี่ยว... นี่แลคือความเข้าใจบทบาทของพระสงฆ์ผิดพลาดอย่างมหันต์ จนปล่อยให้สังคม (แทบ) ล่มสลายทางจริยธรรม/ศีลธรรมอย่างทุกวันนี้ ความจริงถ้าพระสงฆ์ของเรา และสังคมของเรา รู้จักบทบาท/หน้าที่ที่แท้ของพระสงฆ์ แล้วส่งเสริมและเรียกร้องให้ท่านหันมาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแท้จริง ปัญหาทางศีลธรรมในบ้านเมืองของเราจะลดลงไปมาก เราคงไม่ต้องมานั่งบ่นเป็นห่วงลูกหลานของเราจนไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูกมีหลานมาเกิดในยุคนี้
สอง - ร้อยวันพันปี โอกาสทองจะเป็นของฝ่ายธรรมเสียทีหนึ่ง หมายความว่า นานๆ คนจะเริ่มเห็นความสำคัญของพระ นาน...น้าน...นานๆ ครั้ง คนจะหันมาอ่านหนังสือธรรมะกันจนฮิตเป็นกระแสเสียทีหนึ่ง เมื่อคนเริ่มฟังพระ สนใจผลงานทางปัญญาของพระ ซึ่งหมายความต่อไปว่า คนกำลังสนใจพุทธธรรม ทำไมพระจึงจะไม่รู้จักใช้โอกาสนี้เผยแผ่ธรรมล่ะ เราอยู่ในยุคของสื่อ ทำไมไม่ใช้สื่อ หรือว่าสื่อมีไว้สำหรับใช้มอมเมาเยาวชนเท่านั้น พระไม่ควรใช้สื่อกระนั้นหรือ เมื่อสังคมให้โอกาส และจังหวะเวลาเอื้ออำนวย จะให้พระปัดโอกาสนั้นทิ้งแล้วบอกว่า พระควรอยู่นิ่งๆ อย่างนั้นหรือ?
คนไทยส่วนใหญ่กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ล้วนอยู่ในหมู่บ้านหรืออยู่ในเมือง ไม่ได้อยู่ในป่า จะให้พระนั่งสงบอยู่ในป่าแล้วรอให้คนเข้าไปหาถึงในป่า พระจึงจะเทศน์อย่างนั้นหรือ ถ้าธรรมะมีไว้สำหรับคนส่วนน้อยอย่างนั้น ธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาจะประเสริฐอะไรที่ตรงไหน เมื่อแรกตรัสรู้พระพุทธเจ้าทรงส่งสาวกออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยใช้พระดำรัสว่า "พวกเธอจงจาริกไป...เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนและเทวดาจำนวนมาก" ไม่มีพุทธดำรัสตรงไหนเลยที่ทรงบอกให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์อยู่นิ่งๆ เฉยๆ และจงเป็นฝ่าย 'รอ' ให้คนมาหา มีแต่ทรงเร่งเร้า กระตุ้น และเตือนว่า "จงรุกไปข้างหน้าเพื่อทำประโยชน์ต่อโลกให้มากที่สุด" เท่านั้น
อนึ่ง สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตและควรตราไว้ในที่นี้ด้วยก็คือ เป้าหมายในการทำประโยชน์ของพระนั้น ไม่ใช่แค่ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ต่อคนด้วยกันเท่านั้น แต่ยังทรงระบุรวมไปถึง 'เทวดา' อีกด้วย นั่นหมายความว่า พระมีหน้าที่ต้องสอนเทวดาทั้งหลายด้วย ความข้อนี้ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นบทบาทของพระสงฆ์ชัดเจนขึ้นไปอีกว่า ขอบข่ายในการทำหน้าที่ของพระนั้น มีมิติกว้างไกลขนาดไหน
พระแท้ของพระพุทธเจ้าต้องโปรดทั้งมนุษยโลกและเทวโลกนั่นแหละ จึงจะถูกต้อง ภารกิจอย่างนี้ พระซึ่งชมชอบการอยู่นิ่งๆ แต่ในอารามตามที่เราเข้าใจกันมาอย่างผิดๆ จะทำได้หรือ? ยังจำกันได้ไหมว่า พระพุทธองค์ของเราทรงปรินิพพานอย่างไร คำตอบก็คือ พระองค์เสด็จปรินิพพานในระหว่างเสด็จไปโปรดชาวเมืองกุสินารา และในระหว่างที่ทรงรอให้สาวกคนสุดท้ายมาเฝ้าและฟังธรรมเทศนาเป็นคนสุดท้าย จากนั้นพระองค์จึงเสด็จปรินิพพาน กล่าวอย่างภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า พระบิดาของเราชาวพุทธทรง 'ตาย' ในขณะทำหน้าที่อย่างแท้จริง
หรือใครเห็นว่าทรงดับขันธปรินิพพานบนพรมขนสัตว์ราคาแพงระยับ! เพราะไขมันในเส้นเลือดสูงเนื่องจากทรงเสวยพระกระยาหารดีเกินไป... พระบรมศาสดาของเราเสด็จสู่ปรินิพพานสภาวะขณะที่ทรงลำบากตรากตรำทำเพื่อชาวโลกจนวินาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่ทรงพระชนมายุมากถึง 80 พรรษาแล้ว ก็หาทรงอยู่นิ่งไม่
แล้วเราไปเอาความเชื่อที่ว่า พระควรอยู่นิ่งๆ มาจากไหนกันเล่าท่านสารวัตร!
ณ วันนี้โลกก้าวมาถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว 'การปักกลดกลางป่ากระดาษ' และ 'การเทศน์ผ่านคลื่นวิทยุ/โทรทัศน์' นั้น เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการเผยแผ่ธรรมะที่สอดคล้องกับยุคสมัย เราเดินทางผ่านกาลเวลามายาวไกลมากแล้ว จากยุคเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรมและยุคไอทีแล้ว หากพระสงฆ์ในเมืองไทยของเรายังคงมามัวเมาศักดินา เจ้ายศเจ้าอย่าง คิดว่าสังคมไทยยังมีแต่โรงนา โรงลิเก และศาลาวัดเท่านั้นที่ดึงดูดคนไทยและวัยรุ่นได้เหมือนในอดีตอีก หรือยังคงรอให้คนเข้าหาเสียก่อนแล้วจึงเทศน์ จึงทำหน้าที่ ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า อีกไม่กี่สิบปีจากนี้ไป พระไทยจะมีหน้าที่เหลืออยู่แต่เพียงช่วยชาวบ้านเผาศพเท่านั้น
หรือเราอยากเห็นพระเป็นแค่ 'คนรับจ้างสวด' อย่างนั้นหรือ? แหม! นึกแล้วเสียดายข้าวสุกและอาหารดีๆ ที่ตักบาตรจังเลย!
(ล้อมกรอบท้ายเรื่อง)
"คุณค่าของสถาบันทางสังคมใดๆ ก็ตามจะยังคงมีอยู่ นั่นก็เป็นเพราะว่าสถาบันนั้นๆ ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมหรือไม่..."
[ทัศนะของนักปราชญ์ตะวันตกท่านหนึ่ง]
ปุจฉา
มีคนฝากมาถามว่า ทำไม (ท่าน ว.) ไปโผล่หน้าทางนิตยสาร, หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ บ่อยเหลือเกิน ให้สัมภาษณ์/ออกงานเทศน์ถี่ยิบเสียจนอาจมีคนหมั่นไส้ก็เป็นได้ คนเป็นพระทำไมไม่อยู่เงียบๆ?
เภตรา/สมุทรปราการ
วิสัชนา
คำถามนี้ มีนัยสำคัญมาก เพราะ หนึ่ง - มันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตั้งคำถามหรือเราคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าที่หรือบทบาทของพระ ว่าพระนั้นควรจะอยู่นิ่งๆ ไม่ควรวุ่นวายไปกับโลก แล้วเจ้าความเข้าใจผิดที่ว่า พระควรจะอยู่นิ่งๆ นี่เอง ก็ทำให้เรา 'กัน' พระออกไปเสียจากการมีบทบาทในสังคม จนเดี๋ยวนี้ทอดตามองไปทางไหน สังคมไทยก็มีแต่ 'พื้นที่สีดำ' เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เรามีและพยายามจะมีกาสิโนคอมเพล็กซ์ (ศูนย์รวมความเสื่อมครบวงจร) เรามีนักการเมืองขี้ฉ้อมากมายที่มีแผลเหวอะหวะเต็มหลังขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีทุกยุคสมัย เรามีหวยใต้ดินซึ่งเป็นสิ่งผิด แต่ถูกทำให้ถูก และเดี๋ยวนี้คนเห็นเป็นสิ่งสามัญ เรามีเหล้าเสรี ทั้งๆ ที่สิ่งนี้ขัดต่อศีล 5 อย่างโต้งๆ และฆ่าคนไปปีหนึ่งๆ หลายหมื่นคน ทำลายศักยภาพทางสติปัญญาของคนในชาติอีกปีหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ เรามีปัญหาอาชญากรรมทางเพศระบาดไปทั่วทุกมุมเมือง ไม่เว้นแม้แต่ในสภาอันทรงเกียรติของประเทศ แล้ววันหนึ่งพอความเลวร้ายทั้งหลายมันปะทุลุกลามทำร้ายเด็ก ผู้หญิง และสังคมของเราจนทั่วประเทศกระทั่งทุกฝ่ายเริ่มว่าเห็นเป็นสิ่งผิดปกติของบ้านเมือง เราก็จึงมาตั้งคำถามกันว่า 'นี่หรือเมืองพุทธ'
ทำไมเมืองพุทธจึงเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่ง (ส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด) ก็เป็นเพราะเราเข้าใจผิดกันมาตลอดว่า 'พระควรจะอยู่นิ่งๆ' ไงล่ะ แล้วพระท่านก็เลยนิ่งเสียจนแทบจะไม่รับรู้ความเป็นไปในสังคม เมื่อนิ่งมากเข้า คนเลยเข้าใจผิดกันต่อไปอีกยกใหญ่ว่า คนเป็นพระควรจะนิ่งๆ เข้าไว้ อย่าทำอะไรในทางสร้างสรรค์ คอยสวด ฉัน และเทศน์ ไปตามธรรมเนียมก็พอแล้ว จนเดี๋ยวนี้ใครมาบวชเป็นพระเข้าหน่อย ก็เลยพากันนิ่งเป็นพระอิฐพระปูนกันไปเสียหมด สังคมจะเลวร้ายยังไงฉันไม่สน ใครจะกินเมืองหรือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ยังไงฉันไม่รู้ (หรือใครจะมาขอยืมปากบอกให้รวมพรรคเพื่อชาติ ฉันก็ไม่รู้ นอกจากไม่รู้บางทียังนึกว่าเขามายกย่องนับถืออีก ทั้งๆ ที่ความจริงเขามาหลอกใช้ต่างหาก) ไม่ต้องออกมามีบทบาทอะไรมากมายก็ได้ เรื่องของชาวโลกเขา เราไม่เกี่ยว... นี่แลคือความเข้าใจบทบาทของพระสงฆ์ผิดพลาดอย่างมหันต์ จนปล่อยให้สังคม (แทบ) ล่มสลายทางจริยธรรม/ศีลธรรมอย่างทุกวันนี้ ความจริงถ้าพระสงฆ์ของเรา และสังคมของเรา รู้จักบทบาท/หน้าที่ที่แท้ของพระสงฆ์ แล้วส่งเสริมและเรียกร้องให้ท่านหันมาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแท้จริง ปัญหาทางศีลธรรมในบ้านเมืองของเราจะลดลงไปมาก เราคงไม่ต้องมานั่งบ่นเป็นห่วงลูกหลานของเราจนไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูกมีหลานมาเกิดในยุคนี้
สอง - ร้อยวันพันปี โอกาสทองจะเป็นของฝ่ายธรรมเสียทีหนึ่ง หมายความว่า นานๆ คนจะเริ่มเห็นความสำคัญของพระ นาน...น้าน...นานๆ ครั้ง คนจะหันมาอ่านหนังสือธรรมะกันจนฮิตเป็นกระแสเสียทีหนึ่ง เมื่อคนเริ่มฟังพระ สนใจผลงานทางปัญญาของพระ ซึ่งหมายความต่อไปว่า คนกำลังสนใจพุทธธรรม ทำไมพระจึงจะไม่รู้จักใช้โอกาสนี้เผยแผ่ธรรมล่ะ เราอยู่ในยุคของสื่อ ทำไมไม่ใช้สื่อ หรือว่าสื่อมีไว้สำหรับใช้มอมเมาเยาวชนเท่านั้น พระไม่ควรใช้สื่อกระนั้นหรือ เมื่อสังคมให้โอกาส และจังหวะเวลาเอื้ออำนวย จะให้พระปัดโอกาสนั้นทิ้งแล้วบอกว่า พระควรอยู่นิ่งๆ อย่างนั้นหรือ?
คนไทยส่วนใหญ่กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ล้วนอยู่ในหมู่บ้านหรืออยู่ในเมือง ไม่ได้อยู่ในป่า จะให้พระนั่งสงบอยู่ในป่าแล้วรอให้คนเข้าไปหาถึงในป่า พระจึงจะเทศน์อย่างนั้นหรือ ถ้าธรรมะมีไว้สำหรับคนส่วนน้อยอย่างนั้น ธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาจะประเสริฐอะไรที่ตรงไหน เมื่อแรกตรัสรู้พระพุทธเจ้าทรงส่งสาวกออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยใช้พระดำรัสว่า "พวกเธอจงจาริกไป...เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนและเทวดาจำนวนมาก" ไม่มีพุทธดำรัสตรงไหนเลยที่ทรงบอกให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์อยู่นิ่งๆ เฉยๆ และจงเป็นฝ่าย 'รอ' ให้คนมาหา มีแต่ทรงเร่งเร้า กระตุ้น และเตือนว่า "จงรุกไปข้างหน้าเพื่อทำประโยชน์ต่อโลกให้มากที่สุด" เท่านั้น
อนึ่ง สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตและควรตราไว้ในที่นี้ด้วยก็คือ เป้าหมายในการทำประโยชน์ของพระนั้น ไม่ใช่แค่ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ต่อคนด้วยกันเท่านั้น แต่ยังทรงระบุรวมไปถึง 'เทวดา' อีกด้วย นั่นหมายความว่า พระมีหน้าที่ต้องสอนเทวดาทั้งหลายด้วย ความข้อนี้ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นบทบาทของพระสงฆ์ชัดเจนขึ้นไปอีกว่า ขอบข่ายในการทำหน้าที่ของพระนั้น มีมิติกว้างไกลขนาดไหน
พระแท้ของพระพุทธเจ้าต้องโปรดทั้งมนุษยโลกและเทวโลกนั่นแหละ จึงจะถูกต้อง ภารกิจอย่างนี้ พระซึ่งชมชอบการอยู่นิ่งๆ แต่ในอารามตามที่เราเข้าใจกันมาอย่างผิดๆ จะทำได้หรือ? ยังจำกันได้ไหมว่า พระพุทธองค์ของเราทรงปรินิพพานอย่างไร คำตอบก็คือ พระองค์เสด็จปรินิพพานในระหว่างเสด็จไปโปรดชาวเมืองกุสินารา และในระหว่างที่ทรงรอให้สาวกคนสุดท้ายมาเฝ้าและฟังธรรมเทศนาเป็นคนสุดท้าย จากนั้นพระองค์จึงเสด็จปรินิพพาน กล่าวอย่างภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า พระบิดาของเราชาวพุทธทรง 'ตาย' ในขณะทำหน้าที่อย่างแท้จริง
หรือใครเห็นว่าทรงดับขันธปรินิพพานบนพรมขนสัตว์ราคาแพงระยับ! เพราะไขมันในเส้นเลือดสูงเนื่องจากทรงเสวยพระกระยาหารดีเกินไป... พระบรมศาสดาของเราเสด็จสู่ปรินิพพานสภาวะขณะที่ทรงลำบากตรากตรำทำเพื่อชาวโลกจนวินาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่ทรงพระชนมายุมากถึง 80 พรรษาแล้ว ก็หาทรงอยู่นิ่งไม่
แล้วเราไปเอาความเชื่อที่ว่า พระควรอยู่นิ่งๆ มาจากไหนกันเล่าท่านสารวัตร!
ณ วันนี้โลกก้าวมาถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว 'การปักกลดกลางป่ากระดาษ' และ 'การเทศน์ผ่านคลื่นวิทยุ/โทรทัศน์' นั้น เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการเผยแผ่ธรรมะที่สอดคล้องกับยุคสมัย เราเดินทางผ่านกาลเวลามายาวไกลมากแล้ว จากยุคเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรมและยุคไอทีแล้ว หากพระสงฆ์ในเมืองไทยของเรายังคงมามัวเมาศักดินา เจ้ายศเจ้าอย่าง คิดว่าสังคมไทยยังมีแต่โรงนา โรงลิเก และศาลาวัดเท่านั้นที่ดึงดูดคนไทยและวัยรุ่นได้เหมือนในอดีตอีก หรือยังคงรอให้คนเข้าหาเสียก่อนแล้วจึงเทศน์ จึงทำหน้าที่ ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า อีกไม่กี่สิบปีจากนี้ไป พระไทยจะมีหน้าที่เหลืออยู่แต่เพียงช่วยชาวบ้านเผาศพเท่านั้น
หรือเราอยากเห็นพระเป็นแค่ 'คนรับจ้างสวด' อย่างนั้นหรือ? แหม! นึกแล้วเสียดายข้าวสุกและอาหารดีๆ ที่ตักบาตรจังเลย!
(ล้อมกรอบท้ายเรื่อง)
"คุณค่าของสถาบันทางสังคมใดๆ ก็ตามจะยังคงมีอยู่ นั่นก็เป็นเพราะว่าสถาบันนั้นๆ ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมหรือไม่..."
[ทัศนะของนักปราชญ์ตะวันตกท่านหนึ่ง]
สบตากับความตาย (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
สบตากับความตาย (ธรรมาภิวัฒน์ / ว.วชิรเมธี)
ปุจฉา
ดิฉันเสียแม่และพี่ชายไปในเหตุการณ์คลื่นสึนามิถล่มที่ภาคใต้ ตอนนี้เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว ถึงไม่เข้มแข็งเสียทีเดียว แต่ก็พอมีแรงไปทำงานได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ เพื่อนคนหนึ่งส่งหนังสือชื่อ 'ตายแล้วเกิดใหม่ตามนัยพระพุทธศาสนา' ของท่านมาให้ อ่านแล้วรู้สึกเข้าใจเรื่องความตายขึ้นมาอีกมาก แต่ยังคิดว่าในหนังสือเล่มนั้น มีเนื้อหามากเกินไปสำหรับคนอย่างดิฉัน ที่ต้องทำงานยุ่งอยู่ทั้งวัน (เป็นนักธุรกิจโรงแรมค่ะ) จึงอยากได้วิธีรับมือกับความตายที่สั้นๆ และนำมาใช้ได้ทันที เผื่อว่าวันข้างหน้าจะได้เข้มแข็งยิ่งกว่านี้ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
พัชราภา/ภูเก็ต
วิสัชนา
พอจะสรุปวิธีรับมือกับความตายสำหรับคนที่ต้องการเรียนเรื่องความตาย (มรณัสติ) แบบอาหารจานด่วน ดังนี้
1.รู้เท่าทันว่าความตายเป็นสัจธรรมพื้นฐานของชีวิตที่มนุษย์และสัตว์ทุกคน/ทุกตัว จะต้องเจอ ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก ของเรา ก็เป็นคนเล็กๆ คนหนึ่ง ในบรรดามนุษย์อีกหกพันล้านคนในโลก ที่จะต้องตายเหมือนกัน ไม่เร็วก็ช้า มนุษย์ทุกคนในโลกไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่ตาย ความตายเป็นปราการสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีอภิสิทธิ์ ติดสินบนยมบาลก็ไม่รับ เจ้าก็ตาย ประชาชนก็ตาย นักบวชก็ตาย พระอริยบุคคลก็ตาย โง่ก็ตาย ฉลาดก็ตาย หญิงก็ตาย ชายก็ตาย ยากดีมีจนก็ตาย เด็กก็ตาย ผู้ใหญ่ก็ตาย ความแตกต่างหากจะพึงมีอยู่บ้างก็คือ สถานที่ที่จะตาย รูปแบบ/สาเหตุการตาย และเวลาตายเท่านั้นเอง แต่ในแง่แก่นแท้แล้วทุกคนจะตายเหมือนกันหมด - ผู้เขียนเองวันหนึ่งก็จะตายเช่นเดียวกัน
2.สัจธรรมพื้นฐานของชีวิตไม่ได้เพียงความตายอย่างเดียว ยังมีเรื่องอื่นอีก ซึ่งก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ให้เท่าทันเหมือนกัน นั่นคือ
2.1 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องแก่ ไม่มีใครล่วงพ้นความแก่ไปได้
2.2 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องเจ็บ ไม่มีใครล่วงพ้นความเจ็บไปได้
2.3 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้
2.4 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องพลัดพรากจากคนรัก/ของรัก ไม่มีใครล่วงพ้นความ พลัดพรากไปได้
2.5 ทุกคนเกิดมาแล้ว ทำกรรมใดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม จะต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น
3.สบตากับความตาย กล่าวคือ เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งตายลง อย่าหนีความจริง อย่าหลอกตัวเองว่าเขายังไม่ตาย อย่าโกหกตัวเองว่ามันเป็นแค่ความฝัน แต่ควรยอมรับความจริงว่าสิ่งนี้ (ความตาย) ได้มาถึงคนที่เรารักเข้าแล้ว อย่ากลัว อย่าวิตก บอกตัวเองว่าสัจธรรมของชีวิตกำลังมาเตือนให้เราไม่ประมาท วันนี้ความตายกำลังคุกคามคนใกล้ตัวของเรา แต่วันข้างหน้าคงถึงตาเราบ้างละ ดังนั้น เมื่อมีคนใกล้ตัวตาย ควรนึกอยู่เสมอว่า สักวันจะถึงทีเรา เราต้องไม่ประมาท ต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด พยายามใช้ชีวิตแต่ละวันให้เป็นวันที่สมบูรณ์ในตัวเอง อย่าผัดวันประกันพรุ่งกับตัวเองในการทำความดี เพราะความดีคือ 'ที่พึ่ง' เพียงหนึ่งเดียวของเราในภพหน้า ทรัพย์สมบัติ ลูกแก้วเมียขวัญ เกียรติยศชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้เมื่อตายแล้วเราจะต้องคืนให้กับโลกเขาไปทั้งหมด แต่ 'ความดี' ที่สั่งสมไว้จะเป็นสมบัติอันเที่ยงแท้ของเราและจะเป็นเหมือนบ้านสำหรับหลบแดดหลบฝนของเราได้จริงในสัมปรายภพ ของนอกนั้นเป็นแค่ 'ของที่ยืมเขามา' อย่าหลง อย่ายึดติด 'ของที่ไม่ใช่ของเรา' เพราะแม้แต่ลมหายใจที่เบาที่สุด และอยู่กับตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่แล้วเราก็ยังเอาลมหายใจติดตัวไปด้วยไม่ได้ มีแต่ 'ความดี' เท่านั้นที่ควรค่าแก่การสะสม และนำติดตัวไปในภพหน้า ถามตัวเองว่ามีความดีติดตัวกับเขาบ้างไหม?
4.ฝึกเจริญมรณัสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อจะได้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกไม่มากนัก จึงต้องรีบสร้างสรรค์พัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม วิธีเจริญมรณัสติอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ ให้บริกรรม (ท่อง) ถ้อยคำสำคัญที่เป็นแก่นของการเจริญมรณัสติที่ว่า 'อวสฺสัง มยา มริตพฺพํ : ตัวเราเองจะตายอย่างแน่นอน' หรือ 'ฉันจะตายๆ' หรือแปลให้ตรงยิ่งกว่านั้นก็ว่า 'กูเองก็จะตายๆ' คำบริกรรมนี้ตามปกติเราจะเห็นเขาเขียนติดไว้หน้าโลงศพเรียกว่า 'คำไหว้ศพ' ถ้าเราท่องโดยไม่รู้ความหมาย ท่องไปก็ไร้ค่า แต่ถ้าเราท่องโดยรู้ความหมาย ทุกครั้งที่เราท่อง สติจะเกิดขึ้น และสตินั้นจะเตือนให้เรารู้จักใช้ชีวิตโดยความไม่ประมาทโดยอัตโนมัติ
5.ฝึกสมาธิวิปัสสนา เพื่อจะได้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อยู่เหนือเกิดเหนือตาย ไม่ทุกข์เพราะความตายมาพราก (คนรัก) หรือเพราะความตายมาคุกคาม (ยามป่วยไข้/อุบัติเหตุ) และ/หรือเพราะความตายมาถึงตัวเข้าจริงๆ ในวันใดวันหนึ่ง
6.ทำดีต่อทุกคนที่คุณรักโดยไม่ต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษของเขาก็ได้ เพราะเมื่อความตายจะมาถึงนั้น ยมทูตจะไม่มีการแจ้งวันเวลาล่วงหน้า ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนให้เตรียมตัวเตรียมใจ รู้สึกอยากทำดีกับใคร ควรรีบทำทันที และทำให้ดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาและศักยภาพของเราจะทำให้ได้ เผื่อว่าเมื่อคนอันเป็นที่รักของเรามาจากไปแล้ว เราจะได้ไม่ต้องมานั่งอดสูใจว่า 'เสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรดีๆ ให้เขา'
7.ฝากพุทธดำรัสสั้นๆ ไว้แปะที่โต๊ะทำงาน หรือที่หัวเตียงเพื่อเตือนให้รู้ว่า อย่าได้ประมาทในการใช้ชีวิต ในการทำงาน ในการเดินทาง :
อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ, ควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด
โก ชญฺญา มรณํ สุเว เพราะใครเลยจะรู้ว่าเราอาจมีนัดกับความตายในวันพรุ่ง
ปุจฉา
ดิฉันเสียแม่และพี่ชายไปในเหตุการณ์คลื่นสึนามิถล่มที่ภาคใต้ ตอนนี้เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว ถึงไม่เข้มแข็งเสียทีเดียว แต่ก็พอมีแรงไปทำงานได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ เพื่อนคนหนึ่งส่งหนังสือชื่อ 'ตายแล้วเกิดใหม่ตามนัยพระพุทธศาสนา' ของท่านมาให้ อ่านแล้วรู้สึกเข้าใจเรื่องความตายขึ้นมาอีกมาก แต่ยังคิดว่าในหนังสือเล่มนั้น มีเนื้อหามากเกินไปสำหรับคนอย่างดิฉัน ที่ต้องทำงานยุ่งอยู่ทั้งวัน (เป็นนักธุรกิจโรงแรมค่ะ) จึงอยากได้วิธีรับมือกับความตายที่สั้นๆ และนำมาใช้ได้ทันที เผื่อว่าวันข้างหน้าจะได้เข้มแข็งยิ่งกว่านี้ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
พัชราภา/ภูเก็ต
วิสัชนา
พอจะสรุปวิธีรับมือกับความตายสำหรับคนที่ต้องการเรียนเรื่องความตาย (มรณัสติ) แบบอาหารจานด่วน ดังนี้
1.รู้เท่าทันว่าความตายเป็นสัจธรรมพื้นฐานของชีวิตที่มนุษย์และสัตว์ทุกคน/ทุกตัว จะต้องเจอ ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก ของเรา ก็เป็นคนเล็กๆ คนหนึ่ง ในบรรดามนุษย์อีกหกพันล้านคนในโลก ที่จะต้องตายเหมือนกัน ไม่เร็วก็ช้า มนุษย์ทุกคนในโลกไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่ตาย ความตายเป็นปราการสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีอภิสิทธิ์ ติดสินบนยมบาลก็ไม่รับ เจ้าก็ตาย ประชาชนก็ตาย นักบวชก็ตาย พระอริยบุคคลก็ตาย โง่ก็ตาย ฉลาดก็ตาย หญิงก็ตาย ชายก็ตาย ยากดีมีจนก็ตาย เด็กก็ตาย ผู้ใหญ่ก็ตาย ความแตกต่างหากจะพึงมีอยู่บ้างก็คือ สถานที่ที่จะตาย รูปแบบ/สาเหตุการตาย และเวลาตายเท่านั้นเอง แต่ในแง่แก่นแท้แล้วทุกคนจะตายเหมือนกันหมด - ผู้เขียนเองวันหนึ่งก็จะตายเช่นเดียวกัน
2.สัจธรรมพื้นฐานของชีวิตไม่ได้เพียงความตายอย่างเดียว ยังมีเรื่องอื่นอีก ซึ่งก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ให้เท่าทันเหมือนกัน นั่นคือ
2.1 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องแก่ ไม่มีใครล่วงพ้นความแก่ไปได้
2.2 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องเจ็บ ไม่มีใครล่วงพ้นความเจ็บไปได้
2.3 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้
2.4 ทุกคนเกิดมาแล้วต้องพลัดพรากจากคนรัก/ของรัก ไม่มีใครล่วงพ้นความ พลัดพรากไปได้
2.5 ทุกคนเกิดมาแล้ว ทำกรรมใดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม จะต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น
3.สบตากับความตาย กล่าวคือ เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งตายลง อย่าหนีความจริง อย่าหลอกตัวเองว่าเขายังไม่ตาย อย่าโกหกตัวเองว่ามันเป็นแค่ความฝัน แต่ควรยอมรับความจริงว่าสิ่งนี้ (ความตาย) ได้มาถึงคนที่เรารักเข้าแล้ว อย่ากลัว อย่าวิตก บอกตัวเองว่าสัจธรรมของชีวิตกำลังมาเตือนให้เราไม่ประมาท วันนี้ความตายกำลังคุกคามคนใกล้ตัวของเรา แต่วันข้างหน้าคงถึงตาเราบ้างละ ดังนั้น เมื่อมีคนใกล้ตัวตาย ควรนึกอยู่เสมอว่า สักวันจะถึงทีเรา เราต้องไม่ประมาท ต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด พยายามใช้ชีวิตแต่ละวันให้เป็นวันที่สมบูรณ์ในตัวเอง อย่าผัดวันประกันพรุ่งกับตัวเองในการทำความดี เพราะความดีคือ 'ที่พึ่ง' เพียงหนึ่งเดียวของเราในภพหน้า ทรัพย์สมบัติ ลูกแก้วเมียขวัญ เกียรติยศชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้เมื่อตายแล้วเราจะต้องคืนให้กับโลกเขาไปทั้งหมด แต่ 'ความดี' ที่สั่งสมไว้จะเป็นสมบัติอันเที่ยงแท้ของเราและจะเป็นเหมือนบ้านสำหรับหลบแดดหลบฝนของเราได้จริงในสัมปรายภพ ของนอกนั้นเป็นแค่ 'ของที่ยืมเขามา' อย่าหลง อย่ายึดติด 'ของที่ไม่ใช่ของเรา' เพราะแม้แต่ลมหายใจที่เบาที่สุด และอยู่กับตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่แล้วเราก็ยังเอาลมหายใจติดตัวไปด้วยไม่ได้ มีแต่ 'ความดี' เท่านั้นที่ควรค่าแก่การสะสม และนำติดตัวไปในภพหน้า ถามตัวเองว่ามีความดีติดตัวกับเขาบ้างไหม?
4.ฝึกเจริญมรณัสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อจะได้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกไม่มากนัก จึงต้องรีบสร้างสรรค์พัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม วิธีเจริญมรณัสติอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ ให้บริกรรม (ท่อง) ถ้อยคำสำคัญที่เป็นแก่นของการเจริญมรณัสติที่ว่า 'อวสฺสัง มยา มริตพฺพํ : ตัวเราเองจะตายอย่างแน่นอน' หรือ 'ฉันจะตายๆ' หรือแปลให้ตรงยิ่งกว่านั้นก็ว่า 'กูเองก็จะตายๆ' คำบริกรรมนี้ตามปกติเราจะเห็นเขาเขียนติดไว้หน้าโลงศพเรียกว่า 'คำไหว้ศพ' ถ้าเราท่องโดยไม่รู้ความหมาย ท่องไปก็ไร้ค่า แต่ถ้าเราท่องโดยรู้ความหมาย ทุกครั้งที่เราท่อง สติจะเกิดขึ้น และสตินั้นจะเตือนให้เรารู้จักใช้ชีวิตโดยความไม่ประมาทโดยอัตโนมัติ
5.ฝึกสมาธิวิปัสสนา เพื่อจะได้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อยู่เหนือเกิดเหนือตาย ไม่ทุกข์เพราะความตายมาพราก (คนรัก) หรือเพราะความตายมาคุกคาม (ยามป่วยไข้/อุบัติเหตุ) และ/หรือเพราะความตายมาถึงตัวเข้าจริงๆ ในวันใดวันหนึ่ง
6.ทำดีต่อทุกคนที่คุณรักโดยไม่ต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษของเขาก็ได้ เพราะเมื่อความตายจะมาถึงนั้น ยมทูตจะไม่มีการแจ้งวันเวลาล่วงหน้า ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนให้เตรียมตัวเตรียมใจ รู้สึกอยากทำดีกับใคร ควรรีบทำทันที และทำให้ดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาและศักยภาพของเราจะทำให้ได้ เผื่อว่าเมื่อคนอันเป็นที่รักของเรามาจากไปแล้ว เราจะได้ไม่ต้องมานั่งอดสูใจว่า 'เสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรดีๆ ให้เขา'
7.ฝากพุทธดำรัสสั้นๆ ไว้แปะที่โต๊ะทำงาน หรือที่หัวเตียงเพื่อเตือนให้รู้ว่า อย่าได้ประมาทในการใช้ชีวิต ในการทำงาน ในการเดินทาง :
อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ, ควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด
โก ชญฺญา มรณํ สุเว เพราะใครเลยจะรู้ว่าเราอาจมีนัดกับความตายในวันพรุ่ง